http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

ทำสังฆทานให้เป็น จะได้บุญมาก

ทำสังฆทานให้เป็น จะได้บุญมาก

คลิ้กที่นี่เพื่อดู VDO อธิบาย วิธีหาวัดที่ทำสังฆทานที่ถูกต้อง
คลิ้กที่นี่เพื่ออ่าน เหตุผลที่ผมไม่ค่อยบอกว่าทำบุญที่ไหน

 

เรียนทุกท่าน

 

หลังจากที่ผมได้เขียนหนังสือ "ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว" จนได้วางจำหน่าย

หนึ่งในคำถามยอดนิยมก็คือ คำถามเรื่องสังฆทาน

 

ความจริงแล้วในตอนแรกผมเขียนละเอียดกว่าเนื้อหาในหนังสือ

แต่เนื่องจากความหนาของหนังสือจำกัด จึงใส่ได้เท่านั้น

ทำให้ต้องตัดเนื้อหาออกไปจำนวนมาก(แต่ก็ยังหนาอยู่)

 

ผมจึงคิดว่าคงเป็นการดี หากได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสังฆทานให้มากขึ้น

โดยผมแอบเอาเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มที่ 3 ที่ผมเขียนเสร็จแล้ว และส่งให้สำนักพิมพ์แล้ว

มาแบ่งปันให้ทุกท่าน

และทุกท่านก็สามารถ Forward Mail นี้ไปให้คยรอบตัวเราได้ เพราะผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเขาเหล่านั้น

 

สังฆทานได้บุญมากแค่ไหน

                ประโยชน์อย่างแรกของสังฆทานก็คือทำให้เราได้บุญมาก โดยมีตัวอย่างในพระไตรปิฎกเล่มที่ 26 ข้อ ๓๔ ที่เป็นเรื่องของผู้หญิง 2 คนที่เป็นพี่น้องกัน พี่สาว(ภัททา)เป็นผู้ที่มีจิตใจเป็นกุศล ทำบุญตักบาตรเป็นประจำสม่ำเสมอ ส่วนน้องสาว(สุภัททา)เป็นคนที่ไม่ค่อยได้ทำบุญเท่าไหร่

                แต่อยู่มาวันหนึ่งน้องสาวเกิดอยากทำบุญขึ้นมา แล้วบังเอิญได้พบกับพระเรวตเถระซึ่งท่านก็แนะนำให้ทำสังฆทาน น้องสาวจึงได้นิมนต์พระมาจำนวน 8 รูป เพื่อถวายสังฆทาน

                เมื่อทั้งคู่ตายไป พี่สาวที่ทำบุญตักบาตรอย่างสม่ำเสมอ ก็ได้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์(ชั้น2) ส่วนน้องสาวที่มีโอกาสได้ทำสังฆทานกลับได้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้น 5  และมีวิมานที่ใหญ่โตกว่าของพี่สาวมากมายนัก

 

                และหากเราใช้หลักการที่อธิบายไปในบทที่ 12 ว่า การทำบุญสังฆทานได้บุญเทียบเท่าหรือมากกว่าทำบุญกับพระพุทธเจ้า

                เราจะได้คำตอบว่า เราจะต้องตักบาตรกับพระอย่างน้อย 100,000 ล้านรูป เราถึงจะได้บุญเท่ากับการทำสังฆทานเพียง 1 ครั้ง หรือเทียบง่ายๆว่า หากเราตักบาตรวันละ 10 รูป ก็ต้องตักบาตรทุกวันนานถึง 27,500,000 ปี(เกิด 370,000 ชาติ) ถึงจะได้บุญเท่าทำสังฆทานเพียง 1 ครั้ง

               

สังฆทานทำให้ทำบุญอย่างสบายใจ

                ประโยชน์อย่างที่สองก็คือทำให้เราสามารถทำบุญที่ได้บุญมากได้ง่ายขึ้นและสบายใจขึ้น เพราะตามหลักการที่ได้อธิบายไปในบทที่ 12 ที่อธิบายว่า เราจะได้บุญมากขึ้นหากเราทำบุญกับคนที่มีศีลสูงขึ้น ทำให้ผู้ที่มีโอกาสได้ทำบุญพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าจะได้บุญมากมายมหาศาล

                ด้วยความเข้าใจนี้จึงทำให้คนจำนวนหนึ่ง พยายามแสวงหาพระที่เป็นพระอรหันต์แล้วพยายามทำบุญกับท่าน เพื่อให้ได้บุญมากมายมหาศาล เหมือนดังเช่นในสมัยพุทธกาล(พระไตรปิฎกเล่มที่ 22ข้อ 330) พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามพ่อค้าฟืนคนหนึ่งว่า ได้ทำบุญบ้างหรือเปล่า พ่อค้าฟืนคนนั้นตอบว่า ไม่ต้องห่วงเพราะว่าเขาได้ทำบุญกับพระอรหันต์อยู่เป็นประจำ

                พระพุทธเจ้าได้ถามพ่อค้าฟืนคนนั้นต่อว่า ทราบได้อย่างไรว่าเป็นพระอรหันต์ พ่อค้าฟืนตอบว่า ก็เพราะว่าพระรูปนั้น ปลีกวิเวก อยู่ป่า และมีกิริยาที่เหมือนกับพระอรหันต์

               

                พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า เป็นเรื่องยากสำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่จะรู้ว่าพระรูปไหนเป็นพระอรหันต์ เพราะพระบางรูปที่ ปลีกวิเวก อยู่ป่า แต่ภายในอาจจะยังคงมีกิเลสตัณหาอยู่มากมาย จิตฟุ้งซ่าน จิตไม่ตั่งมั่น ถือตัว จึงยังห่างไกลจากคำว่าพระอรหันต์

ในขณะที่พระบางรูป ที่ไม่ได้อยู่ป่า คลุกคลีกับผู้อื่น(พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้อยู่แต่ในป่า และพระองค์ก็คลุกคลีกับฝูงชนมากมาย) แต่ภายในใจอาจจะสิ้นแล้วซึ่งกิเลสตัณหาจนบรรลุอรหันต์ไปแล้วก็เป็นไปได้

                ในเมื่อเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าพระรูปไหนเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงได้แนะนำว่า ให้ถวายสังฆทาน ซึ่งเราก็จะได้บุญมากเช่นกัน

 

                ความเข้าใจที่ถูกต้องนี้ จึงทำให้เราไม่จำเป็นจะต้องเที่ยวเสาะแสวงหาพระอรหันต์ เพื่อที่จะทำบุญให้ได้บุญมาก เพียงแค่เราหาวัดใกล้บ้านแล้วถวายสังฆทาน แม้ว่าพระจะเป็นพระทุศีล(ทำผิดศีล) เราก็จะได้บุญมากเท่ากับหรือมากกว่าถวายกับพระพุทธเจ้า(พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 713) ความเข้าใจนี้จะทำให้เรามีความสุขใจและสบายใจในการทำบุญ เพราะทำที่ไหนก็ได้บุญมากเช่นกัน

 

การทำสังฆทานที่ถูกต้อง

                ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนเรียกถังเหลืองว่าสังฆทาน จึงทำให้ผมเคยเข้าใจผิดว่าการถวายถังเหลืองก็หมายถึงเราได้ทำสังฆทานแล้ว แต่ความจริงแล้วจะเป็นสังฆทานหรือไม่เป็น ไม่ได้เกี่ยวกับถังเหลืองเลยแม้แต่น้อย(ไม่เกี่ยวกับสีของถัง และไม่จำเป็นต้องใส่ถัง)

 

                การถวายสังฆทานนั้นหมายถึง การถวายแด่หมู่สงฆ์(สังฆ-สงฆ์ ,ทาน-ให้หรือถวาย) เป็นการถวายโดยไม่เฉพาะเจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการถวายสังฆทานมักจะเป็นการถวายอาหาร และอาจจะมีการถวายปัจจัย 4 อย่างอื่นให้ครบถ้วน(เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย) หรือข้างของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระ เช่น แปรงสีฟัน ยามีฟัน มีดโกน ฯลฯ โดยการถวายสังฆทานเราจะทำที่วัดหรือทำที่บ้านของเราก็ได้(ในสมัยพุทธกาลจะทำที่บ้าน)

 

                คำว่าหมู่สงฆ์สำหรับสังฆทานนั้นหมายถึงตัวแทนของพระ(พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 712) ซึ่งในพระไตรปิฎกได้ระบุเอาไว้ว่ามี 7 อย่าง ซึ่งในปัจจุบันที่พระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว และไม่มีภิกษุณีแล้ว ก็จะเหลือลักษณะของสังฆทานเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ 1.ให้ทานในภิกษุสงฆ์(พระทั้งหมดหรือพระทั้งวัด)  และ 2.เผดียงสงฆ์(นิมนต์-อาราธนา)ว่า ขอได้โปรดจัดพระจำนวนเท่านี้เพื่อทำสังฆทาน

ในกรณีที่เราไม่ได้นิมนต์ด้วยตนเอง(ไม่ว่าจะนิมนต์มาทำที่บ้านเรา หรือนิมนต์แล้วทำที่วัด) แล้วเราไปที่วัดโดยไม่ได้นิมนต์ล่วงหน้า แต่เราไปที่ศาลาที่พระทั้งวัดมานั่งฉันอาหารพร้อมๆกัน การที่มีพระทั้งวัดแบบนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นหมู่สงฆ์โดยอัตโนมัติ(ตามกรณีที่ 1)

ส่วนกรณีที่ 2 จะหมายถึงการนิมนต์พระที่เป็นตัวแทนของพระวัดนั้น โดยมาจากการประชุมของพระทั้งวัด หรือมาจากการจัดสรรของพระที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร เช่น เราไปที่วัดแล้วติดต่อผู้ที่รับผิดชอบของวัด ว่าจะขอนิมนต์พระจำนวนกี่รูป แล้วผู้รับผิดชอบก็นิมนต์พระมาให้ตามจำนวนที่เราขอ แบบนี้จะถือว่าเป็นหมู่สงฆ์ที่ถูกต้อง ที่เป็นตัวแทนของวัด(จะถวายสังฆทานที่วัดหรือที่บ้านก็ใช้หลักการเดียวกัน)

 

แต่หากเราเดินเข้าไปที่วัด แล้วเจอพระรูปหนึ่งแล้วแจ้งกับท่านว่าจะนิมนต์พระไปทำสังฆทาน แล้วพระรูปนั้นไปชักชวนพระที่ตนรู้จักจนครบจำนวน แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นหมู่สงฆ์ที่เป็นตัวแทนของวัด

 

หมายเหตุ: ในกรณีที่นิมนต์พระมาที่บ้าน จะต้องจัดสถานที่และอุปกรณ์ให้พร้อม เช่นน้ำล้างเท้า ผ้าเช็ดเท้า น้ำฉัน น้ำใช้ กระโถน ผ้า-กระดาษเช็ดมือ เช็ดปาก ช้อนส้อมและช้อนกลาง (โภชนะปฏิสังยุตะ ข้อ ๓๐)  และต้องจัดที่ให้พระนั่ง อย่าให้ยืน และที่นั่งต้องสูงกว่าที่ของผู้นั่งฟัง(ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ข้อ ๑๓, ๑๔) และตอนนิมนต์ไม่ควรบอกว่ามีอาหารอะไรบ้าง แค่กล่าวนิมนต์เฉยๆ(โภชนวรรค ข้อ ๒)

 

การถวายแด่หมู่สงฆ์

                ในการถวายสังฆทานนั้น แม้ว่าเราจะนิมนต์พระอย่างถูกต้อง หรือเราจะไปที่ศาลาที่พระทั้งวัดมานั่งฉันพร้อมๆกัน ก็ยังไม่ถือว่าเราได้ทำสังฆทานอย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบ หากเรานำอาหารนั้นไปถวายพระรูปใดรูปหนึ่ง หรือแม้แต่ถวายให้พระทีละรูปจนครบทุกรูป เพราะจะถือว่าของที่เราถวายนั้นจะเป็นของพระรูปนั้น จึงเป็นการถวายทานปกติเป็นทานที่ให้บุคคล(ปาฏิปุคคลิกทาน)ไม่ได้เป็นสังฆทาน(ได้บุญแต่ไม่ได้บุญมากเท่าสังฆทาน)

 

                การที่เราจะถวายสังฆทานได้อย่างถูกต้อง จะต้องเป็นการถวายให้เป็นส่วนกลางก่อน โดยอาจจะเป็นพระที่มีพรรษาสูงสุดเป็นผู้รับทั้งหมด แล้วพระท่านจะแจกจ่าย(ส่งต่อ)กันไปตามพรรษาจากพรรษาสูงสุดไปหาพรรษาน้อย

หรืออาจจะมีตัวแทนพระมารับของที่เป็นส่วนกลาง แล้วแจกจ่ายโดยเริ่มจากพระที่มีพรรษาสูงสุด แล้วพระท่านจะแจกจ่ายกันไปตามพรรษาเช่นกัน

 

                สรุปว่าหลักการที่ถูกต้องก็คือ การถวายสังฆทาน ต้องถวายให้เป็นของส่วนกลางก่อน แล้วให้พระท่านแจกจ่าย(ส่งต่อ)กันเอง

ส่วนตัวเราในฐานะผู้ถวายก็ต้องถวายโดยไม่มีจิตยึดติดกับพระรูปใดเป็นพิเศษด้วย(คิดจะถวายแบบรวมๆ ให้พระทั้งหมด ให้พระพุทธศาสนา)

 

พระรูปเดียวรับเป็นสังฆทานหรือไม่

                ในกรณีที่เราไปที่กุฏิของท่านแล้วถวาย แบบนี้ไม่เป็นสังฆทานแน่นอน เพราะของนั้นจะตกเป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้ตกเป็นของส่วนกลางก่อน(ได้บุญแต่ไม่เป็นสังฆทาน)

                แต่ในกรณีที่มีพระรูปเดียว แต่มาเป็นตัวแทนของสงฆ์หรือตัวแทนวัด เช่นทางวัดมีการจัดสรรว่า วันไหนพระรูปไหนจะเป็นตัวแทนสงฆ์ออกมารับสังฆทาน และของที่ได้รับไม่ได้เป็นของพระรูปนั้น แต่เป็นของกลางของวัดก่อนแล้วค่อยไปจัดสรรภายหลัง แบบนี้แม้จะเป็นพระรูปเดียวก็ถือได้ว่าเป็นสังฆทาน(อรรถกถาเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ หน้า 407 เวรัญชกัณฑวรรณนา)

                หรือแม้แต่ในกรณีที่เรานิมนต์พระมาทำสังฆทานที่บ้านเพียงรูปเดียว โดยเป็นการติดต่อทางวัด และทางวัดเป็นผู้จัดสรรมาให้ ก็ยังถือว่าเป็นสังฆทาน แต่โดยทั่วไปเรามักจะนิมนต์พระมามากกว่า 1 รูปด้วยเหตุผลของความรู้สึก และความจำเป็นในเรื่องการอปโลกสังฆทาน(อธิบายเพิ่มเติมภายหลัง)

 

                อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เราได้บุญอย่างเต็มที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย วิธีที่ดีที่สุดของการทำสังฆทานก็คือ การไปวัดตอน 8-10 โมงเช้า(แต่ละวัดจะช้าเร็วไม่เหมือนกัน) แล้วไปที่ศาลาที่พระทั้งวัดมานั่งฉันอาหารพร้อมกัน เพื่อถวายอาหารเป็นสังฆทาน หรือนิมนต์พระมาที่บ้านเพื่อถวายอาหารเป็นสังฆทาน ส่วนข้าวของเครื่องใช้อื่นๆเราก็สามารถถวายเพิ่มเติมได้ แต่ควรตั้งใจถวายอาหารเป็นหลัก(อ่านเพิ่มเติมท้ายบทว่าทำไมต้องถวายอาหารเป็นหลัก) หากทำตามสองแบบนี้เราก็จะได้บุญสังฆทานแน่นอน และได้ความอิ่มอกอิ่มใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้บุญเพิ่มขึ้นด้วย

 

ตักบาตรเป็นสังฆทานหรือไม่

                หากพระท่านมาในฐานะตัวแทนหมู่สง และอาหารที่เราใส่บาตรพระท่านนำไปรวมที่ส่วนกลางก่อน แล้วค่อยแจกจ่ายให้แต่ละรูปฉัน แบบนี้มีโอกาสเป็นสังฆทานได้ แต่ถ้าพระท่านไม่ได้มาในฐานะตัวแทนหมู่สงฆ์หรือฉันของที่ท่านบิณฑบาตมาเอง ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งแบบนี้ไม่เป็นสังฆทานแน่นอน

                ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากที่เราจะทราบว่า พระท่านเป็นตัวแทนหมู่สงฆ์หรือเปล่า อาหารนั้นจะเป็นของส่วนกลางหรือเป็นของพระรูปที่เราใส่บาตร รวมถึงเป็นเรื่องยากที่เราจะทำจิตใจให้รู้สึกว่าถวายเป็นสังฆทาน(ให้หมู่สงฆ์) เพราะตอนที่เราตักบาตรเพราะเรานิมนต์ทีละรูป การตักบาตรจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นทานบุคคล(ปาฏิปุคคลิกทาน)มากกว่าเป็นสังฆทาน ฉะนั้นหากอยากทำสังฆทาน ก็ควรตั้งใจทำสังฆทานอย่างเต็มรูปแบบจะดีกว่า ส่วนการตักบาตรก็เป็นสิ่งที่ได้บุญและเป็นการช่วยสืบทอดอายุพุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่เราควรทำหากมีโอกาส

 

ถวายอะไรได้บ้าง

                นอกเหนือจากการถวายอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค ผ้าไตร เรายังสามารถถวาย ดอกไม้ ธูปเทียน หลอดไฟ แปรงสีฟัน รองเท้า ไฟฉาย พระพุทธรูป และสิ่งต่างๆที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์กับพระและวัด ซึ่งของแต่ละอย่างก็จะให้อานิสงค์ไม่เหมือนกัน(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ของแต่ละอย่างได้อานิสงค์อะไร ได้ท้ายเล่ม)

                เพียงแต่ว่าการถวายอาหารเป็นสังฆทานนั้น เราจะต้องถวายก่อนเที่ยง(หลังเที่ยงพระจะรับอาหารไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสดหรือแห้งหรือนม เพราะตามวินัยสงฆ์ พระจะเก็บสะสมอาหารไม่ได้) ส่วนน้ำปานะ เภสัชทั้งและข้าวของเครื่องใช้อื่นๆที่ไม่ใช่อาหารสามารถถวายก่อนหรือหลังเที่ยงก็ได้ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับของที่เหมาะสมจะถวายได้ท้ายเล่ม)

โดยการถวายเราไม่จำเป็นต้องซื้อถังเหลือง(หรือถังสีอะไรก็ตาม) เราไปเลือกซื้อของแต่ละอย่างที่เราต้องการถวาย และไม่จำเป็นต้องซื้อเท่าจำนวนพระที่เรานิมนต์ จะซื้อปริมาณเท่าไหร่ก็ได้(มากกว่า เท่ากับ หรือน้อยกว่าปริมาณพระก็ได้) แล้วใส่ภาชนะอะไรก็ได้ถวาย การเลือกซื้อด้วยตนเองนอกจากจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากของในถังไม่ได้คุณภาพแล้ว ยังทำให้เราได้บุญมากขึ้นเพราะเป็นการทำบุญด้วยความประณีต(จะอธิบายเพิ่มเติมภายหลัง)

 

สรุปอีกครั้งว่าจะเป็นสังฆทานหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 อย่าง

1.       พระที่รับสังฆทานเป็นตัวแทนของหมู่สงฆ์

2.       ของที่ถวายจะต้องตกเป็นของส่วนกลางก่อน ไม่ถวายเจาะจงพระรูปใดเป็นพิเศษ

3.       จิตใจของผู้ถวายจะต้องไม่ยึดติดกับพระรูปใดเป็นพิเศษ(ทั้งชอบหรือไม่ชอบ) คิดถวายให้โดยรวม

 

** อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำสังฆทานและการทำบุญให้ได้บุญมากได้ในหนังสือ " ทำดี 24 ชั่วโมง" **

ด้วยความนับถือ

ณัฐพบธรรม
ผู้เขียนหนังสือ "ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว"
(เมื่ออ่านจบแล้วจะอุทานเหมือนชื่อหนังสือ)

http://www.Nutpobtum.com

 

 

 

 

 

 

 

ธรรมะ,สังฆทาน,สังฆทานที่ถูกต้อง,กฎแห่งกรรม,กฏแห่งกรรม,บุญ,บาป,บุญบาป,นรก,สวรรค์,ทำทาน,รักษาศีล,เจริญภาวนา,นั่งสมาธิ,เจริญสติ,ธรรมทาน,ณัฐพบธรรม 

 

ความคิดเห็น

  1. 397
    kla
    kla kla-lp@hotmail.com 03/05/2011 20:32
    ผมอยากทราบว่า การกล่าวถวายสังฆทาน  ถ้าไม่มีคำว่า ภิกขุสังฆัสสะ  ถือว่าเป็นถวายสังฆทาน

    รึเปล่าว แล้วเราจะได้บุญไหมบางทีฟังไม่ทันฟังไม่เข้าใจ 
  2. 398
    Nutpobtum
    Nutpobtum 24/04/2011 12:11

    คำถามของคุณสุรีย์ได้ถามมาทองเมลด้วย
    ผมได้ตอบให้ทางเมลแล้วนะครับ

  3. 399
    สุรีย์  ฉิมรุ่งเรือง
    สุรีย์ ฉิมรุ่งเรือง worapong_ng@yahoo.com 22/04/2011 19:37

    เรียน  คุณณัฐพบธรรม
    วัดส่วนใหญ่ที่ไปถวายสังฆทาน  จะมีพระสงฆ์รูปเดียวมารับสังฆทาน  ดิฉันเคยขอนิมนต์พระสงฆ์ 3-5 รูปจากวัดญาณเวศ  พระยืนยันว่า พระรูปเดียวก็เป็นสังฆทานค่ะ   การอปโลกของพระสงฆ์ ในเรื่องสังฆทาน ยังไม่เคยเห็นเลยค่ะ  คุณณัฐ  แนะนำวัดที่คุณไปทำให้หน่อยค่ะ  เวลาไปนิมนต์พระ  ท่านจะได้เข้าใจง่าย
    ดิฉันเคยไปถวานสังฆทานที่วัดปทุมวนารามที่กุฏิของท่านเจ้าอาวาส  แต่พบว่าเป็นเณรมารับสังฆทาน
    ดิฉันสงสัยว่า เณร รับสังฆทานได้หรือคะ  แต่ก็ถวายให้ท่านด้วยความน้อมน้อมค่ะ

  4. 400
    Niramol
    Niramol niramoludo@cpall.co.th 16/02/2011 11:28
    อยากทราบว่า เราจะมีวิธีแนะนำ (หลอกล่อ) คนใกล้ตัวให้ ปฎิบัติธรรมทีวัด สัก 2-3 วัน ได้อย่างไงบ้างค่ะ อยากให้เค้าได้ค้นพบธรรมะ ด้วยตัวเอง มากกว่า พูด ๆๆๆๆ ให้ฟัง
  5. 401
    Nutpobtum
    Nutpobtum 23/12/2010 13:06

    เรียนคุณพศิน
    หากลองค่อยๆอ่านดูจะพบว่า
    เป็นลักษณะการถามว่า
    หากหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน จะทำ"สังฆทาน"
    โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขได้หรือไม่

    ซึ่งคำตอบก็คือ "ได้" โดยใช้หลักการตามที่ได้ยกมา
    และอาหารเหล่านั้นพระก็สามารถฉันได้
    เพราะการทำสังฆทานถือว่าเป็นการถวายแด่"หมู่สงฆ์"
    ไม่ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้า

    ซึ่งความจริงก็เหมือนการทำสังฆทานปกติทั่วไป
    ที่มีพระพุทธรูปอยู่เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า

    แต่จะแตกต่างจากที่คุณพศินเคยถามว่า
    หากเราใส่บาตร โดยน้อยถวายเป็น"พุทธบูชา"
    แปลว่าเราน้อมถวาย"พระพุทธเจ้า" ไม่ได้ถวาย"หมู่สงฆ์"
    หมู่สงฆ์จึงไม่มีสิทธิฉันครับ

  6. 402
    พศิน
    พศิน neopae@gmail.com 10/12/2010 16:24
    สวัสดีครับ คุณ ณัฐพบธรรม..
    พอดีผมไปอ่านเจอในพระไตรปิฎก(ส่วนอรรถกถานะครับ) เลยนึกขึ้นได้ว่าเคยคุยกับคุณณัฐ(ขอเรียกสั้นๆ นะครับ) ไว้ว่า ถ้าเราตั้งใจถวายทานเป็นพุทธบูชาแล้ว พระสงฆ์จะฉันอาหารนั้นได้หรือไม่ ก็เลยเจอคำตอบแล้วครับ...

    อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค
    ทักขิณาวิภังคสูตร

    "...ถามว่า ก็เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว อาจเพื่อถวายทานแด่พระสงฆ์ ๒ ฝ่ายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขหรือ.
    ตอบว่า อาจ.
    อย่างไร. ก็พึงตั้งพระพุทธรูปที่มีพระธาตุในฐานะประมุขของสงฆ์ ๒ ฝ่ายในอาสนะ วางตั่ง ถวายวัตถุทั้งหมดมีทักขิโณทกเป็นต้นแด่พระศาสดาก่อน แล้วถวายแด่พระสงฆ์ ๒ ฝ่าย. ทานเป็นอันชื่อว่าถวายสงฆ์ ๒ ฝ่ายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยประการฉะนี้.
    ถามว่า ในพระสงฆ์ ๒ ฝ่ายนั้น ทานใดถวายพระศาสดา ทานนั้นพึงทำอย่างไร.
    ตอบว่า พึงถวายภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร ผู้ปฏิบัติพระศาสดา ด้วยว่าทรัพย์อันเป็นของบิดาย่อมถึงแก่บุตร. แม้การถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ ก็ควร..."

    สรุปคือ ให้พระท่านฉันได้ครับ เพราะเป็นเหมือนบุตรของพระพุทธองค์
  7. 403
    เมย์
    เมย์ 04/12/2010 11:13
    จะนำไปลองทำดูค่ะ

    ขอบคุณมากค่ะ
  8. 404
    Nutpobtum
    Nutpobtum 11/11/2010 10:48

    เรียนคุณพศิน


    ก่อนก็ขอขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ


    เรื่องสังฆทาน กับ สังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานนั้น
    ความจริงก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าอย่างหลังได้บุญมากกว่า
    เนื่องจากผู้รับมีศีลมากกว่า มีความบริสุทธิ์มากกว่า


    นั่นคือ ในการทำสังฆทานเหมือนกัน
    หากทำสังฆทานกับหมู่สงฆ์ที่มีพระที่มีศีลครบ ๒๒๗ ข้อ
    จะได้บุญมากกว่าทำสังฆทานกับหมู่สงฆ์ที่มีแต่พระทุศีล


    หากทำสังฆทานกับหมู่สงฆ์ที่มีพระอริยะอยู่ด้วย(โสดาบัน-อรหันต์)
    จะได้บุญมากกว่าทำสังฆทานกับหมู่สงฆ์ที่มีพระที่มีศีลครบ ๒๒๗ ข้อ


    หากทำสังฆทานกับหมู่สงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ด้วย
    จะได้บุญมากกว่าทำสังฆทานกับหมู่สงฆ์ที่มีพระอริยะอยู่ด้วย


    ส่วนเมื่อเทียบสังฆทานกับการทำทานกับพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้านั้น
    เมื่อยึดตามพระไตรปิฎก
    พระพุทธเจ้าตรัสว่า สังฆทาน ได้บุญมากกว่า ปาฏิบุคลิกทาน(ทานบุคคล)
    ซึ่งทานบุคคลนั้น พระพุทธเจ้าได้หมายรวมถึงการทำทานกับพระพุทธเจ้าด้วย


    ฉะนั้น ทำสังฆทานกับหมู่สงฆ์ ได้บุญมากกว่าทำทานกับพระพุทธเจ้าครับ
    (แม้ผมเองก็ยังรู้สึกขัดๆเล็กน้อย แต่เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแบบนั้น ความจริงก็ต้องเป็นแบบนั้นครับ)


    ส่วนที่บอกว่าได้มากกว่าเท่าไหร่นั้น ความจริงวัดไม่ได้หรอกครับ
    เพราะเป็นเรื่องอจิณไตย แต่ตัวเลข ๑๐๐ ก็เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่า
    ได้บุญมากกว่ามากครับ

  9. 405
    พศิน
    พศิน neopae@gmail.com 10/11/2010 22:47
    ขอบคุณมากครับคุณ ณัฐพบธรรม ...เห็นจะจริงตามที่ท่านกล่าวครับ มาพิจารณาแล้วถ้าพระไม่ครบ 4 รูปก็คงไม่เป็นสังฆทาน

    มีเรื่่องเรียนถามหน่อยนึงครับ คือ บางทีอ่านหนังสือก็มีคำว่าสังฆทาน กับ สังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน หมายถึงอันเดียวกันมั้ยครับ เคยอ่านหนังสือของ อ.ศิริพงษ์ ท่านว่า สังฆทาน กับ ทานกับพระอรหันต์อานิสงส์เท่ากัน แต่บางเล่มบอกว่า สังฆทานได้บุญมากกว่าทำบุญกับพระุพุทธเจ้า 100 เท่า...เลยงงๆ ครับ

    ป.ล. อุดหนุนหนังสือ บุญใหญ่พลิกชีวิตมาอ่านแล้วครับ...เขียนดีมากๆ ครับ อนุโมทนาบุญกับคุณณัฐพบธรรมทุกประการด้วยนะขอรับ...สาธุๆๆ
  10. 406
    Nutpobtum
    Nutpobtum 06/11/2010 15:07

    เรียนคุณพศิน


    วิธีที่คุณพศินกล่าวถึงนั้น ไม่น่าจะเป็นสังฆทาน


    น่าจะเรียกว่าทำเป็นพุทธบูชามากกว่า
    (เหมือนตัวอย่างในหนังสือ บุญใหญ่พลิกชีวิต)

    ส่วนพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ  สังฆานุสสตินั้นได้บุญมากครับ
    เพียงแต่ว่า ในตอนที่เราจะเจริญสติแบบนั้นจริงๆ
    จิตจะต้องน้อมระลึกถึง คุณงามความดีของพระรัตนตรัย
    แล้วใช้พระรัตนตรัยเป็นเครื่องเตือนสติว่าจะทำบุญละบาป

    นอกจากนี้ หากเรามีจิตน้อมถวายแบบนั้น
    พระท่านจะฉันของเหล่านั้นไม่ได้เลย เพราะเราไม่น้อมถวายท่าน

    สถานการณ์จริงจึงจะออกมาในแนวที่ดูขัดแย้งกัน
    นั่นคือของให้พระ แต่ใจน้อมถวายพระรัตนตรัย

    ที่สำคัญที่สุดก็คือ เท่าที่ผมอ่านในพระไตรปิฎก
    พระพุทธเจ้ายังไม่เคยตรัสว่า หากคืดแบบนั้นจะถือว่าเป็นสังฆทาน
    (แต่ผมอาจจะอ่านไม่เจอเองก็ได้ครับ)

    สรุปก็คือ ในความคิดเห็นของผม
    หากอยากทำสังฆทาน ก็ควรทำสังฆทานตามหลักการ

    หากจะตักบาตรก็ทำได้ แม้จะไม่เป็นสังฆทาน
    เราก็คิดในใจได้ว่า ทำเพื่อสืบทอดพระศาสนา

    แต่ถ้าอยากถวายเป็นพุทธบูชา หรือจะเจริญสติ
    ก็ควรจะทำแยกออกมาดีกว่าครับ

  11. 407
    พศิน
    พศิน neopae@gmail.com 29/10/2010 13:12
    การใส่บาตร หากพระที่วัดมีเกิน 4 รูป และเราตั้งใจถวายแบบไม่เจาะจงก็เป็นสังฆทานแน่นอน แต่ผมเคยอ่านในหนังสือ มีบางท่านแนะนำว่า หากพระมีไม่ครบ 4 รูปหรือมีจำนวนกี่รูปก็ตาม ก่อนใส่บาตรให้เราตั้งจิตอธิษฐานก่อนใส่ว่า อาหารนี้ขอน้อมถวายแด่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตั้งแต่สมเด็จองค์ปฐมเป็นต้นมาถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และขอถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา...โดยผ่านตัวแทนคือ พระสงฆ์รูปนี้...

    อย่างนี้ย่อมได้อานิสงส์เป็นสังฆทานแน่นอนขอรับแถมยังได้บุญเพิ่มในส่วนการเจริญพุทธานุสติ + ธรรมานุสติ + สังฆานุสติกรรมฐานด้วยอีกต่างหาก ได้บุญหลายต่อเลยทีนี้....ผิดถูกประการใดชี้แนะด้้วยขอรับ
  12. 408
    นันท์นภัส
    นันท์นภัส nannaphat_58@hotmail.com 18/08/2010 15:59

    ขอบคุณมากค่ะ


    อนุโมทนา สาธุ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะคะ

  13. 409
    idol_mai
    idol_mai musikapun@hotmail.com 25/07/2010 21:15
    ขอบคุณมากค่ะที่ให้ความรู้
  14. 410
    กุลิสรา
    กุลิสรา kurissala@william.co.th 25/06/2010 12:25

    ยอดเยี่ยมมาก กับความรู้ที่ถูกตรง (อิง "พระไตรปิฏก")


    ขออนุโมทนาบุญ

[Back]   1  2  3  4 5

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,494,449
เปิดเพจ2,142,897

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view