http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

ชี้แจงเนื้อหาในหนังสือและใน Web

เรียนทุกท่าน

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือและใน Web
ผมขอยกเอาเนื้อหาส่วนหนึ่งที่เขียนเอาไว้ในหนังสือ ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว
มาเพื่อให้เข้าใจแนวทางและที่มาของหนังสือและ Web ดังนี้ครับ

จุดเริ่มต้นของหนังสือ 

                ในตอนที่ผมได้รับรู้แนวคิดที่ว่า เราจะรวยได้โดยทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และได้พยายามศึกษาเพิ่มเติมจากการพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมที่เขียนโดยอ้างอิงจากพระไตรปิฎก ผมได้พบว่าภาษาที่ใช้หลายๆส่วนเป็นภาษาที่เข้าใจได้ไม่ง่าย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ห่างวัดพอสมควรอย่างผม

                ยิ่งซื้อมาอ่านมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่า หนังสือบางเล่มเขียนโดยใส่แต่ความคิดเห็นของตนเองลงไป ซึ่งอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดว่านี่คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หนังสือหลายเล่มเขียนได้ดีมากละเอียดลึกซึ้งแต่อ่านแล้วเข้าใจยากมากๆเนื่องจากมีศัพท์เทคนิค(ทางธรรมะ)มากเกินไป  บางเล่มเขียนดีอ่านเข้าใจง่ายแต่เน้นไปที่นิพพานซึ่งยังห่างไกลกับตัวตนของเราในปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องไม่ยากเลยสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ปิดหนังสือแล้วก็ไม่กลับมาสนใจอีกเลย เพราะเป็นของดีที่เข้าถึงยาก ในตอนนั้นเองผมจึงคิดว่า คงจะดีหากมีหนังสือที่อธิบายธรรมะเบื้องต้น ไม่ไกลตัวมาก อ้างอิงพระไตรปิฎกแต่อ่านง่ายเข้าใจง่าย 

 

ลักษณะของหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้จะไม่ใช่หนังสือธรรมะซะทีเดียว ผมจะพยายามใช้ภาษาที่ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด(นึกถึงตัวเองตอนพยายามศึกษาธรรมะ) และด้วยความพยายามให้อ่านเข้าใจง่ายนี้ ทำให้ในหลายๆจุดจำเป็นจะต้องใช้ภาษาที่ไม่ตรงกับภาษาที่ใช้จริงๆในพระไตรปิฎก จึงขอให้อ่านเอาเนื้อความอย่าอ่านเอาศัพท์ สำหรับผู้ที่ศึกษาธรรมะมาอย่างเข้มข้นอ่านภาษาที่ผมใช้ในหนังสือแล้วอาจจะรู้สึกว่าภาษาบางอย่างไม่ถูกต้องมากนัก ก็ขอให้อ่านด้วยความเข้าใจ แล้วอนุโลมให้ด้วย เพราะการใช้ภาษาตามพระไตรปิฎกอย่างถูกต้องนั้น อาจจะทำให้คนที่ไม่เคยศึกษาธรรมะหรือศึกษามาน้อยเข้าใจได้ยาก(เพราะผมเจอมากับตัวเอง) ผมจึงเน้นทิศทางและหลักการที่ถูกต้อง มากกว่าเน้นการใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจทิศทางที่ถูกต้องแล้วในอนาคตสนใจศึกษามากขึ้นก็จะรู้จักคำเรียกที่ถูกต้องเอง เหมือนเวลาที่เราหิวมากเราไม่จำเป็นต้องเรียกชื่ออาหารนั้นถูกต้องขอเพียงรู้ว่าทานได้ปลอดภัยก็พอ

 

และในหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้เน้นนิพพาน แม้ว่าสูงสุดของศาสนาพุทธคือนิพพาน แต่ผมคิดว่ายิ่งเราแยกคนที่ต้องการนิพพานออกจากคนที่ไม่ได้ต้องการนิพพานนั้นยิ่งทำให้คนห่างไกลวัดหรือศึกษาธรรมะน้อยลง เพราะการที่เราจะไปถึงนิพพานได้เมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่เราเคยสร้างมาด้วย ฉะนั้นหากเอาแต่เรื่องนิพพานไปคุยกับคนที่ยังไม่ต้องการจะยิ่งทำให้เขาไม่เข้าใจและยิ่งออกห่างจากพุทธศาสนา

ผมขอเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่เราเห็นในหนังจีน สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกวิทยายุทธ์ในวัดเส้าหลิน จะมีหลายหลากวัตถุประสงค์ บางคนฝึกวิทยายุทธ์เพราะอยากให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้นฉะนั้นฝึกแค่พื้นฐานก็พอ คนบางคนฝึกเพื่อใช้ป้องกันตัวก็จะต้องฝึกมากขึ้น ส่วนผู้ที่ต้องการเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ก็ต้องฝึกสูงขึ้นไปอีกจนกลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ไม่ต้องมีกระบวนท่า การไปเหมารวมว่าผู้ที่ต้องการฝึกวิทยายุทธ์ต้องฝึกจนถึงขั้นสูงสุดเท่านั้น ส่วนผู้ที่ฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไม่ควรจะฝึกวิทยายุทธ์นั้นจึงเป็นวิธีคิดที่ค่อนข้างจะคับแคบ

 

จะคล้ายกับพุทธศาสนาตรงที่ว่า ธรรมะมีหลายระดับ ระดับพื้นฐาน จนถึงระดับสูงสุด ธรรมะในระดับพื้นฐานนั้นจะช่วยให้ชาวพุทธทั่วไปใช้ชีวิตให้ถูกทาง ในเมื่อยังทิ้งกิเลสไม่ได้ จึงต้องเน้นความสุขภายนอกเน้นการทำบุญทางวัตถุ สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องเรียนรู้จึงเป็นวิธีใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง และหากจะมุ่งรวยขึ้นก็ต้องรวยอย่างถูกต้องตามหลักธรรม ซึ่งก็เทียบได้กับการฝึกวิทยายุทธ์ขั้นพื้นฐาน ดังตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า(พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 ข้อที่ 62)  ปุถุชนทั่วไปควรได้รับ สุข 4 ประการ คือ สุขที่เกิดจากการมีเงิน  สุขที่เกิดจากการใช้จ่ายเงิน สุขที่เกิดจากการไม่เป็นหนี้  สุขที่เกิดจากการประกอบงานที่ไม่มีโทษ และได้กล่าวในพระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ข้อที่ 316 ว่า “ความเป็นคนจน เป็นทุกข์” เป็นต้น

ธรรมะระดับสูงขึ้นก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาทางจิตใจมากขึ้น เราจะรู้วิธีมีความสุขทางจิตใจมากกว่าสร้างความสุขจากวัตถุ(ซึ่งก็เทียบได้กับการฝึกสูงขึ้น) ซึ่งความสุขจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุหรือเงินที่ได้รับ ส่วนสูงสุดก็คือนิพพานซึ่งหลุดพ้นจากทุกอย่าง(เทียบกับวิทยายุทธ์ก็คือไร้กระบวนท่า)

การที่เราจะตัดสินว่าผู้ที่ไม่สมถะ ไม่มุ่งหาความสุขที่แท้จริงทางใจ คือผู้ที่ไม่เข้าใจพุทธศาสนาเป็นการเอาความคิดของตนมาตัดสินผู้อื่น จึงเป็นความคิดที่คับแคบและอาจจะเข้าใจพุทธศาสนาไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็จะทรงแสดงธรรมเทศนาในเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้ที่จะฟัง ชาวบ้านทั่วไปพระองค์ก็จะพูดเรื่องการทำบุญทำทานเป็นต้น ผู้ที่มีจิตใจที่สูงขึ้นพระองค์ก็พูดเรื่องธรรมะที่สูงขึ้นจนบรรลุโสดาบัน ส่วนผู้ที่มีจิตใจและบารมีที่พร้อมพระองค์ก็จะตรัสธรรมขั้นสูงจนคนเหล่านั้นบรรลุอรหันต์ได้

การที่จะบอกว่าผู้ที่ไม่มุ่งนิพพานไม่ควรจะนับถือศาสนาพุทธหรือหากนับถือศาสนาพุทธต้องมุ่งนิพพาน ก็ดูจะเป็นความคิดที่คับแคบเกินไปเช่นกัน เพราะแต่ละคนจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน การเอาคำว่านิพพานไปเป็นเป้าหมายให้ทุกคนจึงดูเป็นการยัดเยียดเกินไป ยิ่งใครทำสิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้คนถอยห่างจากพุทธศาสนามากขึ้น เพราะใครที่ไม่ต้องการบรรลุนิพพานอาจจะเพราะยังไม่ถึงเวลาก็ได้

เหมือนคนที่พึ่งเริ่มฝึกวิทยายุทธ์จะยังมีพื้นฐานยังไม่มากพอ เขาอาจจะยังไม่กล้าคิดเรื่องบรรลุวิทยายุทธ์ชั้นสูง และหากให้เขาไปฝึกวิทยายุทธ์ชั้นสูงทันทีเขาอาจจะลมปราณแตกซ่านได้เพราะพื้นฐานยังไม่ดีพอ การมุ่งนิพพานก็เช่นกันผู้ที่จะนิพพานได้จะต้องสั่งสมบุญบารมีมามากพอ ผู้ที่ยังมีบุญบารมีไม่มากพอแล้วมุ่งนิพพานในชาตินี้เลยอาจจะลมปราณแตกซ่านได้เช่นกัน(พื้นฐานบุญไม่ดีพอ)

แต่ละคนจึงมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องของนิพพานที่แตกต่างกัน สำหรับผมในใจก็มุ่งนิพพาน แต่ก็ไม่ประมาทด้วยการละทุกอย่างแล้วมุ่งนิพานเลย เพราะความตายสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา ผมจึงทำบุญอย่างอื่นไปด้วยและปฏิบัติเพื่อมุ่งนิพพานไปด้วย เพราะหากพลาดพลั้งตายก่อนบรรลุนิพพาน บุญอื่นๆที่ได้ทำก็จะช่วยให้ชาติต่อไปเรามีชีวิตที่ดีพอ(รวย สุขภาพดี) จนสามารถมุ่งนิพพานได้อย่างจริงจังต่อไป

หนังสือเล่มนี้จึงเน้นที่พื้นฐานที่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังคงมีกิเลสอยู่ไม่น้อย เรื่องการหาความสุขทางใจเป็นเรื่องรองลงมา ส่วนเรื่องนิพพานนั้นยังเป็นเรื่องไกลตัว เพราะคิดเหมือนผมว่าวันนี้ยังต้องกินต้องใช้ หากไม่มีกินจะเป็นเรื่องยากที่จะให้คิดเรื่องความสุขหรือคิดเรื่องนิพพาน จะให้ไปบวชก็ยังไม่ถึงเวลา  ผมมีความรู้สึกว่าหากมีหนังสือที่ทำให้เราเข้าใจว่าที่วันนี้เรายังจนหรือยังไม่รวยเกิดจากอะไร แล้วหากเราต้องการรวยขึ้นเราจะได้ทำได้ยังไง(ในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม) หรือหากเรารวยแล้วเราจะรักษาความรวยนั้นไว้ได้อย่างไร และเราจะเอาความรวยของเราติดตัวเราไปชาติหน้าได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้คงมีคนที่สนใจเยอะ

หากความสนใจนี้จะช่วยทำให้คุณได้เริ่มรู้เรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาขึ้นมาบ้าง และสามารถรวยขึ้นได้โดยไม่ทำบาป นั่นถือว่าหนังสือผมได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้ว แต่ยิ่งไปกว่านั้นหากหนังสือเล่มนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณเริ่มเปิดใจให้กับพุทธศาสนาและศึกษามากขึ้น หรือทำให้คุณเริ่มไปสนใจความสุขทางใจหรือการหลุด ผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือตัวคุณเอง

 

และเพื่อให้เข้าใจตรงกัน ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาในระดับที่จะบอกว่าสิ่งที่ผมเขียนในหนังสือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ผมยังไม่ใช่คนนุ่งขาวห่มขาว ไม่ใช่คนตัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง  ผมจะยังคงมีกิเลสอยู่มาก ยังคงมีความต้องการทางวัตถุอยู่มาก ยังอยากรวย อยากขับรถสปอร์ต อยากอ่านการ์ตูน อยากเล่นวินนิ่ง อยากซื้อเครื่อง Play Station หรือ Wii อยากไปเที่ยวเมืองนอกทุกๆปี ฯลฯ เพราะผมมีความสุขเวลาที่ได้ทำและยังต้องการความสุขแบบนี้ ผมแทบไม่มีอะไรต่างจากคุณเลย แต่จุดยืนของผมเปลี่ยนไปจากที่เคยตั้งใจว่าผมจะไม่ขอตายไปแบบจน ได้เปลี่ยนเป็นขอให้รวยในวิธีทางที่ถูกต้อง(ไม่ทำบาป)  

 

หากมีเนื้อหาส่วนใดในหนังสือนี้ที่คุณยังรู้สึกคลางแคลงใจ ข้อแนะนำคือให้อ่านเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎก เพราะผมเป็นคนปกติที่ยังมีความผิดพลาดได้และผมก็จะไม่แสดงตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผมจะไม่บอกว่าสิ่งที่ผมเขียนในหนังสือเล่มนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง 100% สอดคล้องกับพระพุทธเจ้า 100% เพราะการตีความของคนเราจะขึ้นอยู่กับมุมที่มอง และในระหว่างที่อ่านผมแนะนำว่าให้แยกแยะให้ถูกต้องว่าส่วนไหนคือสิ่งที่ผมยกเอามาจากพระไตรปิฎก และส่วนไหนเป็นการอธิบายเพิ่มเติมของผมเองเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น หากเปรียบเทียบการนิพพานเป็นปริญญาเอก ผมอาจจะเทียบได้กับคนที่พึ่งเข้าอนุบาลก็ได้(หรืออย่างมากก็ประถม)

หากไม่เชื่อผมก็ขอให้ไม่เชื่อเพราะว่าคิดว่าผมตีความผิด แต่อย่าไม่เชื่อเพราะไม่เชื่อพระพุทธเจ้า โดยข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ผมอ้างอิงจากพระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน ซึ่งสามารถไปดาวน์โหลดได้ที่ http://dhammatan.84000.org

 

หากมีใครก็ตาม หรือหนังสือเล่มไหนก็ตาม ให้หลักธรรมที่ขัดแย้งกับหนังสือเล่มนี้ ก็ขอให้คุณไปอ่านในพระไตรปิฎกแล้วดูว่าของใครตรงกับพระไตรปิฎกก็ให้เชื่อตามนั้น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตามหากพยายามให้ความเห็นที่แย้งกับพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา เป็นสิ่งที่ผู้นั้นสามารถทำได้แต่ผู้นั้นควรตั้งศาสนาของตนเอง มิใช่แสดงตัวว่านับถือศาสนาพุทธแต่สั่งสอนในแนวทางที่แย้งกับพระศาสดาของศาสนาพุทธ

แม้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสห้ามให้เชื่อโดยอาการ 10 อย่างตามหลักกาลามสูตร แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เราเลือกที่จะไม่เชื่อแล้วเพิกเฉยไม่ทำอะไรซึ่งจะทำให้ความสงสัยมีอยู่ต่อไป แต่หมายความว่าให้เราใช้ปัญญาเข้าพิจารณาเบื้องต้นว่าน่าจะจริงไหม ยังไม่ต้องเชื่อทั้งหมดแต่ขอให้นำหลักคำสั่งสอนไปปฏิบัติตามเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเอง ในวันที่เราได้ผลลัพธ์ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ วันนั้นก็จะเป็นวันที่เราเชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ 100% เอง

หลักกาลามสูตร 10 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 ข้อ 505)

1.อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา                                

2.อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา

3.อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้                                    

4.อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา

5.อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง                                                       

6.อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน

7.อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ                                       

8.อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว

9.อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้                             

10.อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

 

 

ด้วยความนับถือ

ณัฐพบธรรม

ความคิดเห็น

  1. 1
    นายกฤติเดช
    นายกฤติเดช panupons@hotmail.com 13/06/2011 17:09
      ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง!! ที่คุณณัฐพบธรรมเขียนในหนังสือแต่ละเล่มคุณได้พยายามอธิบายเพิ่มเติมจากในพระไดรปิฏก เพื่อให้คนอ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยไปอ่านพระไตรปิฏก(บางครั้ง) ข้อความในพระไตรปิฏกอ่านแล้วเข้าใจยากมาก ถ้าไม่มีผู้รู้หรือเข้าใจแปลให้ฟัง ก็คงไม่อยากอ่านพระไตรปิฏกอีกเลย  ดังนั้นเมื่อผมได้อ่านหนังสือที่คุณเขียนทำให้ผมเข้าใจความหมายในพระไตรปิฏกดีขึ้น จึงเป็นแฟนหนังสือของคุณทุก
    เล่ม เพราะอ่านง่าย เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันก็ง่าย นอกจากนั้นยังได้สร้างบุญกุศลให้กับตัวเองและญาติมิตรอีกด้วย

                                                            ขอบคุณและอนุโมทนาในบุญที่คุณได้มอบให้กับผู้อ่าน


                                                                      กฤติเดช  สวัสดิรักษ์
  2. 2
    แสงเทียน
    แสงเทียน 29/03/2011 13:40
    สาธุ!!! เห็นด้วยทุกประการ
                ผมเข้าใจว่าถ้าจะพิมพ์ส่วนนี้ลงในหนังสือก็คงจะเฝือเกินไป แต่ถ้ามีความย่อบันทึกไว้ก็คงจะดีอย่างยิ่ง  ตัวผมเองนั้นเห็นวิถิีชาวพุทธในปัจจุบันมา่กมาย ที่เบี่ยงเบนไปจากคำสั่้งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางครั้งถึงกับเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิเลยก็ว่าได้ ซ้ำร้ายผู้ยกขึ้นว่ากล่าวยังเป็นผู้บวชในพระพุทธศานาอีก นับว่ายังความเสื่อมแก่อนุชนรุ่นหลังได้ ทั้งความตั้งมั่นแห่งธรรมพระศาสดาก็น้อยลง น้อยลงทุกที หลักใหญ่ในพระศาสนานั้นมีอยู่ เปรียบดังเป้าหมายที่เห็นชัดอยู่ แม้ยังไม่ยังไปถึงก็ตาม (เช่นดัง เสขบุคคล) จึงจะใคร่ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย(ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ได้พึงระลึกถึงเป้าหมายสำคัญนี้อยู่เสมอ เช่นดังบุคคลผู้รู้ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทางในแผนที่แล้วฉะนี้ ก็รู้ได้ว่าขณะนี้เราอยู่ที่ใด หรือยังไม่เริ่ม และจะเริ่มเมื่อใด และจะสำคัญเอาว่า ต้นทางก็ดี ทางอื่นก็ดี ระหว่างทางก็ดี นับว่าเป็นปลายทาง(หรือ เป้าหมาย) แล้วหาชอบไม่ ไม่อยากให้มิจฉาทิฎฐิมีอยู่ในชาวพุทธเลย จึงใคร่ทำคำวิจารณ์ขึ้น
              ขอธรรมของพระศาสดาจงรุ่งเรืองสืบไป

                                           แสงเทียน

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,655
เปิดเพจ1,976,855

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view