http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

คุณสมบัติของพระอรหันต์มีอะไรบ้างครับ ?

(อ่าน 6437/ ตอบ 12)

ผู้เดินทาง (Member)


ที่เคยได้ฟังมา

1 ปกติจะไม่ยิ้ม
2 ไม่มีอารมณ์ตกใจอีก ไม่มีหวาดผวา ไม่เศร้า ไม่กลัวตาย ไม่กลัวสิ่งใดๆในโลก

เคยได้ยินที่มีเรื่องเล่าว่า
พระบางท่านสมัยพุทธกาลเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์
ต่อมากลัวช้าง
เลยรู้ตัวว่าไม่ใช่
จึงกลับไปทำความเพียรใหม่จนได้บรรลุ



nutpobtum (Member)

หากอ้างอิงจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้
(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ ข้อ ๓๓๐)

ซึ่งเป็นเรื่องราวของพ่อค้าฟืนชื่อทารุกัมมิกะ ที่พระพุทธเจ้าถามว่าได้ทำบุญบ้างไหม
พ่อค้าฟืนตอบว่า ทำเป็นประจำ และทำกับ"พระอรหันต์"ด้วย
พระองค์ได้บอกว่า คนธรรมดา "ยากที่จะรู้"ว่าใครเป็นพระอรหันต์
โดยได้ตรัสดังนี้


ดูกรคฤหบดี ท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียด


ฉะนั้นสำหรับผม หากถามว่าใครเป็นพระอรหันต์ หรือพระอรหันต์มีคุณสมบัตอย่างไร
ผมก็ต้องตอบว่า "ไม่ทราบ"

เพราะเหมือนถามคนเรียนอนุบาล ว่าคนจบปริญญาเอกควรมีคุณสมบัติอะไร
และถึงแม้เราจะได้คู่มือดูคุณสมบัติคนจบปริญญาเอกมาประกอบ
แต่"ภูมิปัญญา"ที่น้อยเกินไปของผม ก็ยังคงไม่สามารถรู้ไปถึงสภาวะจิตใจท่านได้
แม้แต่พระที่อยู่ในยุคพุทธกาล ก็ยังต้องให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยืนยันว่าใครเป็นพระอรหันต์

หลังจากที่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก
ผมไม่คิดที่จะตัดสินพระอรหันต์ด้วยตนเอง
ผมแค่ดูว่าพระรูปไหนปฏิบัติตามพระวินัยหรือไม่
ถ้าไม่ ผมก็ถอยห่าง
หากปฏิบัติตามพระวินัย ผมก็พร้อมจะทำบุญแบบ"สังฆทาน"ที่วัดนั้น


บุตร บริโภคจันทน์แคว้นกาสี ทัดทรงดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้ ยินดีทองและเงินอยู่


พึงรู้ข้อนี้ได้ยากว่า ภิกษุเหล่านี้เป็นพระอรหันต์หรือเป็นผู้บรรลุอรหัตมรรค ดูกรคฤหบดี ถ้า


แม้ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว เห่อ ปากกล้า พูดพล่าม มีสติเลอะเลือน


ไม่มีสัมปชัญญะมีใจไม่ตั้งมั่น มีจิตพลุ่งพล่าน ไม่สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึง


ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่เห่อ ไม่


ปากกล้า ไม่พูดพล่าม มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีใจตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง สำรวม


อินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้าน เป็น


ผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้าน


เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือเที่ยว


บิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นถ้า


แม้ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ภิกษุนั้นพึงได้รับ


สรรเสริญด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้รับนิมนต์ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯเมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึง


ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้รับนิมนต์ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้น


พึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เมื่อเป็น


อย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน


ฯลฯเมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้ภิกษุผู้ทรงคฤหบดีจีวร เป็น


ผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว เห่อ ปากกล้า พูดพล่าม มีสติเลอะเลือน ไม่มีสัมปชัญญะ มีใจไม่ตั้งมั่น


มีจิตพลุ่งพล่าน ไม่สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ถ้าแม้


ภิกษุผู้ทรงคฤหบดีจีวร เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านไม่ถือตัว ไม่เห่อ ไม่ปากกล้า ไม่พูดพล่าม มีสติตั้ง


มั่น มีสัมปชัญญะ มีใจตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุ


นั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ดูกรคฤหบดี เชิญท่านให้สังฆทานเถิด เมื่อท่านให้สังฆทาน


อยู่ จิตจักเลื่อมใส ท่านนั้นเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส เมื่อตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คฤหบดีชื่อ


ทารุกัมมิกะ ทูลสนองว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์นี้จักให้สังฆทานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ


 

ผู้เดินทาง (Member)


ค้นเพิ่มเจอดังนี้ครับ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลแลสัตว์เหล่านี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง คือ พระภิกษุขีณาสพ ๑ ช้างอาชาไนย ๑ ม้าอาชาไนย ๑ สีหมฤคราช ๑ ”



ผู้เดินทาง (Member)


ปล..  ไม่ได้ตั้งกระทู้เพื่อจะเอาไปตัดสินพระภิกษุรูปไหนครับ

แต่อยากรู้ที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฏกครับ

และหาพระสูตรที่เกี่ยวกับพระสองรูปที่เข้าใจว่าตัวเองบรรลุ แต่กลับตกใจกลัวตายแล้วเลยนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ใช่พระอรหันต์ไม่เจอ



อย่างไรก็ตาม ขอบคุณมากๆครับ 'u'

nutpobtum (Member)

เรื่องคุณสมบัติพระอรหันต์มีกระจายไปหลายจุดครับ
ผมขอยกมาเฉพาะบางส่วนนะครับ

พระอรหันต์จะไม่ โกรธ รำคาญ ฟุ้งซ่าน29 ปุราเภทสุตตนิทเทสที่ ๑๐


พระไตรปิฎกเล่มที่


 


                [๓๘๓] บุคคลนั้นแล ผู้ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่มีความรำคาญ


                พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน สำรวมวาจา เป็นมุนี.


 

nutpobtum (Member)

พระไตรปิฎกเล่มที่ 22


 


อรหัตตสูตร


                [๓๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังละธรรม ๖ ประการไม่ได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ควร


เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ถีนะ ๑มิทธะ ๑ อุทธัจจะ ๑


กุกกุจจะ ๑ ความไม่มีศรัทธา ๑ ความประมาท ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังละธรรม ๖ ประ


การนี้ไม่ได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ฯ


                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง


อรหัต ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ถีนะ ๑ มิทธะ ๑ อุทธัจจะ ๑กุกกุจจะ ๑ ความ


ไม่มีศรัทธา ๑ ความประมาท ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๖ ประการนี้ได้แล้ว ย่อมเป็น


ผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ฯ


                                                               

nutpobtum (Member)

พระอรหันต์เป็นผู้คงที่


พระไตรปิฎกเล่มที่ 29


 


[๑๗๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า


                พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิ


                ไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลาย อันพระอรหันต์เหล่านั้น


                ไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใครๆ ไม่พึงนำ


                ไปได้ด้วยศีลและพรต ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้คงที่.

nutpobtum (Member)

ลักษณะจิตของพระอรหันต์


พระไตรปิฎกเล่มที่ 16


 [๑๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ใน


กาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอก


อวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น


ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว


กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า


สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวย


ทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลิน


แล้วด้วยตัณหาถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึด


ถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉย


เสวยไป ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป


ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนา


ที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหา


ไม่เพลิดเพลินแล้วจักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต


เพราะความแตกแห่งกาย ฯ


 

nutpobtum (Member)

nutpobtum (Member)

nutpobtum (Member)

ยาวเกินไปเลยโพสท์ไม่ติดครับ
ต้องอ่านแบบเต็มในพระไตรปิฎกครับ


สิ่งที่ใช้ถามผู้ที่บอกว่าบรรลุแล้ว


พระไตรปิฎกเล่มที่ 14


 [๑๖๖]  ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้


                สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถ บิณฑิกเศรษฐี


เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ  ทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย


ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว 



ส่วนเรื่องพระอรหันต์ไม่ยิ้มนั้น น่าจะ"ไม่จริง" 
เพราะพระพุทธเจ้ายัง แย้มพระสรวล ในบางครั้งครับ

ผู้เดินทาง (Member)

^
^
คือจากคำถามหมายความว่าจะยิ้มต้องมีเหตุพิเศษครับ

จากอธิธรรมเห็นมีการกล่าวถึงอารมณ์ยิ้มของพระอรหันต์ด้วยนะครับ

ว่าไม่เหมือนของปุถุชน

อย่างไรก็ตามขอบคุณมากๆครับ

กระจ่างขึ้นมากๆ



Page : 1
Lock Reply
view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,837
เปิดเพจ1,977,049

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view