http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

คิดว่าได้ธรรมทาน แต่อาจจะได้บาป

คิดว่าได้ธรรมทาน แต่อาจจะได้บาป

เรียนทุกท่าน
 
เมื่อพูดถึงเรื่องการทำบุญ โดยเฉพาะการให้ทาน
หนึ่งในการทำทานที่คนมักจะอยากทำกันก็คือ "ธรรมทาน"
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ธรรมทานย่อมชนะทานทั้งปวง"
(อรรกถาเล่มที่ 43 หน้า 325)
นั่นคือ การให้ธรรมะเป็นทาน ได้บุญมากที่สุดในด้านการให้ทาน
 
โดยพระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบว่า
แม้ว่าเราจะนิมนต์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกพระองค์
มานั่งเรียงชิดติดกันตั้งแต่โลกยาวไปถึงพรหมโลก แล้วถวายจีวรให้ครบทุกรูป
บุญที่ได้ก็ยังไม่เท่าบุญจากการให้ธรรมทานเลย
 

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้ธรรมะเป็นทาน(ธรรมทาน) ค่อนข้างมาก
เพราะบุญที่ได้บุญมากที่สุดในด้านการให้ทาน คงไม่ใช่ได้บุญง่ายๆเพียงแค่ซื้อหนังสือธรรมะให้คนได้อ่าน
นอกจากนี้การซื้อหนังสือธรรมะบางเล่มไปแจก อาจจะได้บาปติดมาด้วย
 
หนังสือธรรมะบางเล่ม เป็นหนังสือธรรมะที่เขียนในแบบที่ "คิดเอาเอง"ว่าดี
หนังสือเหล่านี้จะสอนในสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าถูกต้อง โดยไม่ได้อ้างอิงพระไตรปิฎกเลย
หนังสือธรรมะ(ปลอมๆ)เหล่านี้ จะสอนคนในแนวทางผิดๆ
เช่น การสะเดาะเคราะห์ เครื่องราง ของขลัง ไสยศาสตร์ แก้ปีชง พิธีกรรมต่างๆ ฯลฯ
หนังสือธรรมะ(ปลอมๆ)เหล่านี้ หากเราแจกคนอื่นเราจะได้บาปติดมาด้วย
เป็นบาปจากการส่งเสริมให้คนเข้าใจผิดๆ และแก้ไขปัญหาชีวิตแบบผิดๆ

 
หนังสือธรรมะบางเล่ม ดูแล้ว"คล้าย"จะเป็นธรรมะที่ถูกต้อง
แต่เนื้อหาบางจุดกลับไม่สอดคล้องกับพระไตรปิฎก
ซึ่งความผิดพลาดดังกล่าว อาจจะเกิดจากการตีความผิด หรือการพิมพ์ผิดของสำนักพิมพ์
เช่น การแก้กรรม การสอนว่าชีวิตขึ้นอยู่กับกรรมเก่าอย่างเดียว การสอนว่าทำทานให้น้อยทำบุญอื่นให้มาก เป็นต้น
หนังสือธรรมะแบบนี้ หากเราแจกคนอื่นเราจะได้บาปติดมาด้วย
 
โดยหนังสือธรรมะที่ค่อนข้างจะมีคนพิมพ์แจกมากที่สุดเล่มหนึ่งก็คือ
"วิธีสร้างบุญบารมี" ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
ซึ่งหนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมาหลายครั้งจึงมีปกหลายแบบ แต่แบบที่นิยมคือแบบที่แนบรูปภาพมาด้วย
(อ่านให้จบนะครับ จะได้ไม่เข้าใจผมผิด)

หนังสือเล่มดังกล่าวได้มีเนื้อหาว่า
การให้"ธรรมทาน" แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่า "อภัยทาน"
ซึ่งเนื้อหาดังกล่าว ขัดกับคำพูดของ"พระพุทธเจ้า"ที่ว่า ธรรมทานย่อมชนะทานทั้งปวง
ก็ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่า ชนะทานทั้งปวง ก็ต้องแปลว่าไม่แพ้บุญใดในด้านการให้ทาน
หรือแปลว่า ได้บุญมากที่สุดในด้านการให้ทาน
โดยสามารถอ่านฉบับเต็มที่ตาม Link ด้านล่าง
http://www.fungdham.com/download/book/prasunkharat/howtogetboon.pdf
(ในหน้าที่ 12 ของไฟล์ หรือหน้าที่ 18 ของหนังสือ)
 
เรื่องดังกล่าวมีการโตเถียงกันนานพอสมควร ว่าธรรมทานกับอภัยทาน ทานไหนได้บุญมากกว่ากัน
เพราะหนังสือดังกล่าว เขียนว่าเขียนโดยพระสังฆราช ซึ่งก็ทำให้มีคนปักใจเชื่อจำนวนมาก
 
หลังจากมีการโต้เถียงกันพักใหญ่ๆ
หนังสือเล่มดังกล่าวก็ได้ออก Version ใหม่ออกมา
โดยได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนที่มีปัญหาให้ถูกต้องตาม"พระไตรปิฎก"จนกลายเป็น
"แต่การให้ทานที่ได้บุญที่สุดได้แก่การให้ธรรมทาน"
โดยสามารถอ่านฉบับเต็มที่ตาม Link ด้านล่าง(หน้าที่ 18 ของไฟล์ หน้าที่ 14 ของหนังสือ)

http://www.dhammabookstore.com/book/pdf/90000.pdf
 
อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้เข้าไปเวบของพระสังฆราช
กลับปรากฎข่าวสารเกี่ยวกับหนังสือ "วิธีสร้างบุญบารมี" ว่า
"พระนิพนธ์เรื่อง วิธีสร้างบุญบารมี มีพุทธศาสนิกชนมากมายนำไปพิมพ์เผยแพร่แจก ในโอกาสต่าง ๆ มากมาย
แต่ปรากฏว่า ฉบับที่แจกกันอยู่นั้น หาได้เป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระสังฆราชไม่ "
ตาม Link http://www.sangharaja.org/home/index.php?mode=news&id=79
หรือสรุปง่ายๆว่า ที่พิมพ์แจกกันอย่างกว้างขวางนั้น
"ไม่ได้เป็นหนังสือที่พระสังฆราชนิพนธ์"
 
โดยในเวบของพระสังฆราช ได้นำหนังสือที่พระสังฆราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองมาแสดงด้วย
หากเราได้อ่านก็จะพบว่า เนื้อหาและสำนวน แตกต่างจาก
"วิธีสร้างบุญบารมี" ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่พิมพ์แจกกันอยู่ค่อนข้างมาก
 
ฉะนั้นการพิมพ์หนังสือเล่มดังกล่าวแจก จึงมีโอกาสได้บาปจากหลายด้าน
เช่น หากพิมพ์เวอร์ชั่นใหม่ ก็จะได้บาปจากการพิมพ์หนังสือที่แอบอ้างพระสังฆราช
หรือแม้แต่พิมพ์เวอร์ชั่นเก่า ก็จะเป็นการเผยแผ่คำสั่งสอนผิดๆ ว่าอภัยทานได้บุญสูงสุดในด้านการให้ทาน
และได้บาปจากการอวดอ้างพระสังฆราชด้วย

 
ฉะนั้นอย่าลืมบอกต่อคนที่เรารู้จัก เกี่ยวกับข่าวสารเรื่องนี้
เพื่อไม่ให้คนรอบตัวเราเข้าใจผิดคิดว่าได้บุญธรรมทาน แต่กลับได้บาปติดไปแทน

 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะพิมพ์หนังสือธรรมที่ถูกต้องตามพระไตรปิฎกแจกจ่าย
ก็ยัง"ไม่"ถือว่าเราได้ให้ธรรมทาน
เพราะการให้ธรรมทานจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ
เราให้ธรรมะแล้ว ผู้รับ ทำบุญมากขึ้น ทำบาปน้อยลง
(อรรถกถาเล่มที่ 45 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย-ขุททกปาฐ-สุตตนิบาต หน้า 616)

 
ฉะนั้นหากเราให้หนังสือธรรมะที่คนอ่านสนุกสนานเพียงอย่างเดียว
ก็ถือว่าเราได้ให้ทานด้วยหนังสือ แต่ยังไม่เป็นธรรมทาน
 
หากเราให้หนังสือสวดมนต์ แล้วคนรับเอาไปสวดมนต์ แต่ยังรักษาศีล 5 ไม่ได้
ก็ถือว่าเราได้ให้ทานด้วยหนังสือ แต่ยังไม่เป็นธรรมทาน
 
หากเราให้หนังสือพระไตรปิฎก แล้วไม่มีคนอ่าน หรือคนอ่านไม่เข้าใจ
ก็ถือว่าเราได้ให้ทานด้วยหนังสือ แต่ยังไม่เป็นธรรมทาน
 
หากเราให้หนังสือพระไตรปิฎก แล้วคนอ่านเข้าใจ แต่ก็ยังทำบาป
ก็ถือว่าเราได้ให้ทานด้วยหนังสือ แต่ยังไม่เป็นธรรมทาน
 
จะเห็นว่า การจะให้ธรรมทานนั้น
ไม่ได้ทำได้ง่ายๆเพียงแค่ซื้อหนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์ หรือพระไตรปิฎกแจกให้ผู้อื่น
มีสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาหลายอย่าง ทั้งหนังสือธรรมะนั้นถูกต้องหรือไม่(จะได้บาปติดมาหรือไม่)

ถ้าเป็นหนังสือธรรมะที่ถูกต้อง ก็ต้องคิดอีกว่า หากเราให้หนังสือเล่มนั้นไปแล้ว คนอ่านจะทำบุญมากขึ้นทำบาปน้อยลงหรือไม่
 
ส่วนตัวผมเองก็แน่นอนว่ามีหนังสือธรรมะในใจอยู่แล้ว
เป็นเล่มทีอ้างอิงจากพระไตรปิฎก เป็นเล่มที่หลายคนอ่านแล้วอยากทำบุญมากขึ้น ทำบาปน้อยลง
ปกติ ผมจึงไม่เคยซื้อพระไตรปิฎกแจก ไม่เคยพิมพ์หนังสือสวดมนต์แจก ผมเน้นแจกแต่หนังสือ(เล่มที่ใครก็รู้ว่าเล่มไหน)
เพราะทรัพยากรผมมีจำกัด ผมจึงต้องทุ่มทรัพยากรกับสิ่งที่ผมคาดหวังผลสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
ฉะนั้น หากเรามีความตั้งใจที่อยากจะให้ธรรมทาน
หรืออยากจะใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างคุ้มค่า
อย่าแจกหนังสือเล่มที่เราไม่เคยอ่าน เพราะเราไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นเขียนอะไร
และพยายามแจกหนังสือที่เราอ่านแล้วรู้สึกว่า อยากทำบุญมากขึ้น ทำบาปน้อยลง
เพราะหนังสือแบบนี้เท่านั้น เวลาที่เราให้ใคร เราถึงจะมีโอกาสได้บุญเป็นธรรมทาน

 
ด้วยความนับถือ
ณัฐพบธรรม
www.Nutpobtum.com

Tags : ธรรมทาน อภัยทาน

ความคิดเห็น

  1. 1
    ผู้แสวงหา
    ผู้แสวงหา apctee@hotmail.com 02/08/2013 16:09

    สำหรับตัวผมแล้ว ผมเพิ่งหันมาศึกษาและเริ่มปฏิบัติบ้าง 


    ซึ่งเมื่อได้เรียนรู้พุทธศาสนา ผมพบว่า ความเชื่อในสิ่งศักดสิทธ


    เครื่องรางของขลัง หมอดู  ล้วนไม่ใช่หนทางหลุดพ้น ที่พระพุทธเจ้าสอน


    ดังนั้นปัจจุบันผมจึงพยายามสอน(บางคนที่คิดว่ารับได้)แนนวทางพุทธและบอก


    กล่าวกับคนในโอกาสที่จะบอกได้ เพื่อเตือนมิให้หลงไปผิดทาง


      การสอนธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ผมว่าถ้าจิต คนยังไม่พร้อม ผมว่าไม่สามารถเข้าใจได้


    แต่ถ้าเราบอกในโอกาสที่เหมาะเขาจะรับฟังเป็นสัญญาในจิต แต่ถ้าเมื่อไรจิตเขาพร้อม


    เขาก็จะนำสัญญานั้นมาพิจรณา และศึกษาต่อไป

  2. 2
    ผู้แสวงหา
    ผู้แสวงหา apctee@hotmail.com 02/08/2013 15:55

    แต่สิ่งสำคัญ อย่าใช้อารมณ์  และนำกลับไปพิจรณา


    ไม่แน่ความเชื่อในวันนี้ กับความเชื่อในอีก 2 วันข้างหน้า หรือ สองปีข้างหน้าท่านอาจเปลี่ยนก็ได้


    ขอเพียงอย่าปิดกั้น


       ขอให้ท่านทั้งหลายเห็นดวงตาแห่งธรรม

  3. 3
    ผู้แสวงหา
    ผู้แสวงหา apctee@hotmail.com 02/08/2013 15:50

    เพิ่งมาอ่าน เห็นว่าเป็นการถกกันทางธรรม ดีมาก แต่สุดท้ายขอให้ทุกฝ่ายเปิดใจ เพราะการถกกัน


    อาจไม่สามารถโน้มน้าวให้อีกฝ่ายมาเชื่อได้

  4. 4
    คนบ้านนอก
    คนบ้านนอก maximas_naval@hotmail.com 08/06/2013 15:17

    ทำตัวเองให้ดี ไม่ต้องไปมองคนอื่น มองตัวเองให้มากที่สุด


    หลายท่านตั้งตัวเป็นผู้รู้ ทั้งที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองกิเลสหนาหรือบางแค่ไหน


    คำสอนพระพุทธเจ้าถูกย่อให้เหลือใจความที่กระชับที่สุด คนที่ไม่ได้ประพฤติตัวให้อยู่ในศีลจะไม่มีวันเข้าใจ


    อย่าเที่ยวสอนคนอื่นเลยครับ พระสงฆ์ยังมี เข้าวัดฟังเทศน์เถอะครับ ไม่ก็หาหนังสือรวมคำเทศนาของ


    ครูบาอาจารย์ต่างๆมาอ่าน แล้วก็ลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่มานั่งสาธยายหรือนั่งเถียงกัน กิเลสไม่บางลงจากการอ่านครับ

  5. 5
    วิฑูรย์
    วิฑูรย์ witoonbkk@gmail.com 03/10/2012 14:19


    ตามที่คุณอนัตตากล่าวว่า


    "พุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นท่านตรัสตามแต่วาระแต่ละโอกาส บางครั้งอ่านแล้วอาจจะดูขัดกันบ้างก็มี (นี่ไม่ได้หมายถึงว่าพระพุทธเจ้าตรัสขัดแย้งกันเองนะครับ)"




    อ่านไปอ่านมายังงงๆว่าตกลงคุณอนัตตาจะสื่อว่า "อ่านแล้วอาจจะดูขัดกันบ้าง"


    หรือจะสื่อว่า "นี่ไม่ได้หมายถึงว่าพระพุทธเจ้าตรัสขัดแย้งกันเอง"


    ความเข้าใจของผมก็คือ พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสขัดแย้งกันเอง แต่ความเข้าใจของคุณอนัตตาทำให้ความเห็นคุณไม่ตรงกับเนื้อความที่พระพุทธองค์ทรงสื่ออกมาใช่มั้ยครับ :)


  6. 6
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 21/08/2012 08:31

    แถมครับ


    แจกหนังสือโดยไม่ได้อ่านให้ดี => ประมาท
    แจกหนังสือโดยไม่รู้ว่าเป็นธรรมะผิดๆ => อวิชชา,มิจฉาทิฐิ
    ตั้งใจจะแจกหนังสือเล่มที่ถูกต้อง แต่หยิบผิด => ไม่เจตนา


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ
    เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้
    ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน...


    พูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดเพ้อเจ้อ ๑
    พอใจในการพูดเพ้อเจ้อ ๑ กล่าวสรรเสริญการพูดเพ้อเจ้อ ๑
    ...


    มีความเห็นผิดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นผิด ๑ 
    พอใจในความเห็นผิด ๑ กล่าวสรรเสริญความเห็นผิด ๑ 
    (พระไตรปิฎกเล่มที่ 24 ข้อ 201)



  7. 7
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 20/08/2012 11:16

    เรื่องหนังสือฮวงจุ้ย ผมอาจจะไม่ได้ลงรายะเอียด
    แต่ในหนังสือ นี่หรือเมืองพุทธ ผมได้อธิบายแล้วว่า
    บางเรื่องที่เกี่ยวกับทิศทางของแดด หรืออื่นมีเหตุผล
    แต่บางเรื่องที่อ้างว่าสามารถส่งผลพลิกชีวิตได้นั้น ไม่ถูกต้อง


    คำถามก็คือ ส่วนใหญ่เป็นแบบไหน จริงหรือที่ไม่ใช่มิจฉาทิฐิ
    (พระพุทธเจ้าเรียก เตรัจฉานวิชชา)
    การเชื่อฮวงจุ้ย ว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ 
    จะทำให้คนไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม(หรือเชื่อน้อยลง)
    เพราะจะเชื่อว่าทำตามฮวงจุ้ย เดี๋ยวชีวิตจะดีขึ้นเอง ไม่ต้องทำสิ่งดีๆ กรรมดี



    เป็นผม คงไม่กล้าให้หนังสือฮวงจุ้ยกับใครแ่น่ๆ
    เพราะทำให้คนหลงผิด(อวิชชา)
    (และผมคิดว่า ผมคงเคยทำมาก่อน ทำให้หลงผิดกับความเชื่อผิดๆแบบนี้ตั้งหลายปี)


    ผมก็เห็นด้วยมาตลอดว่า เจตนาเป็นเครื่องชี้กรรม
    แต่เราก็ต้องดูว่า คำว่าเจตนานั้น
    ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ความไม่ตั้งใจ" หรือ "ความไม่รู้(อวิชชา)"
    และเราต้องเข้าใจว่า คำว่า"เจตนา" ของบาปแต่ละข้อ "ไม่เหมือนกัน"
    (กรอบของบาปฆ่าสัตว์ถึงมีตั้ง 5 ข้อ บาปเพ้อเจ้อมีแค่ 2 ข้อ)
    (อรรถกถาเล่มที่ ๖๘ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค หน้า ๕๙๘) 


    เช่นเดียวกันกับบาป มีมิจฉาทิฐินั้น ขอบเขตก็คือ
    มีความเชื่อที่ผิดและยึดมั่นในความเชื่อผิดๆนั้น
    กล่าวได้ว่า ในบาปข้อนี้ มีแต่ "รู้จริง" กับ "รู้ไม่จริง"
    หากไม่รู้จริง ยังไงก็บาป ไม่ว่าจะเจตนาดีแค่ไหนก็ตาม


    ส่วนหนังสือวิชาการอื่นๆนั้น บางอย่างก็ได้บุญ(เพราะสอนถูก)
    บางอย่างก็ได้บาป(เพราะสอนผิด)


    เป็นเรื่องดีแล้วครับที่เชื่อพระพุทธเจ้า
    แต่ที่เชื่อว่า 
    "เรื่องมิจฉาทิฏฐิ ถ้าเราตีความว่า คือ ความเข้าใจผิดทั้งหมดผมว่าไม่น่าจะใช่นะครับ"

    ลองมาดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร(พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 ข้อ 268)


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต๒ จำพวกเป็นไฉน
    คือ คนเจ้าโทสะซึ่งมีโทษอยู่ภายใน ๑ คนที่เชื่อโดยถือผิด  ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ฯ


    จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่กล่าวตู่(พูดใส่ร้าย พูดผิดๆ) นั้น
    คนกลุ่มนี้ก็คือคนที่ "เข้าใจผิด" หรือ "เชื่อผิดๆ"
    กล่าวได้ว่า คนที่เข้าใจผิดหลงผิด ก็จะเป็นคนที่บอกธรรมะผิดๆ 
    (พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าไม่เป็นไร)


    เหมือนที่คุณ Dr.Ron ได้ยกตัวอย่างพระที่"คิดว่า" ตนบรรลุธรรม
    แต่ไม่บรรลุ(เข้าใจผิด) แล้วนำไปบอกคนอื่น
    แม้ว่าจะไม่ปาราชิก แต่ก็อาบัติอยู่ดีนะครับ
    (เข้าใจผิด ไม่ได้เจตนาบอกผิด ก็อาบัติ)


    โดยพระพุทธเจ้าได้อธิบายต่อว่า กล่าวตู่นั้นครอบคลุมอะไรบ้าง ผมจะยกมาส่วนหนึ่ง


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน
    คือ คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ว่า ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้ตรัสไว้ ๑
    คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิตไว้ ตรัสไว้ว่า ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ ๑
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    คน ๒ จำพวกนี้แล ย่อมกล่าวตู่ตถาคต 


    นั่นคือก็คือ คนที่เผยแผ่ธรรมะที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัส
    หรือเผยแผ่ธรรมะที่ไม่ถูกต้อง ก็จะเข้าข่ายคนกลุ่มนี้



    โดยพระพุทธเจ้าได้อธิบายต่อว่าผลกรรมของผู้ที่กล่าวตู่เป็นอย่างไร
    (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 ข้อ 132 )


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงธรรมว่า อธรรม ฯลฯ
    ที่แสดงสิ่งที่มิใช่วินัยว่า วินัย ฯลฯ ที่แสดงวินัยว่า มิใช่วินัย ฯลฯ
    ที่แสดงพระดำรัสอันพระตถาคตมิได้ทรง
    ภาษิต มิได้ตรัสไว้ว่า พระตถาคตทรงภาษิตไว้ตรัสไว้ ฯลฯ
    ที่แสดงพระดำรัสอันพระตถาคต
    ได้ทรงภาษิตไว้ตรัสไว้ว่า  พระตถาคตมิได้ทรงภาษิต  มิตรัสไว้  ฯลฯ
    ... 
    ที่แสดงสิ่งอันพระตถาคตมิได้ทรงบัญญัติไว้
    ว่า พระตถาคตทรงบัญญัติไว้ ฯลฯ
    ที่แสดงสิ่งอันพระตถาคตทรงบัญญัติ
      ไว้ว่า พระตถาคตมิได้ทรงบัญญัติไว้
    ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อไม่เป็น ประโยชน์เกื้อกูล
    ไม่เป็นความสุขแก่
    ชนเป็นอันมากเพื่ออนัตถะใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก
    เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์
    ทั้งหลาย ทั้งย่อมประสบ บาปใช่บุญเป็นอันมาก
    และย่อมยังสัทธรรมนี้ให้อันตรธาน ฯ




    อ่านดูแล้วยังคิดว่า แจกหนังสือธรรมะผิดๆไม่เป็นไร
    ผมก็คงไม่มีอะไรจะอธิบายแล้วหล่ะครับ
    ขอให้โชคดีครับ

  8. 8
    DrRon
    DrRon Dr.Ron.Env@gmail.com 19/08/2012 21:33

    ผมเลือกที่จะเชื่อ พระพุทธเจ้ามากกว่าครับ ท่านตรัสไว้แล้วว่า


    "เจตนาเป็นกรรม"


    ไม่ได้ขึ้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าดีหรือไม่ดี และเรื่องมิจฉาทิฏฐิ ถ้าเราตีความว่า คือ ความเข้าใจผิดทั้งหมด
    ผมว่าไม่น่าจะใช่นะครับ เพราะว่า


    ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ แล้วยังไงก็ไม่เข้าใจศาสนาพุทธได้ถ่องแท้หรอกครับ
    ก็ขนาดพระโสดาบันยังมีปัญญาเพียงเล็กน้อย และพระอนาคาก็ยังมีปัญญาปานกลางเลย


    เพียงแต่ว่าเป็นความเข้าใจผิดนั้น เป็นบาปหรือไม่เท่านั้น
    ซึ่งนิยามมิจฉาทิฏฐิที่เป็นบาปนั้นพระพุทธเจ้าตรัสนิยามใน อักขณสูตร ไว้เพียงว่า


     มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผลการบวงสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมดี กรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้า ไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ผุดเกิดขึ้นไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตามไม่มี


    ซึ่งการที่ไม่มีเจตนาเผยแพร่ สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่นับว่าเป็นบาป


    ถ้าถือว่า อะไรที่มีมิจฉาทิฏฐิปรากฏอยู่ก็ต้องจัดว่าบาปทั้งสิ้น ก็ไม่เป็นความจริง
    มิฉะนั้นคนที่พิมพ์พระไตรปิฎกแจกก็ต้องบาปด้วย เพราะในพระไตรปิฎกก็มี ข้อความข้างต้นที่บอกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่เช่นกัน


    นอกจากนี้ การพิมพ์ตำราฮวงจุ้ย เครื่องรางของขลัง ในฐานะที่เป็นตำราจะบาปได้อย่างไร ถ้าไม่มีเจตนาจะให้คนอื่นละทิ้งในกฎแห่งกรรม  ถ้าเข้ากฎเกณฑ์บาปหมดโดยไม่คำนึงถึง เจตนา ก็คงต้องห้ามพิมพ์ตำราทางวิชาการทุกอย่างในโลกทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา รวมถึงห้ามสอนวิชาอื่นๆ ที่ไม่ใช่พุทธศาสนาด้วย!!! เพราะนอกจากคำสอนของพุทธศาสนาแล้วทุกอย่างก็เป็นเท็จหรือเป็นสมมุติไปหมด!!! 


    คือต้องดูเป็นกรณีไป ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด หนังสือฮวงจุ้ยที่เหมือนตำราวิชาการทั่วไปก็มีเยอะ จัดของให้เป็นระเบียบ (กรรม) ทำให้ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น หาของง่ายขึ้น เดินง่ายขึ้น (ผลของกรรม) หรือ เครื่องรางของขลังที่เป็นพระพุทธรูป ก็ยึดเป็นพุทธานุสติ ได้เช่นกัน


    นอกจากนี้ที่บอกว่า


    >แจกหนังสือธรรมะผิดๆ ไม่เป็นไร ไม่บาป แจกๆไปเถอะ
    คนได้รับจะเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าิผิดๆ จะหลงผิด ก็ไม่เป็นไร  


    ผมไม่เคยสนับสนุนให้เผยแพร่สิ่งที่ผิด รวมถึงการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า และไม่ต้องการให้มีผู้เข้าใจผิดว่า ไม่เจตนา ก็เป็นเจตนาแล้วได้รับผลกรรม แต่ผมชี้ให้เห็นว่า "ผลที่ปรากฎออกมา" กับ "บาปกรรมที่ได้รับ" มันเป็นคนละเรื่องกัน


    ดังปรากฏหลายฐานในพระไตรปิฎก เช่นว่า พระเอาอาหารที่มียาพิษโดยที่ไม่เจตนาให้ คณะสงฆ์ แล้วพระในหมู่คณะมรณภาพ   พระพุทธเจ้ายังตัดสินให้พระรูปไม่มีความผิดเลย


    (ผลร้าย : พระมรณภาพ ผลกรรม : ไม่บาป)


    หรือ ในมหาปรินิพพานสูตร นายจุนทะ เอา "สุกรมัทวะ" ถวายพระพุทธเจ้าฉัน ซึ่งแม้พระพุทธเจ้าก็สั่งให้เอาไปฝังหลังท่านฉันแล้วโดยไม่ให้พระอื่นๆ ฉันต่อ และเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานในเวลาต่อมา พระพุทธเจ้ายังยกว่า สิ่งที่นายจุนทะถวายมีผลบุญเสมอนางสุชาดาที่ถวายข้าวมธุปายาสก่อนท่านตรัสรู้ 


    (ผลร้าย : พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ผลกรรม : ได้บุญ)


    ถ้ามองหนังสือเล่มนี้เหมือนยาพิษ แล้วคุณแจกไปโดยไม่รู้ อันเป็นเหตุให้ คนเข้าใจธรรมะผิดๆ หรือหลงผิด  ก็ต้องถามว่าคนแจกตั้งใจให้ เป็นเช่นนั้นหรือ ไม่?  แม้ว่าผลที่ปรากฏมาไม่ดีแน่นอน แต่จะบาปหรือไม่บาปขึ้นกับว่าตั้งใจให้ ตั้งใจให้คนเข้าใจธรรมะผิดไหม? คนหลงผิดไหม? ถ้าตั้งใจก็บาป ถ้าไม่ตั้งใจก็บาป จะบังคับว่าคนทุกคนตั้งใจหมดไม่ได้ และไม่เห็นว่าทำไมจะเทียบกันไม่ได้ระหว่าง case ในพระไตรปิฎก กับใน case นี้


    ถ้าเช่นนั้นการที่คนพิมพ์หนังสือผิดโดยไม่ตั้งใจ เช่น พิมพ์ตกหล่น หรือข้อความสลับที่กัน แล้วความหมายผิดเพี้ยนไป  โดยไม่เจตนา ก็ต้องบาปด้วย ถ้าเช่นนั้น ก็คงไม่ต้องพิมพ์หรือพูดอะไรกันหมดแล้วกระมัง


    สรุปก็คือ
    1. ควรตรวจสอบเนื้อให้ถูกต้อง เพราะถึงแม้ว่า จะไม่บาปถ้าไม่มีเจตนา แต่ผลร้ายตกอยู่ที่ศาสนา ที่เกิดจากการเผยแพร่คำสอนพระพุทธเจ้าไม่ตรงความจริง
    2. มีโอกาสได้บาปถ้ามีเจตนาเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดหรือมีเจตนาบิดเบือนคำสอนพระพุทธเจ้า

  9. 9
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 19/08/2012 09:31

    บทสรุปของบทความนี้มีเพียง 2 ทางเลือกนะครับ


    1. แจกหนังสือธรรมะผิดๆ ไม่เป็นไร ไม่บาป แจกๆไปเถอะ
    คนได้รับจะเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าิผิดๆ จะหลงผิด ก็ไม่เป็นไร


    2. การแจกหนังสือธรรมะผิดๆ ทำใ้ห้คนหลงผิด
    ทำให้คนเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าผิดๆ เรามีโอกาสได้บาป
    เราจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนจะแจกหนังสือธรรมะ


    ใครจะเลือกข้อไหน ก็ไตร่ตรองให้ดีๆนะครับ ^_^

  10. 10
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 18/08/2012 11:45

    การแจกหนังสือหนังสือฮวงจุ้ย หนังสือเครื่องรางของขลัง ฯลฯ
    เป็นหนังสือที่เข้าข่าย มิจฉาทิฐินะครับ
    เพราะทำให้คนหลงไปเชื่อในเรื่องที่ตรงกันข้ามกับกฎแห่งกรรม
    จึงผิดอกุศลกรรมบถ 10 นะครับ


    ส่วนการแจกหนังสือที่เรา"เชื่อ" ว่าถูกต้อง
    แต่ความจริงแล้วผิดในบางส่วน แล้วทำให้คนเข้าใจผิด
    ก็ผิดในแบบเดียวกันกับการพูดเพ้อเจ้อครับ
    แม้ว่าเราจะพูดโดยคิดว่าเป็นเรื่องจริง(ไม่ได้โกหก)
    แต่สิ่งที่พูดนั้น ไม่มีหลักฐาน อ้างอิงไ่ม่ได้ ไม่สมเหตุสมผล ยังได้บาป
    การแจกหนังสือที่เราคิดว่าดี แต่กลับไม่ได้อิงหลักการที่ถูกต้อง
    จึงเข้าข่่ายผิดอกุศลกรรมบถ 10 นะครับ

    แถมยังเป็นการบิดเบือนหรือทำให้คนเข้าใจผิด
    ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
    เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ใครจะคิดว่าจะแจกก็แจกนะครับ


    ผมคงไม่ห้าม(เพราะไม่มีสิทธิ์)
    แต่ถ้าคนใกล้ตัวผมถาม ผมก็จะยืนยันว่า
    หากไม่แน่ใจว่าเนื้อหาถูกต้อง ก็อย่าแจก
    เพราะจะทำให้คนเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าผิด
    และจะทำให้ได้บาปได้


    และผมคิดว่า การคิดว่าแจกๆไปเถอะ
    จะยิ่งทำให้ธรรมะผิดๆเผยแพร่เต็มไปหมด


    ส่วนเรื่องที่ยกมา ว่าไม่เจตนา ต้องแยกให้ดีนะครับว่า
    เป็นเรื่องไม่เจตนา หรือทำเพราะไม่รู้จริง(อวิชชา)
    และคำว่าเจตนาในบาปแต่ละแบบจะเอามาเทียบกันตรงๆไม่ได้ครับ


    การแจกหนังสือธรรมะ ผมก็เห็นว่าเจตนา(ตั้งใจ)แจก
    และมีแต่อยากแจกเพิ่ม จึงอ้าง ไม่เจตนาไม่ได้ครับ


    ถ้าการแจกหนังสือธรรมะผิดๆโดยเจตนาดีี ไม่บาป
    ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า หากใครมีมิจฉาทิฐิ แล้วเชื่อว่าถูกต้อง
    แล้วเผยแพร่ "ด้วยเจตนาดี" ก็คงไม่บาปด้วยเช่นกัน



  11. 11
    17/08/2012 17:20

    >ถ้าไม่รู้ว่าบาป เมื่อทำสิ่งที่เป็นบาปแล้วจะได้บาปไหม?

    ถ้ามีเจตนาทำสิ่งที่เป็นบาป ถึงจะไม่รู้ก็บาปครับ (ผมไม่ได้บอกนะครับว่าไม่รู้จะไม่บาปไปเสียทุกเรื่อง) 
    เหมือนกับคนปกติเอาถ่านไฟที่ร้อนแล้วไม่รู้ว่าร้อน เมื่อจับก็ร้อนอยู่ดี


    แล้วอะไรที่เป็นบาป?
    อกุศลกรรมบททั้ง 10 คือบาปได้แก่


      1. ปาณาติบาต (การทำชีวิตให้ตกล่วง, ปลงชีวิต — destruction of life; killing)


      2. อทินนาทาน (การถือเอาของที่เขามิได้ให้ โดยอาการขโมย, ลักทรัพย์ — taking what is not given; stealing)
      3. กาเมสุมิจฉาจาร (ความประพฤติผิดในกาม — sexual misconduct)
      4. มุสาวาท (การพูดเท็จ — false speech)
      5. ปิสุณาวาจา (วาจาส่อเสียด — tale-bearing; malicious speech)
      6. ผรุสวาจา (วาจาหยาบ — harsh speech)
      7. สัมผัปปลาปะ (คำพูดเพ้อเจ้อ — frivolous talk; vain talk; gossip)
      8. อภิชฌา (เพ่งเล็งอยากได้ของเขา — covetousness; avarice)
      9. พยาบาท (คิดร้ายผู้อื่น — illwill)
    10. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิดจากคลองธรรม — false view; wrong view)

    พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
    http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=321

    คือถ้าสิ่งใดเข้าข่าย อกุศลกรรมบท 10 อย่างนี้ถือว่าบาปครับ
    แม้จะทำโดยไม่รู้ เช่น ว่าเห็นคนป่วยด้วยโรคร้ายทรมานอยากให้เขาพ้นจากความทรมานก็ไปฆ่าเขาให้ตาย เป็นต้น
    ก็ถึงแม้ว่าไม่รู้ว่าบาป แต่ก็มีเจตนาฆ่า ก็ต้องบาปแน่นอน 

    ในส่วนของ มิจฉาทิฏฐิ นั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสนิยามของมิจฉาทิฎฐิไว้ใน อักขณสูตร ดังนี้



    \"บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผลการบวงสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมดี กรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้า ไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ผุดเกิดขึ้นไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์\"


    ซึ่งหนังสือ \"วิธีสร้างบุญและบารมี\" นั้น เป็นหนังสือที่มีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจริง แต่ไม่ถึงกับแย่จนจัดเป็น อกุศลกรรมบท เพราะคำว่ามิจฉาทิฏฐิไม่ได้เหมารวมถึงการที่ข้อมูลผิดทุกกรณี  ซึ่งหนังสือดังกล่าวไม่มีส่วนไหนเลยที่เข้าข่ายนิยามมิจฉาทิฏฐิข้างต้น และ การที่คุณณัฐเขียนนั้น อยู่บนพื้นฐานที่ว่า ถ้าผู้ที่รู้แล้วว่าข้อมูลผิดแล้วยังเผยแพร่อยู่โดยไม่แก้ไข ผู้ที่ทำเช่นนี้ถือว่าบาป เพราะเป็นการมุสาวาท แต่ถ้าไม่รู้แล้วพิมพ์ไปก็ไม่บาป เพราะไม่มีเจตนา และเนื้อหาก็ไม่เข้าข่ายอุศลกรรมบท 10 แต่อย่างใด จึงไม่จัดว่าเป็นสิ่งที่บาป 


    ส่วนเรื่องหนังสือฮวงจุ้ย และหนังสือวิชาการอื่นๆ ก็เช่นกัน ผมเห็นว่า ถ้าไม่มีเนื้อหาที่เข้าข่ายอกุศลกรรมบท 10 นั้น ก็ไม่ถือว่าบาปครับ ซึ่งความเชื่อที่ว่าทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่วิธีการทำคือจัดของจัดตำแหน่งในบ้าง ก็ไม่เดือนร้อนใคร ไม่ได้ฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญให้ชีวิตดีขึ้น ก็ไม่บาปหรอกครับ ถ้าพิมพ์แจกก็ได้บุญในแง่ของ \"การมีจิตที่คิดการสละออก\" แต่จัดเป็นวิทยาทาน ไม่ใช่ธรรมทาน


    แล้วถ้าพิมพ์หนังสือที่เข้าข่ายอกุศลกรรมบท 10 แจกล่ะ ก็คือได้ทั้งบุญและบาป (จัดอยู่ในหมวดกรรมทั้งดำและขาว ในเรื่องกรรม 4) บุญในแง่ของการให้ของ บาปในแง่ของการเผยแพร่ความเห็นผิด เหมือนกับการ ฆ่าสัตว์ทำบุญเลี้ยงพระก็ได้ทั้งบุญและบาป เช่นกัน


    ดังนั้นผู้แจกหนังสือเล่มนี้ไปแล้วโดยไม่รู้ว่าเนื้อหาผิด ก็อย่ากังวลใจให้จิตเศร้าหมองเลย เพราะว่าไม่มีเจตนาที่จะโกหก จึงไม่บาป แต่ได้บุญ เพราะเจตนาให้หนังสือธรรมะ แต่ผลบุญที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมือเทียบกับคนที่ screen เนื้อหาตรวจตราก่อนพิมพ์แจก เหมือนกับกรณีดังต่อไปนี้
    - พระจักขุปาละเหยียบแมงเม่าตาย โดยไม่มีเจตนาเหยียบ แต่เจตนาเดิน ก็ไม่บาป
    - พระที่คิดว่าตัวเองบรรลุพระอรหันต์แล้วประกาศให้พระด้วยกันฟัง ก็ไม่จัดอาบัติปาราชิก
    - ภรรยาส่งธนูให้สามีโดยมีเจตนาส่งของไม่ได้มีเจตนาส่งให้ไปฆ่าสัตว์ ก็ไม่บาป
    - กินยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษาโรค โดยคิดว่ากินเพื่อรักษาโรคไม่ได้คิดว่ากินเพื่อฆ่าเชื้อโรค ก็ไม่บาป

    เป็นต้น

  12. 12
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 17/08/2012 12:13

    นอกจากนี้เราต้องแยกให้ออก ระหว่างคำว่า
    "ทำโดยไม่เจตนา" กับ  "ทำโดยไม่รู้(ว่าได้บาป)"


    ตัวอย่างที่ยกมานั้น เป็นเรื่องของผู้ที่ "ทำโดยไม่มีเจตนา"
    คือรู้ว่าอะไรถูกผิด(มีสัมมาทิฐิ) แต่ไม่ได้มีเจตนาจะทำสิ่งนั้น
    (จากตัวอย่าง ก็คือ ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่า)


    แต่เรื่องการให้หนังสือธรรมะ เป็นการให้ "โดยไม่รู้(ว่าได้บาป)"
    คือไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด(มิจฉาทิฐิ) 
    และมีเจตนาจะให้จริง มีเจตนาที่อยากให้เขาเชื่อแบบนั้นจริงๆ
    จึงเป็นกรรมที่มีเจตนา แต่เป็นเจตนาที่ตั้งอยู่บนมิจฉาทิฐิครับ



    นั่นคือ เวลาจะพิจาณาเรื่อง"เจตนา"
    ต้องพิจารณาว่า เจตนาทำกรรมนั้นหรือไม่ ก่อนถึงจะพิจารณาว่าบาปหรือไม่
    ไม่ใช่พิจารณาว่าเจตนาทำบาปหรือไม่


    เพราะผู้มีอวิชชา อาจจะไม่เจตนาทำบาป
    แต่เจตนาทำกรรมที่ได้บาป จึงได้บาป

  13. 13
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 17/08/2012 09:44

    ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณ DrRon กล่าวถึง"เกือบ"ทั้งหมดเลยครับ


    ยกเว้นจุดสำคัญก็คือ กรณีที่บอกว่าให้เหล้าได้บาปแน่นอนเพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจน


    การตีความในจุดนี้ ก็เป็นการตีความบนพื้นฐานของผู้ที่รู้จักว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร


    ซึ่งการตีความแบบนี้จะสร้างความสับสนว่า ตกลงถ้าไม่รู้จะบาปหรือเปล่า


    เราจะต้องตีความว่า "ถ้าไม่รู้ ว่าได้บาป จะบาปไหม"
    (นั่นคือ ตีความโดยตั้งอยู่บนฐานของผู้ที่ไม่รู้จักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง)


    กล่าวคือ เราต้องตีความว่า หากเราไม่เคยศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
    หรือาจจะรู้จักบ้างแต่ไม่รู้ คิดว่าบาปแค่ดื่มเอง(ให้ไม่บาป)
    แล้วเราให้เหล้า เราจะบาปไหม


    จะเห็นว่า การให้เหล้านั้นบาป เพราะเป็นการให้ที่ตั้งอยู่บนอวิชชา
    นั่นคือ ไม่รู้ จึงทำบาปลงไป
    (ไม่เจตนาทำบาป แต่เจตนาให้เพราะคิดว่าดี เป็นเจตนาที่ตั้งอยู่บนอวิชชา)


    เช่นเดียวกันกับการให้หนังสือที่เป็นวิทยาทาน
    ลองนึกถึงหนังสือเล่มอื่นที่ไม่ใช่หนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าจะมีความลำเอียงน้อยลง


    หากเรา"เชื่อมั่น"ว่าเรื่องฮวงจุ้ย โหงวเฮ้งเครื่องรางของขลัง
    เป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้
    แล้วเราก็ให้หนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไป 
    เราก็ได้บาป เพราะเป็นการให้ที่ตั้งอยู่บนอวิชชา(เชื่อผิดๆ=>มิจฉาทิฐิ)
    คือไม่รู้ว่าอะไรถูกต้องอย่างแท้จริง แล้วทำให้ผู้อื่นหลงผิด


    เอาแบบสุดขั้วไปเลย สมมุติว่าเรา"เชื่ือมั่น" ว่า
    บุญบาปไม่มี สวรรค์นรกไม่มี นิพพานไม่มี พ่อแม่ไม่ได้เป็นผู้ที่มีพระคุณมาก
    (เชื่อแบบมิจฉาทิฐิสุดขั้ว)


    แต่ตัวเราเองเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจ ว่าถูกต้องและเป็นสิ่งดี
    แล้วเราเผยแผ่ความเชื่อแบบนั้น ด้วยเจตนาที่ดี...
    แต่เป็นการให้อวิชชา เผยแผ่ความเชื่อผิด
    เราจะได้บาปหรือไม่...


    แล้วจะต่างอะไรกับการแจกหนังสือธรรมะผิดๆ ที่เราคิดว่าดี ทำโดยเจตนที่ดี
    แต่กลับให้ความรู้ที่ผิดไปจากความเป็นจริง


    ปล. การพูดโดยไม่มีหลักฐาน ไม่ตั้งอยู่บนหลักที่ถูกต้อง
    แม้ว่าผู้พูดจะเชื่อว่าเป็นความจริง ก็ยังได้บาปพูดเพ้อเจ้อครับ


  14. 14
    17/08/2012 04:46
    เรื่องยาพิษ ๒ เรื่อง

                 [๒๑๐] ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ได้บิณฑบาตเจือ
    ยาพิษมาแล้วนำไปสู่โรงฉัน ได้ถวายบิณฑบาตนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายให้ฉันก่อน ภิกษุเหล่านั้นถึง
    มรณภาพ
    แล้ว เธอมีความรังเกียจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้น
    แด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร?
    ภิ. ข้าพระพุทธเจ้า ไม่ทราบเกล้า พระพุทธเจ้าข้า
    ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุไม่รู้ ไม่ต้องอาบัติ

    (อ้างอิงเวบเดิมข้างบน)
  15. 15
    DrRon
    DrRon Dr.Ron.Env@gmail.com 17/08/2012 04:37
    เรื่องสาก

                 [๒๐๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง (ภิ.) ปูลาดอาสนะอยู่ที่โรงอาหารในละแวกบ้าน ได้
    หยิบสากอันหนึ่งในสากที่เขาพิงรวมกันไว้ สากอันที่สองได้ล้มฟาดลงที่ศีรษะเด็กชายคนหนึ่ง
    เด็กชายนั้นตายแล้ว เธอได้มีความรังเกียจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบ
    ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค (ภ.) ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร?
                 ภิ. ข้าพระพุทธเจ้า มิได้จงใจ พระพุทธเจ้าข้า
                 ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุไม่จงใจ ไม่ต้องอาบัติ

    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=1&A=7883&Z=8519&pagebreak=0
  16. 16
    DrRon
    DrRon Dr.Ron.Env@gmail.com 17/08/2012 04:25

    เรื่องพระจักขุปาลเถระ (คัดมาบางส่วนที่เกี่ยวข้อง)


       มีปุจฉาว่า “พระธรรมเทศนานี้ว่า 
                                       ‘ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ 
                             สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดี 
                             ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจ 
                             ล้ออันหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น,’
     
                   ดังนี้ พระศาสดาตรัสแล้ว ณ ที่ไหน?” 
                   วิสัชนาว่า “พระองค์ตรัสแล้ว ณ กรุงสาวัตถี.” 
                   มีปุจฉา (เป็นลำดับไป) ว่า “พระองค์ทรงปรารภใคร?” 
                   มีวิสัชนาว่า “พระองค์ทรงปรารภพระจักขุปาลเถระ.”


    ในขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นแล้ว. พวกเธอคิดว่า “เดี๋ยวนี้เย็นแล้ว, และเมฆก็ตั้งขึ้นแล้ว, เราจักมาดูแต่เช้าเทียว” ดังนี้แล้วกลับไป. ฝนตกในปฐมยาม หยุดในมัชฌิมยาม. พระเถระเป็นผู้ (เคย) ปรารภความเพียร เดินจงกรมเป็นอาจิณ; เหตุฉะนั้น จึงลงสู่ที่จงกรมแล้วในปัจฉิมยาม. 
                   แลในกาลนั้น ตัวแมลงค่อมทอง (หรือแมลงเม่า) เป็นอันมาก ตั้งขึ้นแล้ว บนพื้นที่ฝนตกใหม่. ตัวเหล่านั้น เมื่อพระเถระจงกรมอยู่ ได้วิบัติ (ตาย) โดยมาก. 
                   พวกอันเตวาสิกยังไม่ทันกวาดที่จงกรมของพระเถระแต่เช้า. 
                   ฝ่ายพวกภิกษุนอกนี้ มาด้วยหวังว่า “จักดูที่อยู่ของพระเถระ” เห็นสัตว์ทั้งหลายในที่จงกรมแล้ว ถามว่า “ใครจงกรมในที่นี้.” 
                   พวกอันเตวาสิกของพระเถระตอบว่า “อุปัชฌาย์ของพวกกระผมขอรับ.” 
                   เธอทั้งหลายติเตียนว่า “ท่านทั้งหลายดูกรรมของสมณะเถิด ในกาลมีจักษุ ท่านนอนหลับเสีย ไม่ทำอะไร, ในกาลมีจักษุวิกลเดี๋ยวนี้ไว้ตัวว่า ‘ จงกรม ’ ทำสัตว์มีประมาณถึงเท่านี้ให้ตายแล้ว ท่านคิดว่า ‘จักทำประโยชน์’ กลับทำการหาประโยชน์มิได้.” 
                   พวกเธอไปกราบทูลพระตถาคตแล้วในขณะนั้นว่า “พระเจ้าข้า พระจักขุปาลเถระไว้ตัวว่า ‘จงกรม’ ทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้ว.” 
                   พระศาสดา (ศ.) ตรัสถามว่า “ท่านทั้งหลายเห็นเธอกำลังทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ตายแล้วหรือ?” 
                   ภิกษุเหล่านั้น (ภ.) กราบทูลว่า “ไม่ได้เห็น พระเจ้าข้า.” 
                   ศ. ท่านทั้งหลายไม่เห็นเธอ (ทำดังนั้น) ฉันใดแล ถึงเธอก็ไม่เห็นสัตว์มีชีวิตเหล่านั้น ฉันนั้น. ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเจตนาเป็นเหตุให้ตาย ของพระขีณาสพทั้งหลาย (คือบุคคลผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว) มิได้มี


    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=1


    เรื่องนายพรานกุกุกฏมิตร (คัดมาบางส่วนที่เกี่ยวข้อง)


     พวกภิกษุสนทนากันว่า "ได้ยินว่า ภริยาของนายพรานกุกกุฏมิตร บรรลุโสดาปัตติผลในกาลที่ยังเป็นเด็กหญิงนั่นแล แล้วไปสู่เรือนของนายพรานนั้น ได้บุตร ๗ คน, นางอันสามีสั่งตลอดกาลเท่านี้ว่า ‘หล่อนจงนำธนูมา นำลูกศรมา นำหอกมา นำหลาวมา นำข่ายมา’ ได้ให้สิ่งเหล่านั้นแล้ว นายพรานนั้นถือเครื่องประหารที่นางให้ไปทำปาณาติบาต แม้พระโสดาบันทั้งหลายยังทำปาณาติบาตอยู่หรือหนอ?" 
                   พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยเรื่องชื่อนี้" 
                   ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พระโสดาบันย่อมไม่ทำปาณาติบาต แต่นางได้ทำอย่างนั้น ด้วยคิดว่า ‘เราจักทำตามคำสามี’ จิตของนางไม่มีเลยว่า สามีนั้นจงถือเอาเครื่องประหารนี้ไปทำปาณาติบาต 
                   จริงอยู่ เมื่อแผลในฝ่ามือไม่มี ยาพิษนั้นก็ไม่อาจจะให้โทษแก่ผู้ถือยาพิษได้ฉันใด ชื่อว่าบาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำบาป แม้นำเครื่องประหารทั้งหลาย มีธนูเป็นต้นออกให้ เพราะไม่มีอกุศลเจตนาฉันนั้นเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว 
                   เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า 



























                             ๘.  ปาณิมฺหิ เจ วโณ นาสฺส     หเรยฺย ปาณินา วิสํ
                              นาพฺพณํ วิสมเนฺวติ     นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต.
                              ถ้าแผลไม่พึงมีในฝ่ามือไซร้, บุคคลพึงนำยาพิษไปด้วยฝ่ามือได้,
                              เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าสู่ฝ่ามือที่ไม่มีแผล ฉันใด,
                             

    บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำอยู่ ฉันนั้น.


    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=8





  17. 17
    DrRon
    DrRon Dr.Ron.Env@gmail.com 17/08/2012 02:51

    เรียน คุณณัฐ


    เรื่องนี้มี 2 ประเด็นที่ต้องแยกให้ออกครับ


    1. เนื้อหาของหนังสือ ว่า ผิด หรือ ถูก
    2. ผลที่ได้จากการแจกหนังสือ


    ขอชี้แจกเป็นประเด็นดังนี้นะครับ
    1. เนื้อหาของหนังสือ ว่า ผิด หรือ ถูก


    เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ผิดชัดเจนแน่นอนครับ (ในจุดที่บอกว่า อภัยทานเหนือธรรมทาน) 
    ผมก็เห็นว่า หนังสือ เล่มนี้ ไม่ควรแจกอย่างยิ่ง ครับ เพราะเนื้อหาผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริง
    และเป็นการทำลายพระศาสนาโดยไม่รู้ตัว  สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านให้รอบคอบก่อนแจกหนังสืออะไรก็ตาม
    ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม แล้วการเผยแพร่แก้ไข ในสิ่งที่ถูก เพื่อชี้แจง ว่าเนื้อหาเดิมนั้นผิดเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ
     


    2. ผลที่ได้จากการแจกหนังสือ


    บาปหรือไม่บาป ดูที่เจตนา ครับ เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า \"ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม\"
    - ถ้าตั้งใจแจก โดยคิดว่า \"ขอเผยแพร่ความคิดที่ผิดนี้ให้กับทุกคนที่ได้รับหนังสือ\" อันนี้ก็เป็นบาปครับ
    หรือรู้แล้วว่าผิดแต่ก็ยังแจกต่อ  อันนี้ก็เป็นบาปเช่นกันครับ


    - แต่ถ้าตั้งใจแจก โดยคิดว่า \"ต้องการหนังสือธรรมะให้คนได้อ่าน\" ก็เป็นบุญ เพราะเจตนาที่เป็นกุศลในการแบ่งปันความรู้ ก็ขนาด เทเศษอาหารที่ติดในน้ำล้างจาน โดยตั้งใจว่าขอให้ สัตว์ในน้ำมีชีวิตต่อไปได้ด้วยเศษอาหารนี้ ก็ยังนับว่า เป็นบุญเลยครับ ดังรายละเอียดใน ชัปปสูตร ดังนี้


    \"ดูกรวัจฉะ ก็เราพูดเช่นนี้ว่าผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะ หรือน้ำล้างขันไป แม้
    ที่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำครำ หรือที่บ่อโสโครกข้างประตูบ้านด้วยตั้งใจว่า
    สัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่นั้นจงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้นเถิด
    ดังนี้ ดูกรวัจฉะ
    เรากล่าวกรรมซึ่งมีการลาดน้ำล้างภาชนะนั้นเป็นเหตุว่า เป็นที่มาแห่งบุญ จะป่วย
    กล่าวไปไยถึงในสัตว์มนุษย์เล่า
    \"

    ดังนั้นถ้าแจก โดยไม่รู้ อย่างน้อยก็ได้กุศลในแง่ ที่มีเจตนาให้หนังสือ หรือ \"ตั้งใจให้ความรู้\" หรือเรียกว่าเป็น วิทยาทาน 
    ซึ่งได้บุญแต่ได้น้อยครับ (ในกรณีที่ไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้วแจกอีกก็บาปครับ) กรณีนี้ต่างกันกับการ ให้เหล้าโดยไม่รู้อย่างสิ้นเชิง เพราะ การให้เหล้านั้น เป็นการให้ในวัตถุที่พระพุทธเจ้าห้ามคือกินเหล้าแล้วผิดศีล อันนี้เป็นบาปชัดเจนครับ


    เพราะความไม่รู้ (อวิชชา) นี่แหละ สัตว์ถึงทำได้ทั้งบุญและบาป แต่ตัวตัดสินอยู่ที่เจตนาครับ แต่ถ้ารู้ (วิชชา) ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าจนตัดกิเลสทำลายอวิชชาได้ทั้งหมดแล้ว ก็จะพ้นทั้งบุญและบาป โดยสิ้นเชิง


    นอกจากนี้ ยังมี case study ของการทำโดยไม่มีเจตนาอีกมากมายครับที่ ไม่ผิดศีล หรือ ไม่เป็นอาบัติ
    หรือ ไม่เป็นบาป เช่น การฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ลองหาอ่านในพระวินัยปิฎกดูนะครับ มีเรื่อง ทำของหล่นใส่คนตายโดยไม่ตั้งใจก็ไม่ผิด (ไม่เป็นบาป ไม่ผิดศีล แต่อาจผิดกฏหมายบางประเทศได้ เพราะกฏหมายเป็นเรื่องของทางโลก) หรือ อย่างการเดินจงกรมแล้วเหยียบแมงเม่าตาย ของพระอรหันต์พระนามว่า พระจักขุปาละ เป็นต้น


    ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกิเลสก็มีโอกาสผิดพลาดได้ครับ แต่ถ้าผิดพลาดแล้วช่วยกันแก้ไขชี้แนะ เป็นสิ่งที่สมควรกระทำเพื่อรักษาพระศาสนาครับ


  18. 18
    ธรรมชาติ
    ธรรมชาติ 16/08/2012 10:26

    ขออนุโมทนากับความรู้นี้ค่ะ

  19. 19
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 11/08/2012 11:35

    เรียนคุณ DrRon


    ผมก็อยากจะบอกว่า 
     ถ้าคนแจกเขาไม่รู้จริงๆ โดยคิดว่าเป็นการให้หนังสือธรรมะ ก็ไม่ถือว่าเป็นบาป


    เพราะผมก็เคยทำแบบนั้นมา(ให้หนังสือธรรมะแบบผิดๆ)
    แต่ผมไม่สามารถบอกแบบนั้นได้ 
    เพราะตามกฎแห่งกรรม แม้จะเป็นผู้ไม่รู้ หากทำบาป ก็ได้บาป


    เช่น หากเราไม่รู้ว่า การให้สุรานั้นบาป แล้วเราไปให้สุรากับผู้อื่น
    เราก็ได้บาปจากการให้วัตถุที่ไม่บริสุทธิ์
    จะอ้างว่าไม่รู้ ก็ยังได้บาป


    หรือในตอนที่เราไม่รู้บาปบุญคุณโทษ 
    ไม่เชื่อสวรรค์ นรก กฎแ่ห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด
    แล้วเราไปบอกคนอื่นชวนคนอื่นให้เชื่อแบบเรา
    เราก็ทำบาปที่ไปเผยแผ่ "มิจฉาทิฐิ"
    จะอ้างว่าไม่รู้ ก็ยังได้บาป


    เช่นเดียวกันกับการให้ธรรมะ แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าธรรมะนั้น"ผิด"
    แต่หากเรานำไปสอนไปแบ่งปันผู้อื่น เราก็ได้บาปด้วยหลักการเดียวกัน


    กล่าวโดยสรุปว่า การจะให้ธรรมะกับคนอื่น จะให้มั่วๆไม่ได้
    เพราะหากให้ธรรมะมั่วๆ คนได้รับเขาจะเข้าใจผิดๆ เราจะได้บาป
    จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้
    การจะให้ธรรมะจึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนครับ


  20. 20
    DrRon
    DrRon Dr.Ron.Env@gmail.com 09/08/2012 23:16

    ขอเรียนคุณ ณัฐ เรื่อง หนังสือธรรมะครับ


    ที่บอกว่า


    >หนังสือธรรมะ(ปลอมๆ)เหล่านี้ หากเราแจกคนอื่นเราจะได้บาปติดมาด้วย


    จะบาปหรือไม่บาป อันนี้ ต้องดูเจตนา ของผู้แจกครับว่ามีเจตนาบริสุทธิ์ หรือไม่ ถ้าคนแจกเขาไม่รู้จริงๆ โดยคิดว่าเป็นการให้หนังสือธรรมะ ก็ไม่ถือว่าเป็นบาปครับ แต่เป็นบุญด้วยซ้ำเพราะมีเจตนาที่ดี แต่บุญที่ได้ไม่บริสุทธิ์เต็มร้อยเพราะวัตถุทานมีบางส่วนไม่บริสุทธิ์ แต่ถ้ารู้ว่าไม่ถูกแล้วยังดันทุรังแจกอยู่ ก็มีเจตนาเผยแพร่ให้เกิดความเข้าใจผิด ก็ถือว่าบาป เต็มๆครับ  


    ควรแก้ข้อความข้างต้น  เป็น 


    >หนังสือธรรมะ(ปลอมๆ)เหล่านี้ หากเราไม่รู้ว่าผิดแล้วแจกคนอื่นจะทำให้ผู้อื่นได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อันจะส่งผลให้บุญที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และเป็นการทำลายพระศาสนาโดยไม่รู้ตัว  แต่ถ้ารู้แล้วว่าเป็นธรรมะปลอมแล้วแจกไปก็จะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง


    ทางที่ดีคือการเผยแพร่ ว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฎกเป็นหลัก พร้อมทั้งชี้แนะจุดที่ผิด เพื่อกำจัดสัทธรรมปฎิรูป เช่น ความเข้าใจผิดที่ว่า "อภัยทานเหนือธรรมทาน" ไม่ให้เผยแพร่ต่อไปมากกว่านี้ อย่างที่คุณทำอยู่ ก็นับว่าเป็นการให้ธรรมทานอันเป็นสิ่งที่เลิศแล้วครับ

  21. 21
    iรัตพันธ์
    iรัตพันธ์ 04/05/2012 10:29

    ครับผม ความเห็นส่วนตัว คุณณัฐ ตอบได้ตรงครับผม กับคำสอนที่บัยทึกไว้ครับผม


    เพราะพระองค์ทรงตรัสสอน ธรรมแบบยากให้ง่าย ตรงๆไม่ต้องแปลมากมาย


    คือทำของยากให้เป็นง่าย ครับผม เห้นด้วยครับ

  22. 22
    Annko
    Annko 18/04/2012 07:56
    สุดยอดเลยค่ะ คุณณัฐ เคลียร์ มากกกก(^_−)−☆
  23. 23
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 14/04/2012 12:44

    ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความคิดเห็นของคุณอนัตตา และคุณsomchat ดังนี้ครับ


    1. หากเราไม่ยึดบทธรรมในพระไตรปิฎกพึงระวัง การพิจารณาธรรม เผยแผ่ธรรมะ ตามที่ตนเห็นว่าถูกต้อง


    2. การทำบุญ จะมุ่งเน้นที่จิตบริสุทธิ์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า
    การให้บางอย่าง"ได้บาป" ฉะนั้นก่อนจะให้ เราจึงต้องพิจารณาให้ดีๆ
    (ให้ธรรมะผิดๆ ก็คือการให้สิ่งไม่ดี เราจะได้บาป)

    และผมไม่สามารถบอกใครได้ว่า ให้หนังสือธรรมะไปเถอะ ยังไงก็ได้บุญธรรมทาน
    เพราะความจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น(ในพระไตรปิฎกระบุชัดเจน)


    3. เราต้องแยกให้ออกว่า บทความแต่ละบทความ ต้องการจะสื่ออะไร
    การทำบุญโดยไม่ไปดูว่าเกิดผลอะไร ไม่คาดหวังอะไร เป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง

    แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่กลับมาพูดถึงหลักการ เราก็ต้องอธิบายโดยยึดหลักการที่ถูกต้อง
    ในตอนที่จะตอบแบบยึดหลักการ เราจะสรุปว่า
    ทำบุญเอาความสบายใจเพียงอย่างเดียวก็พอ โดยขาดหลักการไม่ได้
    (เวลาอยากทำเพื่อความสบายใจก็ทำ แต่เวลาพูดถึงหลักการ ก็ต้องพูดถึงหลักการ)


    4. ผมไม่เคยได้เห็นพระพุทธเจ้าตรัสว่า บทธรรมของพระองค์บางบทไม่ใช่บทธรรมที่มุ่งหมายเพื่อการปฏิบัติ
    และผมคงจะแปลกใจมากๆ หากมีคนถามพระพุทธเจ้า
    แล้วพระองค์จะตอบในสิ่งที่นำเอาไปปฏิบัติไม่ได้(หรือไม่สามารถนำไปปฏิบัติ หรือเอาไปอ้างอิงไม่ได้)

    ถ้าเป็นบทธรรมเรื่องทาน เราก็ต้องนำไปใช้จริงในเรื่องทานได้ ถ้าเป็นเรื่องศีลหรือเรื่องภาวนาก็เช่นกัน
    หรือแม้แต่บทธรรมเกี่ยวกับครอบครัว การเงิน เราก็ต้องนำไปใช้จริงได้
    บทธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นแบบนั้น(ไม่ใช่บางเรื่องเอาไปใช้ได้ บางเรื่องเอาไปใช้ไม่ได้)


    5. ผมไม่เข้าใจสิ่งที่คุณ somchat กล่าวว่า
    "การนำพระพุทธพจน์มาปรับใช้นั้น ต้องดูพุทธประสงค์และบริบทให้ดี ไม่เช่นนั้นปรับผิดสถานการณ์ได้"
    ว่าผมนำเอาพุทธพจน์เรื่องไหนมาใช้ผิดสถานการณ์
    ในเมื่อบทความนี้ เกี่ยวกับธรรมทาน ผมก็ยกพุทธพจน์เกี่ยวกับธรรมทานมา ????


    6. ในเวลาที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเรื่องบุญบาป พระองค์ก็จะตรัสเรื่องบุญบาป
    ในเวลาที่พระองค์อธิบายว่าทำแบบไหนได้บุญมาก พระองค์ก็จะอธิบายตามหลักการ

    ส่วนเวลาที่พระองค์จะสอนเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่น พระองค์จะก็จะตรัสสอนในเรื่องนั้น

    พระองค์จะดูว่ากำลังจะสอนเรื่องอะไรกับใคร โดยไม่เอามาปะปนกัน
    เช่น ไม่ทรงสอนว่าทำบุญแบบสังฆทานจะได้บุญมากกว่า แล้วบอกว่าอย่าไปยึดว่าต้องทำบุญเยอะ
    ไม่ทรงตอบปัญหาว่า ธรรมทานชนะทานทั้งปวง แล้วตบท้ายว่า อย่าไปยึดว่าต้องทำบุญมาก


    เช่นเดียวกันกับบทความนี้ กำลังมุ่งเน้น อธิบายหลักการใด ผมก็มุ่งเน้นอธิบายในเรื่องนั้น
    ก็เท่านั้นเองครับ


    บทความต้องการบอกว่า "ถ้าต้องการ" เปรียบเทียบ
    หากยึดตามพระไตรปิฎก บุญไหนจะได้มากกว่า


    การจะแสดงความคิดเห็นว่า อย่าไปเปรียบเทียบ อย่าไปคิดว่าอันไหนได้บุญมาก
    ในบทความที่ต้องการจะอธิบายว่า หากจะเปรียบเทียบ...
    ก็เหมือนพูดกันคนละเรื่อง ย่อมไม่มีทางได้บทสรุปที่ลงตัว

  24. 24
    somchat
    somchat somchat_sk55@hotmail.com 13/04/2012 17:45

    1.เรื่องการอ้างพระพทธพจน์นั้น ผมเห็นด้วยกับคุณอนัตตาทุกประการ การนำพระพุทธพจน์มาปรับใช้นั้น ต้องดูพุทธประสงค์และบริบทให้ดี ไม่เช่นนั้นปรับผิดสถานการณ์ได้ (ตรงนี้ผมเคยติงคุณณัฐพบธรรมเหมือนกัน ข้อธรรมในเรื่องเล่า ในพระสุตตันตปิฎกนั้น บางครั้งมิใช่ธรรมที่มุ่งหมายเพื่อการปฏิบัติ เช่น ดังหมวดธรรมที่สั่งสอนเพื่อการปฏิบัติ เช่น อานาปานสติสูตร จะสกัดหลักออกมาเอาเองเืพ่อปฏิบัติมิได้)


    2.ส่วนหลักการศึกษาพุทธศาสนานั้น ผมยืนบนครรลองเดียวกับคุณอนัตตา เน้นไปที่การปฏิบัติเป็นหลัก มีเป้าหมายใหญ่ คือความพ้นทุกข์ นับว่าพบกัลยาณธรรมแล้ว  แต่บางครั้งจิตใจผมสับสนเพราะความอยากรุมเร้า ผมก็จะอ่านพระไตรปิฏก นับว่าเป็นทางเดียวที่ผมจะฟังธรรมโดยตรงที่สุดจากพระพุทธเจ้าได้ เพื่อให้ใจตั้งมั่นในความดี และปล่อยวางมากขึ้น


    3.เรื่องการทำบุญไม่ควรคำนึงปริมาณผลบุญนั้น ผมเห็นด้วยกับคุณอนัตตา และขอเสริมว่า แท้ที่จริงการทำบุญ คือ การสละละวางออกโดยวัตถุ (ของกู)  หากว่าสละของอย่างหนึ่ง (ของทาน) เพื่อให้ได้มาของอย่างหนึ่ง (ความร่ำรวย) ดังนี้แล้วอัตตาจะเสื่อมสิ้นได้อย่างไร ทุกข์จะสิ้นได้อย่างไร


    การทำบุญมีผลมากน้อย ก็เพราะ การกระทำนั้นจะยกจิตใจให้บริสุทธิ์ได้มากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุผลนี้ จะเห็นว่าทำไม การรักษาศีล จึงผลกว่าการให้ทาน (ผมรักษาศีล 8 ทุกสัปดาห์ เห็นผลด้วยตัวเองชัดเลยว่า ความกำหนัด ความอยากในอาหาร จิตใจปลอดโปร่งมากขึ้น อย่างชัดเจน) หรือทำไมการเจริญสมาธิ จึงมีผลกว่า การรักษาศีล ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน
    แต่สิ่งเหล่านี้เป็นการทำงานระดับจิต วัดไม่ได้เหมือนปริมาณน้ำ แม้หลักในพระไตรปิฏกที่คุณณัฐฯ อ้างในหนังสือนั้น ก็เป็นแต่เพียงเลาๆ เท่านั้น มิใช่ข้อตัดสินเช่นดังตัวบทกฎหมาย อันเราจะนำมาเป็นเหตุให้เลือกทำบุญเพราะเห็นผลมากน้อยต่างกัน อนึ่งด้วยการเลือกนี้ก็เช่นกัน ก่อให้เกิดอัตตาได้เช่นกัน เพราะการเห็นแยกออกว่าบุญ ว่าบาป ซึ่งแท้จริงเป็นจิตดวงเดียวกันที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งกลับไปมา ย่อมทำให้เห็นไตรลักษณ์ยาก ฉะนั้นผู้ยึดติดในบุญก็พ้นทุกข์ไม่ได้ ฉะนั้นไม่ควรยกเอามาถกเถียงกันเลย


    ทางที่ถูกก็เป็นคุณอนัตตาว่า คือ ควรทำบุญไปตามโอกาส ไม่ประมาทบุญเล็กน้อย มุ่งไปที่การทำลายกิเลสเป็นสำคัญ ไม่หวังผลใดๆ ของบุญ (แต่แปลก ยิ่งไม่หวังยิ่งได้ผลเร็ว แต่ก็เป็นผลพลอยได้เท่านั้น)

  25. 25
    อนัตตา
    อนัตตา aefwg@hotmail.com 23/03/2012 11:22

    ขออนุญาติแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับ และถือว่าเป็นการแบ่งปันธรรมทานด้วยก็แล้วกัน



    เราไม่จำเป็นที่จะต้องยึดติดกับพุทธพจน์ที่พบในพระไตรปิฎก สมัยนี้มีการอ้างพุทธพจน์ในพระไตรปิฏกมากเพราะทำให้ดูน่าเชื่อถือ เราต้องทราบว่าพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นท่านตรัสตามแต่วาระแต่ละโอกาส บางครั้งอ่านแล้วอาจจะดูขัดกันบ้างก็มี (นี่ไม่ได้หมายถึงว่าพระพุทธเจ้าตรัสขัดแย้งกันเองนะครับ) อาจจะต้องดูปัจจัยแวดล้อมทั้งหมดประกอบ ว่าท่านตรัสเรื่องนี้กับใคร ตรัสเพราะอะไร ต้องการผลอย่างไร ผมเองไม่เคยอ่านพระไตรปิฏก เพราะรายละเอียดมากเกินความจำเป็น แต่ก็ศึกษาธรรมข้อหลักๆ โดยเฉพาะ เรื่อง เหตุ-ปัจจัย-ผล (อริยสัจ 4 นั่นแหละครับ) เรื่องปฏิจสมุปบาท เรื่องอุปาทาน และการฝึกสติ เอาเท่าที่คิดว่าจะทำให้พ้นทุกข์ได้เท่านั้น



    การให้ธรรมทานถือเป็นการให้ทานสูงสุดอันนี้ก็เคยได้ยินมานะครับแต่ลองเปรียบเทียบกับอภัยทานนะครับ



    ถ้าเราให้ธรรมทานแล้วหวังให้ผู้อื่นหรือตัวเองได้รับประโยชน์แล้วประโยชน์มันก็เกิดขึ้นจริงแล้วเราก็มีปิติ มีสุข ผู้รับก็ได้ประโยชน์ บางครั้งก็ต้องมองที่เจตนา บางทีให้หนังสือธรรมะกับผู้อื่นแล้วก็มัวแต่ไปติดตามผลว่าเค้าอ่านหรือยัง อ่านแล้วได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าแบบนี้เห็นจะกลายเป็นความทุกข์แล้วมั้งครับ



    แต่ถ้าเราให้อภัยทาน(ในบางกรณีนะครับ ถ้าไม่กำกับไว้เดี๋ยวจะมีข้อโต้แย้งเรื่องกฎหมายบ้างนเมืองอะไรกันออกไปอีก) ผู้ที่ได้รับอภัยทานถ้าได้สำนึกถึงทานนี้ก็ได้ประโยชน์ จิตของผู้ให้ก็ได้รับประโยชน์ ไม่ถูกเกาะเกี่ยว หลุดพ้นจากความยึดมั่นได้  การให้อภัยทานก็เป็นธรรมทานได้เหมือนกัน ถ้าผู้ให้อภัยทานทำให้ผู้ที่ได้รับอภัยทานได้สำนึกได้รู้จักการให้อภัย ความเมตตา กรุณา บางทีผู้รับอภัยทานสามารถเข้าถึงธรรมได้ แบบนี้ก็เรียกว่าการให้อภัยทาน ได้ผลพวงเป็นธรรมทานได้  



    การให้ทานถ้าให้ด้วยเจตนาบริสุทธ์ พิจรณาแล้วอย่างดีแล้ว ก็ไม่ต้องเป็นกลัวบาป แล้วกลายเป็นบ้าบุญไป



    การทำบุญทำทานไม่ควรสนใจว่าจะต้องได้บุญมากหรือบุญน้อย ควรจะทำบ่อยๆ ตามแต่วาระโอกาส และกำลัง แล้วก็อย่าหลงหมกมุ่นอยู่กับบุญที่ทำไป และผลบุญที่จะต้องได้รับ



    หมายเหตุ


    1. ผมไม่เคยอ่านหนังสือที่ว่าสมเด็จฯ ท่านเขียนหรอกครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าใครเขียน


    2. กรณีที่ยกตัวอย่างเรื่อง ธรรมทาน กับ อภัยทาน ก็ไม่ได้บอกว่าอันไหนดีกว่าอันไหน ทานไหนดีสูงสุด แค่อยากให้เปิดใจ พิจารณา เป็นกรณีๆ ไป เพื่อประโยชน์สูงสุด



    ขอบคุณสำหรับพื้นที่และถ้ามีขออภัยมา ณ ที่นี้ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด




  26. 26
    ชัยกฤต
    ชัยกฤต 22/02/2012 12:07

    เห็นด้วยครับ เดี๋ยวนี้มีการพิมพ์แจกกันเยอะ มีแต่หนังสือสวดมนต์ หนังสือสะเดาะเคราะ หนังสือแก้กรรม  แต่หนังสือพุทธวจนะ ของพระพุทธเจ้าไม่มี หรือคำสอนใดๆก็ไม่มี มีแต่คำทำนายหลวงพ่อนู้น หลวงพ่อนี้มาแจกกัน


  27. 27
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 24/11/2011 13:33
    บอกไม่ได้ครับ เพราะจะกลายเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือตัวเองครับ
    แต่คนที่เคยอ่านก็รู้ได้ด้วยตัวเองครับ ว่าเล่มไหน
  28. 28
    22/11/2011 16:55
    โปรดให้ความกระจ่างผมด้วยครับ ว่า "เล่มที่ีใครก็รู้ว่าเล่มไหน" คือเล่มใด เพราะส่วนตัว หนังสือที่คุณณัฐเขียน ผมก็อยากทำบุญและกลัวบาปเช่นเดียวกัน 
  29. 29
    ธณวัฒน์
    ธณวัฒน์ susuyaya555@hotmail.com 24/06/2011 12:41

    ขอบคุณครับสำหรับสิ่งดีๆ...ขออนุโมทนาสาธุ...

  30. 30
    Golf_ck
    Golf_ck golf_ck@hotmail.com 10/06/2011 14:35

       พระธรรมเป็นของอันสูงมิอาจจะหาที่เปรียบได้...การนำพระธรรมของพระพุทธองค์ไปเผยแผ่เป็นสิ่งที่ดีที่ควร...ขออนุโมทนา สาธุ


    ...แต่ควรพิจารณาถึงผู้ที่จะรับว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงใด...เพราะพระธรรมเป็นของอันสูงมิอาจจะหาที่เปรียบที่ใครก็สามารถเข้าใจทั้งหมดได้อันมีปัจจัยหลายอย่าง...พระธรรมสอนให้มนุษย์เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนเข้าถึงขั้นพระนิพพานอันเป็นพระธรรมอันสูงสุด...ขึ้นอยู่กับกุศลผลบุญบารมีของผู้จะรับเอง...ว่าจะรับและปฏิบัติได้ขนาดไหน...
    จงพึงกระทำความดีและละเว้นความชั่วทั้งปวงกันเถิด ด้วยการรักษาศีล 5 ศีล 8 เป็นที่ตั้งก่อนเถิด

  31. 31
    Nok
    Nok veed_boom@hotmail.com 16/05/2011 23:19

    ขอบคุณสำหรับบทความนี้ค่ะ เพราะคุณแม่กำลังจะพิมพ์หนังสือสวดมต์แจกพอดี จะได้พิจารณาไตร่ตรองกับเนื้อหาในเล่มก่อนจะพิมพ์แจก แต่สำหรับดิฉันรู้สึกดีมากๆ เมื่อเพื่อนมาขอบคุณดิฉันที่ให้ยืมหนังสือ "ถ้ารู้ (กู) ทำไปนานแล้ว" เพราะอ่านแล้วรู้สึกอยากทำบุญและรักษาศีลมากขึ้น อนุโมทนากับคุณณัฐพบธรรมจริงๆค่ะ ^ ^

  32. 32
    kung
    kung kung-25182011@hotmail.com 10/05/2011 14:41

    ได้อ่านหนังสือของคุณณัฐ ทั้ง 4 เล่ม (ถ้ารู้...กู...ทำไปนานแล้ว, ทำดี 24 ชม., บุญใหญ่พลิกชีวิต, ได้...ถ้าใจถึง) รู้สึกชอบเพราะเข้าใจได้ไม่ยากสำหรับคนทั่วไป จึงแบ่งปันให้เพื่อนๆ และ ญาติพี่น้องอ่านด้วยค่ะ คิดว่าหนังสือทั้ง 4 เล่มนี้ จุดประกายให้ตัวเราอยากทำความดีละเว้นความชั่วได้ ก็อาจจุดประกายให้คนรอบตัวเราคิดแบบเราได้เหมือนกันค่ะ

  33. 33
    Nutpobtum
    Nutpobtum 04/03/2011 09:07

    ลองอธิบายด้วยเหตุผลดูครับ
    หรือไม่ก็ส่ต่อบทความไปให้เขาอ่านก็ได้ครับ

  34. 34
    นิรมล อุดมผล
    โอ้.... หนังสือเสบียงธรรม ไม่ทราบรู้จักไหมค่ะ ได้แจกหนังสือให้ เพื่อนสนิทมิตรสหายค่ะ แต่ถ้าเจาะลึก ว่าเป็นหนังสือที่ควรให้หรือไม่ควร อย่างไร ไม่ได้ตรึกตรองอย่างที่บอกไว้ค่ะ รู้สึกไม่ค่อยดี พอได้อ่านบทความข้างบน คราวหน้า ถ้าคิดจะแจกอีก คงต้องทำการบ้านให้มากกว่านี่ (ศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อน)
    แล้วเราจะไปบอกต่อ สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจอย่างไรดีล่ะ (ที่สำคัญเค้าจะเชื่อเราป่าว)

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,615
เปิดเพจ1,976,815

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view