http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

พระจันทร์ กระต่าย พระไตรปิฎก

พระจันทร์ กระต่าย พระไตรปิฎก

เรียนทุกท่าน

 

ในช่วงนี้มีใกล้เทศกาลของบรรพบุรุษของผมและหลายๆคน

นั่นก็คือเทศกาลไหว้พระจันทร์

 

เมื่อนึกถึงพระจันทร์แล้ว สิ่งหนึ่งที่คนมักจะนึกตามมาก็คือ รูปกระต่ายบนดวงจันทร์

ซึ่งในอดีตคนส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่าบนดวงจันทร์มีกระต่าย

แต่ปัจจุบันนี้ที่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์แล้ว ก็ไม่เห็นว่ามีกระต่าย

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพึ่งจะรู้จากการอ่านพระไตรปิฎกก็คือ รูปกระต่ายบนดวงจันทร์นั้นมีที่มา

(ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ)

 

ในพระไตรปิฎกจะมีเรื่องราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าในชาติก่อนๆ

มีชาติหนึ่งพระองค์เกิดเป็นกระต่ายที่ชื่อว่าสสบัณฑิต

เป็นกระต่ายที่รักษาศีล และมีจิตที่มุ่งจะทำทานเป็นอย่างยิ่ง

 

วันหนึ่งเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง กระต่ายสสบัณฑิตก็ตั้งใจว่าวันนี้จะทำทานแก่คนที่พบเจอ

และเนื่องจากรักษาศีลจึงไม่ขโมยของชาวบ้าน ประกอบกับไม่สามารถหาอาหารบริเวณนั้นได้

กระต่ายสสบัณฑิตจึงตั้งใจว่า หากวันนี้เจอใครก็จะอุทิศชีวิตโดนเข้ากองไฟมอบร่างกายเป็นอาหาร

 

เรื่องนี้รู้ถึงพระอินทร์ท่านจึงแปลงกายลงมาเป็นคนเพื่อทดลองกระต่ายสสบัณฑิต

เมื่อพบกันกระต่ายสสบัณฑิตก็บอกให้พระอินทร์(ที่ปลอมตัวมา)จุดกองไฟเพื่อตนจะได้โดดเข้ากองไป

พระอินทร์ก็ได้จุดกอไฟ แต่เป็นกองไฟที่เย็นและไม่เผาไหม้ร่างกาย

จึงทำให้กระต่ายสสบัณฑิตที่กระโดดเข้าไปไม่ได้รับอันตรายใดๆ

 

กระต่ายสสบัณฑิตจึงถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ พระอินทร์ก็แสดงตัวแล้วบอกที่มาที่ไป

กระต่ายสสบัณฑิตจึงได้ติเตียนพระอินทร์ที่ทำให้ตนไม่ได้ทำทานอุทิศชีวิต

พระอินทร์ก็ยอมรับผิด และพระอินทร์ต้องการชดเชยความผิดพร้อมๆกับเชิดชูคุณงามควาดีของกระต่ายสสบัณฑิต

จึงได้จัดภูเขาบนพระจันทร์ ให้เป็นรูปกระต่าย และรูปกระต่ายนี้ก็จะอยู่ตลอดกัป(จนโลกแตก)

และนั่นคือที่มาของรูปกระต่ายบนดวงจันทร์

 

ฉะนั้นหากใครที่จำเป็นต้องไหว้พระจันทร์ แล้วรู้สึกว่าการไหว้ดวงดาวดวงหนึ่งไม่ค่อยมีเหตุมีผล(แต่จำเป็นต้องทำตามประเพณี)

ก็ลองไหว้โดยมีจิตรำลึกถึงพระพุทธเจ้า(โดยมีรูปกระต่ายบนดวงจันทร์เป็นตัวแทน)

ระลึกที่พระองค์ได้พยายามทำบุญสร้างบารมีอย่างมากมายมหาศาล

มากจนพร้อมจะสละชีวิต เพื่อให้ได้ตรัสรู้ เพื่อจะได้คำสั่งสอนที่เราศึกษากันอยู่ทุกวันนี้

และเอาพระองค์เป็นแบบอย่างในการทำดีละชั่ว และเป็นผู้นำทางสู่การหมดสิ้นกิเลส

 

ซึ่งการทำแบบนี้เรียกว่าพุทธานุสสติ เป็นการกระทำที่ได้บุญ

และยังเป็นการช่วยเตือนสติเราเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำอีกด้วย

__________________________________________________

 

ไหนๆก็พูดถึงกระต่ายแล้ว ขอพูดถึงอีกชาติหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเกิดเป็นราขสีห์(ถ้าจำไม่ผิด)

แต่เรื่องนี้เริ่มต้นจากกระต่ายตัวหนึ่งนอนอยู่ใต้ต้นมะตูม(หรือตูม)

สักพักกระต่ายได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจึงคิดว่าฟ้าถล่ม

กระต่ายก็ได้วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต และเจอสัตว์อะไรก็จะบอกว่าฟ้าถล่ม

สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ได้ฟังและเห็นกระต่ายวิ่ง ก็วิ่งหนีไปด้วย

ทำให้มีจำนวนสัตว์ที่วิ่งตามมากขึ้นเรื่อยๆ จนมากมายมหาศาล

 

จนขบวนสัตว์เหล่านี้วิ่งมาเจอราชสีห์(พระพุทธเจ้า)

ราชสีห์ก็ได้ถามเรื่องราวจากสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นก็ไม่มีตัวไหนรู้ว่าเกิดอะไร

ก็ซักทอดไปเรื่อยๆจนถึงกระต่าย

ราชสีห์จึงให้กระต่ายพาไปดูที่เกิดเหตุ

สุดท้ายก็พบว่าเป็นเพียงผลมะตูม(ตูม)ที่หล่นลงมา

จึงเป็นที่มาของคำว่า กระต่ายตื่นตูม

 

เรื่องกระต่ายตืนตูมก็เป็นเรื่องที่ช่วยเตือนสติเราได้เช่นกัน

ว่าเวลาได้ฟังข่าวสารอะไรหรือได้รับรู้อะไรมา

ขอให้พิจารณาทุกอย่าง อย่างรอบคอบ ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

 

วันนี้นำเอามาฝากแค่นี้ครับ

อ่านพระไตรปิฎกแล้วก็ทำให้เราได้รู้อะไรอีกหลายอย่างเลยครับ

อ่านแล้วก็ถึงบางอ้อในหลายๆเรื่องว่า เรื่องเหล่านี้มีที่มาแบบนี้นี่เอง

 

 

หมายเหตุ : ทั้งสองเรื่องนำมาจาก อรรถกถาเล่มที่ 58 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1(หากใครไม่ชอบอ่านยาวๆ ก็อ่านเฉพาะที่ Highlight สีน้ำเงินครับ


 อรรถกถาสสปัณฑิตชาดกที่  ๖ หน้า 480
 พระศาสดาเมื่อประทับอยู่  ณ  พระวิหารเชตวัน  ทรงปรารภ
การถวายบริขารทุกอย่าง  จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้  มีคำเริ่มต้นว่า
สตฺต  เม  โรหิตา  มจฺฉา  ดังนี้.
 ได้ยินว่า  ในนครสาวัตถี  มีกฎุมพีคนหนึ่งตระเตรียมการถวาย
บริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  ให้สร้าง
มณฑปที่ประตูเรือน  แล้วนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ให้นั่งบนบวรอาสน์ในมณฑปที่ได้จัดแจงไว้ดีแล้ว  ถวายทานอันประ-
ณีตมีรสเลิศต่างๆ  แล้วนิมนต์ฉันอีกตลอด  ๗  วัน  ในวันที่  ๗  ได้
ถวายบริขารทั้งปวงแก่ภิกษุ  ๕๐๐  มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.  ใน
เวลาเสร็จภัตกิจ  พระศาสดาเมื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา  จึงตรัสว่า
ดูก่อนอุบาสก  ควรที่ท่านจะกระทำปีติโสมนัส.  ก็ชื่อว่าทานนี้เป็นวงศ์
ของโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย  ด้วยว่าโบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้บริจาค
ชีวิตแก่เหล่ายาจกผู้มาถึงเฉพาะหน้า  แม้ชีวิตของตนก็ได้ให้แล้ว  อัน
อุบาสกนั้นทูลอาราธนาแล้ว  จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก  ดังต่อ
ไปนี้  :-
 ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-
พาราณสี  พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกระต่ายอยู่ในป่า.  ก็ป่านั้น
ได้มีเชิงเขา.  แม่น้ำและปัจจันตคาม  มารวมกันแห่งเดียว.  สัตว์แม้
อื่นอีก  ๓  ตัว  คือ  ลิง  สุนัขจิ้งจอก  และนาก  ได้เป็นสหายของกระ-
ต่ายนั้น.  สัตว์แม้ทั้ง  ๔  นั้น  เป็นบัณฑิตอยู่รวมกัน  ถือเอาเหยื่อใน
ที่เป็นที่โคจรของตนๆ  แล้วมาประชุมกันในเวลาเย็น.  สสบัณฑิต
แสดงธรรมโดยการโอวาทแก่สัตว์ทั้ง  ๓  ว่า  พึงให้ทาน  พึงรักษาศีล  พึง
กระทำอุโบสถกรรม.  สัตว์ทั้ง  ๓  นั้นรับโอวาทของสสบัณฑิตนั้นแล้ว
เข้าไปยังพุ่มไม้อันเป็นที่อยู่อาศัยของตนๆ  อยู่.  เมื่อกาลล่วงไปอยู่
อย่างนี้  วันหนึ่ง  พระโพธิสัตว์มองดูอากาศเห็นดวงจันทร์  รู้ว่า
พรุ่งนี้เป็นวันอุโบสถ  จึงกล่าวกะสัตว์ทั้ง  ๓  นอกนี้ว่า  พรุ่งนี้เป็นวัน
อุโบสถ  แม้ท่านทั้ง  ๓  จงสมาทานศีลรักษาอุโบสถ  ทานที่ผู้ตั้งอยู่ใน
ศีลแล้วให้  ย่อมมีผลมาก  เพราะฉะนั้น  เมื่อยาจกมาถึงเข้า  ท่าน
ทั้งหลายพึงให้รสอาหารที่ควรกินแล้วจึงค่อยกิน.  สัตว์ทั้ง  ๓  นั้นรับคำ
แล้วพากันอยู่ในที่เป็นที่อยู่ของตนๆ.  วันรุ่งขึ้น  บรรดาสัตว์เหล่านั้น
นากคิดว่าเราจักแสวงหาเหยื่อแต่เช้าตรู่  จึงไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา.  ครั้ง
นั้น  พรานเบ็ดคนหนึ่งตกปลาตะเพียนได้  ๗  ตัว  จึงเอาเถาวัลย์ร้อย
คุ้ยทรายที่ฝั่งแม่น้ำคงคาเอาทรายกลบไว้  เมื่อจะจับปลาอีก  จึงไปยัง
ด้านใต้แม่น้ำคงคา.  นากสูดได้กลิ่นปลาจึงคุ้ยทราย  เห็นปลาจึงนำ
ออกมา  คิดว่า  เจ้าของปลาเหล่านี้มีไหมหนอ  จึงประกาศขึ้น  ๓  ครั้ง
เมื่อไม่เห็นเจ้าของ  จึงคาบปลายเถาวัลย์นำไปเก็บไว้ในพุ่มไม้อันเป็นที่
อยู่ของตน  คิดว่า  เราจักกินเมื่อถึงเวลา  จึงนอนนึกถึงศีลของตนอยู่.
ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกออกเที่ยวแสวงหาเหยื่อ  ได้เห็นเนื้อย่าง  ๒  ไม้  เหี้ย
๑  ตัว  และหม้อนมส้ม  ๑  หม้อ  ในกระท่อมของคนเฝ้านาคนหนึ่ง
คิดว่า  เจ้าของของสิ่งนี้มีอยู่หรือไม่หนอ  จึงร้องประกาศขึ้น  ๓  ครั้ง
ไม่เห็นเจ้าของ  จึงสอดเชือกสำหรับหิ้วหม้อนมส้มไว้ที่คอ  เอาปากคาบ
เนื้อย่างและเหี้ย  นำไปเก็บไว้ในพุ่มไม้เป็นที่นอนของตน  คิดว่าจัก
กินเมื่อถึงเวลา  จึงนอนนึกถึงศีลของตนอยู่.  ฝ่ายลิงเข้าไปยังไพรสณฑ์
นำพวงมะม่วงมาเก็บไว้ในพุ่มไม้เป็นที่อยู่ของตน  คิดว่าจักกินเมื่อถึง
เวลา  จึงนอนนึกถึงศีลของตน.  ส่วนพระโพธิสัตว์  คิดว่า  พอถึง
เวลาจักออกไปกินหญ้าแพรก  จึงนอนอยู่ในพุ่มไม้เป็นที่อยู่ของตน
นั่นแหละ  คิดอยู่ว่า  เราไม่อาจให้หญ้าแก่พวกยาจกผู้มายังสำนักของ
เรา  แม้งาและข้าวสารเป็นต้นของเราก็ไม่มี  ถ้ายาจกจักมายังสำนัก
ของเราไซร้  เราจักให้เนื้อในร่างกายของเรา.  ด้วยเดชแห่งศีลของ
พระโพธิสัตว์นั้น  ภพของท้าวสักกะได้แสดงอาการเร่าร้อน.  ได้ยิน
มาว่า  ภพนั้นเป็นภพร้อน  เพราะท้าวสักกะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญ  หรือ
เมื่อสัตว์อื่นผู้มีอานุภาพมากปรารถนาสถานที่นั้น  หรือด้วยเดชแห่ง
ศีลของสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม.  ในกาลนั้น  ภพของท้าวสักกะ
ได้เร่าร้อน  เพราะเดชแห่งศีล.  ท้าวสักกะนั้นทรงรำพึงอยู่  ทรงทราบ
เหตุนั้นแล้วจึงทรงดำริว่า  เราจักทดลองพระยากระต่ายดู  จึงครั้งแรก
เสด็จไปยังที่อยู่ของนาก  ได้แปลงเพศเป็นพราหมณ์ยืนอยู่.  เมื่อนาก
กล่าวว่า  พราหมณ์  ท่านมาเพื่อต้องการอะไร  ?  จึงตรัสว่า  ท่านบัณ-
ฑิต  ถ้าข้าพเจ้าพึงได้อาหารบางอย่าง  จะเป็นผู้รักษาอุโบสถกระทำ
สมณธรรม.  นากนั้นกล่าวว่า  ดีละ  ข้าพเจ้าจักให้อาหารแก่ท่าน
เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น  จึงกล่าวคาถาที่  ๑  ว่า  :-
  ปลาตะเพียนของเรามีอยู่  ๗  ตัว  ซึ่ง
 นายพรานเบ็ดตกขึ้นจากน้ำ  เก็บไว้บนบก
 ดูก่อนพราหมณ์  ข้าพเจ้ามีสิ่งนี้อยู่  ท่านจง
 บริโภคสิ่งนี้  แล้วอยู่ในป่าเถิด.
 บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ถลมุพฺภตา  ความว่า  แม้อัน
นายพรานเบ็ดตกขึ้นจากน้ำเก็บไว้บนบก.  บทว่า  เอตํ  ภุตฺวา  ความว่า
ท่านจงปิ้งมัจฉาหาร  อันเป็นของเรานี้บริโภคนั่งที่โคนไม้อันรื่นรมย์
กระทำสมณธรรมอยู่ในป่านี้เถิด.
 พราหมณ์กล่าวว่า  เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด  ข้าพเจ้าจักรู้ภาย-
หลัง  แล้วไปยังสำนักของสุนัขจิ้งจอก  แม้เมื่อสุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า
ท่านยืนอยู่เพื่อต้องการอะไร ?  ก็ได้กล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ.
สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า  ดีละข้าพเจ้าจักให้  เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะ
นั้น  จึงกล่าวคาถาที่  ๒  ว่า  :-
 อาหารของคนรักษานาคนโน้น  ข้าพเจ้า
 นำเอามาไว้ในตอนกลางคืน  คือ  เนื้อย่าง  ๒
 ไม้  เหี้ย  ๑  ตัว  นมส้ม  ๑  หม้อ  ดูก่อน
 พราหมณ์  ข้าพเจ้ามีอาหารสิ่งนี้อยู่  ท่านจง
 บริโภคอาหารสิ่งนี้  แล้วเจริญสมณธรรมอยู่
 ในป่าเถิด.
 บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ทุสฺส  เม  ความว่า  คนผู้รักษา
นาซึ่งอยู่ในที่ไม่ไกลเรานั่น  คือโน้น.  บทว่า  อปาภตํ  ได้แก่  อาภตํ
แปลว่า  นำมาแล้ว.  บทว่า  มํสสูลา  จ  เทฺว  โคธา  ความว่า
เนื้อย่าง  ๒  ไม้ที่สุกบนถ่านไฟ  และเหี้ย  ๑  ตัว  บทว่า  ทธิวารกํ  ได้แก่
หม้อนมส้ม.  บทว่า  อิทํ   เป็นต้นไปมีความว่า  เรามีสิ่งนี้  คือ  มี
ประมาณเท่านี้  ท่านจงปิ้งสิ่งนี้แม้ทั้งหมด  โดยการให้สุกตามความ
ชอบใจ  แล้วบริโภค  เป็นผู้สมาทานอุโบสถ  นั่งที่โคนไม้อันน่ารื่น-
รมย์  กระทำสมณธรรมอยู่ในป่านี้เถิด.
 พราหมณ์กล่าวว่า  เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด  ข้าพเจ้าจักรู้ภาย-
หลัง  แล้วไปยังสำนักของลิง  แม้เมื่อลิงนั้นกล่าวว่า  ท่านยืนอยู่เพื่อ
ต้องการอะไร  ?  จึงกล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ.  ลิงกล่าวว่า  ดีละ
ข้าพเจ้าจักให้  เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น  จึงกล่าวคาถาที่  ๓  ว่า  :-
  ผลมะม่วงสุก  น้ำเย็น  ร่มเงาอันเย็น
 เป็นที่รื่นรมย์ใจ  ดูก่อนพราหมณ์  ข้าพเจ้า
 มีอาหารอย่างนี้  ท่านจงบริโภคอาหารนี้  แล้ว
 เจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด.
 บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อมฺพปกฺกํ  ได้แก่  ผลมะม่วงสุก
อันอร่อย.  บทว่า  อุทกํ  สีตํ  ได้แก่  น้ำในแม่น้ำคงคาเย็น.  บทว่า
เอตํ  ภุตฺวา  ความว่า  ดูก่อนพราหมณ์  ท่านจงบริโภคผลมะม่วงนี้
แล้วดื่มน้ำเย็น  นั่งที่โคนไม้อันรื่นรมย์ตามชอบใจแล้ว  กระทำสมณ-
ธรรมอยู่ในชัฏป่านี้เถิด.
 พราหมณ์กล่าวว่า  เรื่องนี้จงยกไว้ก่อนเถิด  ข้าพเจ้าจักรู้ใน
ภายหลัง  แล้วไปยังสำนักของสสบัณฑิต  แม้เมื่อสสบัณฑิตนั้นกล่าว
ว่า  ท่านมาเพื่ออะไร  ?  ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ.  พระโพธิสัตว์
ได้ฟังดังนั้นก็มีความชื่นชมโสมนัส  กล่าวว่า  ดูก่อนพราหมณ์  ท่าน
มายังสำนักของเราเพื่อต้องการอาหาร  ได้ทำดีแล้ว  วันนี้ข้าพเจ้าจัก
ให้ทานที่ยังไม่เคยให้  ก็ท่านเป็นผู้มีศีลจักไม่ทำปาณาติบาต  ท่านจง
ไปรวมไม้ฟืนนานาชนิดมาก่อถ่านไฟ  แล้วจงบอกข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจัก
เสียสละตนโดดลงในกลางถ่านไฟ  เมื่อร่างกายของข้าพเจ้าสุกแล้ว
ท่านพึงกินเนื้อแล้วกระทำสมณธรรม  เมื่อจะเจรจากับท้าวสักกะนั้น
จึงกล่าวคาถาที่  ๔  ว่า  :-
  กระต่ายไม่มีงา  ไม่มีถั่ว  ไม่มีข้าวสาร
 ท่านจงบริโภคเราผู้สุกด้วยไฟนี้  แล้วเจริญ
 สมณธรรมอยู่ในป่าเถิด.
 บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  มมํ  ภุตฺวา  ความว่า  ท่านจง
บริโภคเราผู้สุกด้วยไฟที่เราบอกให้ท่านก่อขึ้นนี้  แล้วจงอยู่ในป่านี้
ธรรมดาว่าร่างกายของกระต่ายตัวหนึ่ง  ย่อมจะพอยังชีพของบุรุษคน
หนึ่งให้เป็นไปได้.
 ท้าวสักกะได้ทรงสดับถ้อยคำของสสบัณฑิตนั้นแล้ว  จึงเนรมิต
กองถ่านเพลิงกองหนึ่งด้วยอานุภาพของตน  แล้วบอกแก่พระโพธิสัตว์.
พระโพธิสัตว์นั้นลุกขึ้นจากที่นอนหญ้าแพรกของตนแล้วไปที่กองถ่าน
เพลิงนั้น  คิดว่า  ถ้าสัตว์เล็กๆ  ในระหว่างขนของเรามีอยู่.  สัตว์
เหล่านั้นอย่าตายด้วยเลย  แล้วสบัดตัว  ๓  ครั้ง  บริจาคร่างกายทั้งสิ้น
ในทานมุขปากทางของทาน  กระโดดโลดเต้นมีใจเบิกบาน  กระโดด
ลงในกองถ่านเพลิง.  เหมือนพระยาหงส์กระโดดลงในกอปทุมฉะนั้น.
แต่ไฟนั้นไม่อาจทำความร้อนแม้สักเท่าขุมขนในร่างกายของพระโพธิ-
สัตว์  ได้เป็นเสมือนเข้าไปในห้องหิมะฉะนั้น.  ลำดับนั้น  พระโพธิ-
สัตว์เรียกท้าวสักกะมากล่าวว่า  พราหมณ์  ไฟที่ท่านก่อไว้เย็นยิ่งนัก
ไม่อาจทำความร้อนแม้สักเท่าขุมขนในร่างกายของข้าพเจ้า  นี่อะไรกัน.
ท้าวสักกะตรัสว่า  ท่านบัณฑิต  เรามิใช่พราหมณ์  เราเป็นท้าวสักกะ
มาเพื่อจะทดลองท่าน.  พระโพธิสัตว์จึงบรรลือสีหนาทว่า  ข้าแต่
ท้าวสักกะ  พระองค์จงหยุดพักไว้ก่อนเถิด  หากโลกสันนิวาสทั้งสิ้น
จะพึงทดลองข้าพระองค์ด้วยทานไซร้  จะไม่พึงเห็นความที่ข้าพระองค์
ไม่เป็นผู้ประสงค์จะให้ทานเลย.  ลำดับนั้น  ท้าวสักกะจึงตรัสกะพระ-
โพธิสัตว์นั้นว่า  ดูก่อนสสบัณฑิต  คุณของท่านจงปรากฎอยู่ตลอดกัป
ทั้งสิ้นเถิด  แล้วทรงบีบบรรพตถือเอาอาการเหลวของบรรพต  เขียน
ลักษณะของกระต่ายไว้ในดวงจันทร์  แล้วนำพระโพธิสัตว์มาให้นอน
บนหลังหญ้าแพรกอ่อนในพุ่มไม้ป่านั้นนั่นแหละในไพรสณฑ์นั้น แล้ว
เสด็จไปยังเทวโลกของพระองค์ทีเดียว.  บัณฑิตทั้ง  ๔  แม้นั้นพร้อม-
เพรียงบันเทิงอยู่  พากันบำเพ็ญศีล  รักษาอุโบสถกรรมแล้วไปตาม
ยถากรรม.
 พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว  จึงทรง
ประกาศสัจจะประชุมชาดก  ในเวลาจบสัจจะคฤหบดีผู้ถวายบริขารทุก
อย่างดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.  นากในกาลนั้น  ได้เป็นพระอานนท์
สุนัขจิ้งจอกได้เป็นพระโมคคัลลานะ  ลิงได้เป็นพระสารีบุตร  ท้าวสักกะ
ได้เป็นพระอนุรุทธะ  ส่วนสสบัณฑิต  ได้เป็นเราตถาคต  ฉะนี้แล.
    จบ  อรรถกถาสสบัณฑิตชาดกที่  ๖

 

 

ทุททุภายชาดก. หน้า 531
 ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี  พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดราชสีห์  เจริญวัยแล้ว  อาศัย
อยู่ในป่า.  ก็ในครั้งนั้น  มีดงตาลปนกับมะตูมอยู่ในที่ใกล้ทะเลด้านทิศ
ตะวันตก.  ในดงตาลนั้น  มีกระต่ายตัวหนึ่งอยู่ภายใต้กอตาลกอหนึ่ง
ใกล้โคนต้นมะตูม.  วันหนึ่ง  กระต่ายนั้นเที่ยวหาอาหารแล้วมานอน
อยู่ใต้ใบตาล  จึงคิดว่า  ถ้าแผ่นดินนี้ถล่ม  เราจักไปที่ใหนหนอ.  ขณะ
นั้นเอง  ผลมะตูมสุกผลหนึ่งหล่นลงบนใบตาล.  เพราะเสียงใบตาลนั้น
กระต่ายนั้นจึงคิดว่า  แผ่นดินถล่มแน่  จึงกระโดดหนีไปไม่เหลียวหลัง
กระต่ายตัวอื่นเห็นกระต่ายตัวนั้นกลัวภัยคือความตายซึ่งกำลังรีบหนี
ไป  จึงถามว่า  แน่ะผู้เจริญ  ท่านกลัวอะไรเหลือเกินจึงหนีมา  กระต่าย
นั้นกล่าวว่า  ท่านผู้เจริญ  อย่ามัวถามเลย. กระต่ายนั้นวิ่งตามไปข้างหลัง
พร้อมกับร้องถามว่า  ผู้เจริญ  ท่านกลัวอะไรหรือ.  กระต่ายนอกนี้ไม่
เหลียวมามองเลยกล่าวว่า  แผ่นดินถล่มที่นั้น.  แม้กระต่ายตัวนั้นก็วิ่ง
ตามหลังกระต่ายตัวที่บอกนั้นไป.  เมื่อเป็นอย่างนั้น  กระต่ายตัวอื่น
ได้เห็นดังนั้นก็วิ่งตามๆ  กันไป  รวมความว่า  กระต่ายตั้งพันตัวร่วม
กันหนีไป.  มฤคแม้พวกหนึ่ง  เห็นกระต่ายเหล่านั้นก็ร่วมหนีไปด้วย.
สุกรพวกหนึ่ง  ระมาดพวกหนึ่ง  กะบือพวกหนึ่ง  โคพวกหนึ่ง  แรด
พวกหนึ่ง  พยัคฆ์พวกหนึ่ง  สีหะพวกหนึ่ง  ช้างพวกหนึ่ง  เห็นเข้า
ก็ถามว่า  นี่อะไรกัน  เมื่อสัตว์เหล่านั้นกล่าวว่า  ที่นั่น  แผ่นดินถล่ม
จึงหนีไปด้วย.  เนื้อที่ประมาณโยชน์หนึ่ง  ได้มีหมู่พวกสัตว์เดรัจฉาน
ขึ้นโดยลำดับ  ด้วยอาการอย่างนี้.  ในกาลนั้น  พระโพธิสัตว์เห็นพวก
สัตว์นั้นกำลังหนีอยู่  จึงถามว่านี่อะไรกัน  ครั้นได้ฟังว่า  ที่นั่น  แผ่นดิน
ถล่ม  จึงคิดว่า  ธรรมดาแผ่นดินถล่ม  ย่อมไม่มีในกาลไหนๆ  สัตว์
เหล่านั้นจักเห็นอะไรบางอย่างเป็นแน่  ก็เมื่อเราไม่ช่วยขวนขวาย
สัตว์ทั้งปวงจักพินาศฉิบหาย  เราจักให้ชีวิตแก่สัตว์เหล่านั้น  ครั้นคิด
แล้ว  จึงล่วงหน้าไปยังเชิงเขาด้วยกำลังราชสีห์  แล้วบันลือสีหนาทขึ้น
๓  ครั้ง  ณ  เชิงภูเขานั้น.  สัตว์เหล่านั้นถูกความกลัวราชสีห์คุกคาม
จึงได้หันกลับมายืนเป็นกลุ่มกันโดยถามกันว่า  อะไรกัน.  ราชสีห์ได้
เข้าไปในระหว่างสัตว์เหล่านั้นแล้วถามว่า  พวกท่านหนีเพื่ออะไรกัน  ?
สัตว์เหล่านั้นกล่าวว่า  แผ่นดินถล่ม.  ราชสีห์ถามว่า  ใครเห็นแผ่นดิน
ถล่ม.?  สัตว์เหล่านั้นกล่าวว่า  ช้างรู้.  ราชสีห์จึงถามช้าง  เป็นต้นไป.
ช้างเหล่านั้นกล่าวว่า  พวกข้าพเจ้าไม่รู้  พวกสีหะรู้.  แม้สีหะทั้งหลาย
ก็กล่าวว่า  พวกข้าพเจ้าไม่รู้  พยัคฆ์ทั้งหลายรู้.  เเม้พยัคฆ์ทั้งหลายก็
กล่าวว่า  พวกข้าพเจ้าไม่รู้  แรดทั้งหลายรู้.  แม้แรดทั้งหลายก็กล่าวว่า
พวกโครู้.  แม้พวกโคก็กล่าวว่า  กระบือทั้งหลายรู้.  แม้กระบือทั้งหลาย
ก็กล่าวว่า  พวกโคลานรู้.  แม้โคลานทั้งหลายก็กล่าวว่า  พวกสุกรรู้.
แม้สุกรทั้งหลายก็กล่าวว่า  พวกมฤครู้.  ฝ่ายพวกมฤคก็กล่าวว่า  ข้าพเจ้า
ทั้งหลายไม่รู้  พวกกระต่ายรู้.  เมื่อพวกกระต่ายถูกถาม  กระต่ายทั้ง
หลายจึงแสดงกระต่ายตัวนั้นว่า  กระต่ายตัวนี้พูด.  ลำดับนั้น  ราชสีห์
จึงถามกระต่ายตัวนั้นว่า  สหาย  ได้ยินว่าท่านเห็นอย่างนั้นหรือว่า
แผ่นดินถล่ม.  กระต่ายนั้นกล่าวว่า  จ้ะนาย  ข้าพเจ้าเห็น  ราชสีห์ถาม
ว่า  ท่านอยู่ที่ไหนจึงได้เห็น  ?  กระต่ายนั้นกล่าวว่า  ข้าพเจ้าอยู่ในดง
ตาลมีต้นมะตูมเจือปน  ณ  ที่ใกล้ทะเลด้านทิศตะวันตก  ด้วยว่า  ข้าพเจ้า
นอนอยู่ใต้ใบตาลในกอตาล  ใกล้โคนต้นมะตูม  ในดงตาลนั้น  คิดอยู่
ว่า  ถ้าแผ่นดินถล่ม  เราจักไปที่ไหน  ครั้นในขณะนั้นเอง  ข้าพเจ้า
ได้ยินเสียงแผ่นดินถล่ม  จึงได้หนีไป.  ราชสีห์คิดว่า  ผลมะตูมสุกบน
ใบตาลนั้น  ตกลงมาทำเสียงดังกึกก้องเป็นแน่  กระต่ายนี้ได้ยินเสียง
นั้นจึงทำความสำคัญให้เกิดขึ้นว่า  แผ่นดินถล่ม  จึงได้หนีไป  เราจัก
ตรวจดูให้รู้โดยถ่องแท้.  ราชสีห์นั้นจึงยึดเอากระต่ายนั้นไว้ปลอบโยน
หมู่สัตว์ให้เบาใจแล้วกล่าวว่า  เราจักรู้แผ่นดินตรงที่กระต่ายนี้เห็น
จะถล่มหรือไม่ถล่ม  โดยถ่องแท้แล้วจะกลับมา  พวกท่านจงอยู่ในที่นี้
จนกว่าเราจะมา  แล้วยกกระต่ายขึ้นบนหลังแล่นไปด้วยกำลังราชสีห์
วางกระต่ายลงที่ดงตาลแล้วกล่าวว่า  มาซิ  ท่านจงแสดงที่ที่ท่านเห็น.
กระต่ายกล่าวว่า  ข้าพเจ้าไม่อาจจ้ะนาย.  ราชสีห์กล่าวว่า  มาเถิด
ท่านอย่ากลัวเลย.  กระต่ายนั้นไม่อาจเข้าไปใกล้ต้นมะตูม  จึงยืนอยู่
ในที่ไม่ไกลแล้วกล่าวว่า  นาย  นี้เป็นที่ที่มีเสียงดังกึกก้อง  แล้วกล่าว
คาถาที่  ๑  ว่า  :-
  ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน  ข้าพเจ้าอยู่
 ในประเทศใด  ประเทศนั้นกระทำเสียงดัง
 กึกก้อง  ข้าพเจ้าไม่รู้จักเสียงกึกก้องนั้น  ว่า
 เสียงกึกก้องนั้นเป็นเสียงอะไร.
 บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ททฺธภายติ  แปลว่า  กระทำ
เสียงว่า  ทัทธภะ  คือดังกึกก้อง.  บทว่า  ภทฺทนฺเต  ความว่า  ขอความ
เจริญจงมีแก่ท่าน.  บทว่า  กิเมตํ  ความว่า  ในประเทศที่ข้าพเจ้าอยู่  มี
เสียงดังกึกก้อง  แม้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่า  เสียงกึกก้องนี้เป็นอะไร
หรือเพราะเหตุไร  จึงมีเสียงดังกึกก้อง  ข้าพเจ้าได้ยินแต่เสียงดัง
กึกก้องอย่างเดียว
 เมื่อกระต่ายกล่าวอย่างนี้แล้ว  ราชสีห์จึงไปยังโคนต้นมะตูม
เห็นที่ที่กระต่ายนอน  ณ  ภายใต้ใบตาล  และผลมะตูมสุกที่หล่นลง
เหนือใบตาล  รู้ว่าแผ่นดินไม่ถล่มโดยถ่องแท้แล้ว  จึงยกกระต่ายขึ้น
หลัง  ไปยังสำนักของหมู่มฤคโดยฉับพลัน  ด้วยกำลังเร็วแห่งราชสีห์
บอกความเป็นไปทั้งปวงแล้วกล่าวว่า  ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย  ทำหมู่
มฤคให้เบาใจแล้วปล่อยให้ไป.  ก็ถ้าในกาลนั้น  จะไม่พึงมีพระโพธิ-
สัตว์ไซร้  สัตว์ทั้งปวงก็จะวิ่งลงสู่ทะเลพากันพินาศไป  แต่เพราะอาศัย
พระโพธิสัตว์  สัตว์ทั้งปวงจึงได้ชีวิตเป็นอยู่แล.
 มีอภิสัมพุทธคาถา  ๓  คาถานี้ว่า  :-
  กระต่ายได้ยินมะตูมสุกหล่นเสียงดัง
 ครึนก็วิ่งหนีไป  หมู่เนื้อได้ฟังถ้อยคำของ
 กระต่ายแล้วพากันตกใจ  วิ่งหนีไปด้วย.
  คนเขลาเหล่านั้น  ยังไม่ทันถึงวิญญาณ-
 บท  คือทางแห่งวิญญาณความรู้แจ้ง  มักเชื่อ
 ตามเสียงผู้อื่น  ถือการเล่าลือเป็นสำคัญจึง
 เป็นผู้เชื่อต่อคนอื่น.
  ส่วนชนเหล่าใดสมบูรณ์ด้วยศีล  ยินดี
 ในความสงบระงับด้วยปัญญา  ชนเหล่านั้น
 นับว่าเป็นปราชญ์  งดเว้นความชั่วห่างไกล
 ย่อมไม่เชื่อต่อผู้อื่น.
 บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  เวลุวํ  ได้แก่  ผลมะตูมสุก.  บทว่า
ททฺธภํ  ได้แก่  กระทำเสียงอย่างนั้น.  บทว่า  สนฺตตฺตา  ได้แก่
สะดุ้งกลัว.  บทว่า  มิควาหินี  ได้แก่  หมู่เนื้อ  คือ  มฤคเสนานับได้
หลายพัน.  บทว่า  ปทวิญฺาณํ  ความว่า  ยังไม่บรรลุถึงวิญญาณบท
คือ  โกฏฐาสแห่งโสตวิญญาณ.  บทว่า  เต  โหนฺติ  ปรปตฺติยา  ความว่า
อันธพาลปุถุชนเหล่านั้นคล้อยตามเสียงคนอื่น  สำคัญการเล่าลือ  กล่าว
คือเสียงของคนอื่นนั้นเท่านั้นว่าเป็นสำคัญ  จึงเป็นผู้เชื่อต่อคนอื่น
เท่านั้น  เพราะยังไม่ถึงวิญญาณบท  ทางแห่งความรู้แจ้ง  คือเชื่อถ้อยคำ
ของผู้อื่นแล้วกระทำตามๆ  ไป.  บทว่า  สีเลน  ได้แก่  ผู้ประกอบ
ด้วยศีลอันมาโดยอริยมรรค.  บทว่า  ปญฺายุปสเม  รตา  ความว่า
ยินดีในความสงบ  ระงับกิเลสด้วยปัญญาอันมาด้วยมรรคเหมือนกัน.
ความอธิบายดังนี้ก็มีว่า  ประกอบแม้ด้วยปัญญา  เหมือนประกอบด้วยศีล
ยินดีในความสงบกิเลส.  บทว่า  อารกา วิรตา  ธีรา  ความว่า  เป็น
บัณฑิตงดเว้นห่างไกลจากการทำบาป  บทว่า  น  โหนฺติ  ความว่า  ชน
เหล่านั้น  คือ  เห็นปานนั้น  เป็นพระโสดาบัน  มีธรรมอันรู้แจ้งแล้วด้วย
มรรคญาณ  วาระเดียว  โดยความเป็นผู้งดเว้นจากบาป  และยินดีใน
การสงบกิเลส  ย่อมไม่เชื่อถือแม้ต่อผู้อื่นที่กล่าวอยู่.  เพราะเหตุไร  ?
เพราะประจักษ์ชัดต่อตนเอง.  ด้วยเหตุนั้น  พระศาสดาจึงตรัสว่า  :-
  นรชนใด  ไม่เชื่อคุณอันตนรู้แล้วด้วย
 ถ้อยคำของผู้อื่น  รู้จักพระนิพพานอันปัจจัย
 อะไรๆ  ปรุงแต่งไม่ได้แล้ว  และตัดที่ต่อคือ
 วัฏสงสารขาดแล้ว  กำจัดโอกาสคือภพได้
 แล้ว  มีความหวังอันคายแล้ว  นรชนนั้นแล
 ชื่อว่าเป็นอุดมบุรุษ  ดังนี้.
 พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว  จึงทรง
ประชุมชาดกว่า  ราชสีห์ในครั้งนั้น  คือเราตถาคต  ฉะนี้แล.
    จบ  อรรถกถาทัทธภายชาดกที่  ๒

 

 

Tags : พระจันทร์ กระต่าย พระไตรปิฎก

ความคิดเห็น

  1. 1
    เจริญศักดิ์ พรหมวันรัตน์

    ขอบคุณมากครับ การระลึกถึงพระคุณหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการไหว้ที่ถูกต้องครับ 



  2. 2
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 26/08/2012 15:14

    ^_^

  3. 3
    wirat
    wirat earth@hotmail.co.th 26/08/2012 08:34

    ผมเพิ่งรู้ว่ามีที่มาที่ไป..ขอบคุณคุณณัฐพบธรรมมาก ที่ทำให้ได้รู้เรื่องเกี่ยวข้องโลกและพระพุทธเจ้ามากขึ้น...ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ หากใครได้นำข้อคิดทางธรรมะ ไปปฏิบัติ...สาธุ...

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,614
เปิดเพจ1,976,814

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view