http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 4 หลุมพรางที่ 2

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 4 หลุมพรางที่ 2

ตอนที่ 4 หลุมพรางที่ 2(อย่าพึ่งตัดสินใดๆ ก่อนอ่านจบซีรีย์)

 

เรียนทุกท่าน

 

        หลังจากที่ผมได้เขียนบทความซีรีย์นี้ออกไป ก็ได้รับการตอบกลับมาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งในแนวเห็นด้วย รออ่านต่อ เฉยๆ และไม่เห็นด้วย ซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างกันไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

        อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมย้ำในหนังสือของผมก็คือ ผมอาจจะผิดก็ได้ ยังไม่ต้องเชื่อผม แต่พระพุทธเจ้าถูกต้องเสมอ ฉะนั้นในระหว่างที่อ่านบทความ ขอให้โฟกัสที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร ความคิดเห็นของผมถูกต้องหรือไม่(จะให้มั่นใจก็เช็คจากพระไตรปิฎกว่าพระองค์ตรัสอย่างไร)

        และอย่าลืมสิ่งที่ผมย้ำอีกอย่างว่า อย่าพึ่งตัดสินใดๆ ก่อนอ่านจบซีรีย์(แต่ร่วมแสดงความคิดเห็นก่อนจบซีรีย์ได้ครับ) มาต่อตอนที่ 4 กันเลยนะครับ

 

 

ความคิดดึงดูดหนี้จริงหรือ

สิ่งหนึ่งที่หนังสือเกี่ยวกับเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูดกล่าวถึงค่อนข้างมาก และบางทีดูเหมือนจะมากเกินไปก็คือ การเน้นย้ำว่าทุกอย่างล้วนเกิดจากความคิด การเน้นย้ำตรงนี้มากเกินไป อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งลืมมองสิ่งสำคัญไปนั่นก็คือ การปฏิบัติหรือการกระทำนั่นเอง

 

เช่น เรื่องใบทวงหนี้ ที่เมื่อใช้กฎแห่งแรงดึงดูดมาอธิบายก็จะบอกว่าคนที่มีใบทวงหนี้ ก็เพราะเราคาดหวังและคิดว่าจะเห็นมัน เราจึงได้รับมันเสมอ

แต่หากเรามองในมุมของพุทธศาสนาโดยใช้หลักอริยสัจ 4 มาประยุกต์ใช้(ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค-พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 698) เราก็จะพบว่าหนี้คือทุกข์ของเรา  ส่วนต้นเหตุแห่งความทุกข์(สมุทัย:ต้นเหตุของความทุกข์) ไม่ใช่เพราะเราคิดถึงหนี้ ใบทวงหนี้เลยมาถึงเรา แต่เป็นเพราะว่าเราไปสร้างหนี้มาต่างหาก การกระทำของเราทำให้เกิดหนี้ไม่ใช่ความคิดไปทำให้เกิดหนี้

การสื่อสารที่คลุมเครืออาจทำให้คนบางคนเข้าใจผิด แทนที่เขาจะแก้ที่การกระทำ เขาอาจเลือกที่จะแก้ที่ความคิดแทน คำถามคือปัญหาจะหายไปได้อย่างไรหากหนี้ไม่ได้รับการแก้ไข

 

หรือแม้แต่เรื่องการคิดถึงเรื่องหนี้ที่ท่วมท้น กฎแห่งแรงดึงดูดบอกว่านั่นคือสัญญาณที่เรากำลังส่งกระจายออกไปในเวิ้งจักรวาลว่า “เรากลุ้มใจเพราะมีหนี้ท่วมหัว” แล้วเราจะได้รับหนี้เพิ่มเพราะความคิดนั้น จึงขอให้หยุดการคิดถึงหนี้

 

มาดูมุมมองแบบชาวพุทธกันบ้าง ความจริงแล้วเราควรจะคิดถึงเรื่องหนี้บ้าง  เพื่อให้เรารู้ว่าต้นเหตุของหนี้นั้นมาจากอะไร (สมุทัย:ต้นเหตุของความทุกข์) เราจะได้พิจารณาว่า ทุกข์จากหนี้จะหมดไปได้อย่างไร(นิโรธ:เป้าหมายที่ต้องการ)

เพียงแต่เราต้องไม่คิดถึงหนี้มากเกินไป เพราะจะทำให้ยิ่งเครียดและหดหู่ยิ่งขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้เราคิดอะไรไม่ออกและจมปรักอยู่กับปัญหา หลังจากนั้นให้ใช้สติค่อยๆตรึกตรอง แล้วเราก็จะมองหาหนทางแก้ไขได้(นิโรธ)

เมื่อเราได้หนทางแก้ไขแล้ว เราก็ต้องใช้สติในการควบคุมตนเองให้พยายามทำตามหนทางที่จะช่วยแก้ไขเรื่องหนี้ของเราได้(มรรค:การกระทำที่ดับทุกข์)  เราก็จะสามารถทำสิ่งที่ควรทำได้มากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาก็จะน้อยลงเรื่อยๆนั่นเอง

 

รวยจนเพราะความคิดดึงดูดจริงหรือ

ตัวอย่างถัดมาที่หนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูดพูดถึง คือเรื่องของคนที่เคยรวยล้นฟ้าแล้วต้องสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ก็ยังสามารถสร้างฐานะเป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้อีกอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะเมื่อเขารวยแล้ว เขากลัวว่าจะสูญเสียทรัพย์เหล่านั้น เมื่อความกลัวนั้นเข้าครอบงำจิตใจ ความกลัวนั้นจะส่งผลให้พวกเขาสูญเสียทุกอย่างไปจริงๆ

แต่เมื่อสูญเสียทรัพย์ไปแล้ว ความกลัวก็หายไป เขาจะเริ่มคิดถึงความมั่งคั่งอีกครั้ง และความคิดถึงความมั่งคั่งก็ทำให้ทรัพย์นั้นกลับคืนมาในที่สุด(บอกตรงๆว่าผมรู้สึกว่าเป็นคำอธิบายที่น่าตลกที่สุดอันหนึ่ง)

 

ลองมองบนความเป็นจริงกันบ้าง เรากลับพบเห็นว่า คนที่สามารถสร้างตนเองจนร่ำรวยได้นั้น ต่างก็จะเริ่มมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ มากเสียจนไม่คิดว่าตนจะกลับไปจนอีก คนส่วนใหญ่ยิ่งรวยยิ่งอีโก้สูง ประเภทที่รวยแล้วกลัวว่าจะจนนั้นมีน้อยมาก แล้วคนที่ไม่กลัวว่าตนจะจนนี่แหละ จะใช้เงินแบบไม่ยั้งคิด ลงทุนแบบไม่มีสติ ทำให้ล้มละลายได้

ส่วนคนที่กลัวจนกลับใช้เงินอย่างมีสติ ซึ่งจะทำให้จนยากขึ้นไปอีก บางคนกลัวมากจนกลายเป็นตระหนี่ใช้เงินน้อยมากเงินเหลือเยอะมาก หามาตลอดชีวิตแต่แทบไม่ได้ใช้เลยเพราะกลัวจน

 

หันมาพิจารณาตามหลักการของกฎแห่งกรรมบ้าง สิ่งที่จะทำให้เขาร่ำรวยขึ้นได้ก็เกิดจากบุญเก่า(กรรมเก่าที่ได้ทำในชาตินี้หรือชาติก่อนๆ) รวมกับการกระทำ(กรรมปัจจุบัน)ของเขาเอง เขาต้องทำงานทำธุรกิจด้วยความขยัน มุ่งมั่น รับผิดชอบ ฯลฯ  ต้องทำหลายอย่างกว่าจะมีวันนี้ได้ ความคิดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เขารวยขึ้นได้

และสิ่งที่จะทำให้เขารวยมากขึ้น เท่าเดิม หรือจนลง ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขากลัวหรือไม่กลัว แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำ(กรรมปัจจุบัน)ของเขาต่างหาก ขึ้นอยู่กับว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร จะทำให้เงินงอกเงย หรือหาวิธีเก็บรักษาอย่างเหมาะสม และใช้จ่ายในเรื่องที่เหมาะสม หรือทำในทางตรงกันข้าม ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นไปตามการกระทำ(กรรมปัจจุบัน)ไม่ใช่ความคิด

 

        การผูกติดว่าทุกอย่างเกิดจากความคิด จึงเป็นวิธีคิดที่สุดโต่งเกินไป จนทำให้คนที่คิดแบบนี้ละเลยการกระทำที่เหมาะสมที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้(สิ่งควรทำ) แทนที่จะบรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น ก็อาจจะหลงทางจนไปถึงช้าลง หรือหากมัวแต่คิด คิด แล้วก็คิดแต่ไม่ได้ลงมือทำสักที ก็อาจไปไม่ถึงเป้าหมายเลยก็เป็นไปได้

 

ความคิดกลายเป็นจริง จริงหรือ    

เรื่องถัดมาก็คือเรื่องที่บอกว่า ไม่มีอะไรกลายมาเป็นประสบการณ์ชีวิตของเราได้ ถ้าเราไม่เรียกหาสิ่งนั้นด้วยการคิดถึงมันไม่เว้นวาย หรือสรุปได้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา(ไม่ว่าดีหรือร้าย)ก็เพราะเราคิดถึงสิ่งนั้น

หากเราไปศึกษาอัตชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ เราจะพบว่าชีวิตบางคนนั้นเป็นไปตามที่กฎแห่งแรงดึงดูดได้อธิบายเอาไว้จริง นั่นคือคนเหล่านี้ความคิดของเขาได้กลายเป็นจริง โดยคนเหล่านี้ได้มีการตั้งเป้าหมาย มีการนึกถึงเป้าหมายอยู่เสมอ แล้ววันหนึ่งเขาก็สามารถไปถึงเป้าหมายที่ตนต้องการได้

 แต่เราก็จะพบว่าบางคนแม้จะประสบความสำเร็จ แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ไม่เคยคิดว่าตนจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ไม่เคยมีเป้าหมายสูงขนาดนี้หรือไม่เคยฝันถึงวันนี้เลย

 

เช่น โรเจอร์เฟดเดอร์ นักเทนนิสชื่อดังของโลก ซึ่งได้แชมป์แกรนด์แสลมมากที่สุดในโลก ได้กล่าวเอาไว้ในตอนที่ทำสถิติจนเป็นตำนานว่า “การได้แชมป์ถึง 15 แกรนด์สแลม คงไม่ใช่สิ่งที่คุณฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็ก” ซึ่งหมายความว่า เขาไม่ได้มีเป้าหมายที่จะยิ่งใหญ่แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

สรพงศ์ ชาตรี ดารานักแสดงชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากเป็นนักแสดง เขาบอกว่าเขาต้องการมาดูการถ่ายทำหนังเท่านั้น แต่สุดท้ายเขาก็ได้เป็นพระเอกหนังชื่อดังโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน

 

ตัวผมเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง การที่สามารถเขียนหนังสือจนเป็นที่รู้จักนั้น เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ในตอนเริ่มต้น ผมมีคนรู้จักที่อยู่ในวงการหนังสือและวงการศาสนา คนหนึ่งบอกว่านักเขียนหน้าใหม่พิมพ์ครั้งแรกคง 1 พันเล่ม อย่างเก่งก็ 3 พันเล่ม ส่วนเพื่อนอีกคนบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่สำนักพิมพ์นี้จะยอมตีพิมพ์ให้ ตอนนั้นผมเลยคิดว่า ขอแค่ให้ได้พิมพ์ก็พอ ผมคิดว่าหากสำนักพิมพ์ไม่สนใจ ผมก็จะตีพิมพ์เอง(เพราะอยากให้คนรอบตัวได้อ่าน) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมหลังจากนั้นนั้น อธิบายได้เพียงว่า เกินกว่าความคาดหมาย

 

แม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันบางอย่างก็เกิดจากความผิดพลาด ไม่ได้เกิดจากจินตนาการที่คิดเอาไว้ตั้งแต่แรก เช่น กาวยู้ฮู หรือ กระดาษโพสต์อิท ก็ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะทำออกมาแบบนี้ แถมยังเป็นการทดลองที่ผิดพลาดไม่ได้ผลอย่างที่ตั้งใจ แต่บังเอิญผลิตภัณฑ์ที่ทำผิดพลาด สามารถใช้งานอีกแบบได้ จึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

 

ฉะนั้นแนวคิดที่ว่า ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา(ไม่ว่าดีหรือร้าย) ล้วนแต่เกิดจากการที่เราคิดถึงมันไม่เว้นวาย จึงเป็นแนวความคิดที่สุดโต่งมากเกินไป เพราะจริงๆแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มีทั้งแบบที่เราคาดหวัง ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และมีทั้งแบบที่เราไม่ได้คาดหวังเอาไว้ด้วยเช่นกัน หรือคุณว่าไม่จริง

 

กฎแห่งความคิด(แรงดึงดูด) VS กฎแห่งการลงมือทำ

        จากเนื้อหาที่ผ่าน คงทำให้เราพอจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ความคิดกับการกระทำอะไรสำคัญกว่ากัน       อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่ยังค้างคาใจผม เกี่ยวกับเรื่องความคิดหรือความคาดหวัง นั่นคือ หากเราต้องการได้บางสิ่งบางอย่าง เราจำเป็นต้องคาดหวัง(คิด,เชื่อมั่น)ว่าเราจะได้สิ่งนั้นด้วยหรือไม่ เราถึงจะได้สิ่งนั้น(ต้องคิดถึงจะได้) หรือในความเป็นจริงแล้วเป็นในทางตรงกันข้ามก็คือ ยิ่งคาดหวัง(คิด) เราก็จะยิ่งไม่ได้ เหมือนกับที่เคยได้ยินว่ายิ่งอยากยิ่งไม่ได้

 

        วันหนึ่งผมได้อ่านเรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูด แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของความคิด ความเชื่อและความคาดหวัง เมื่อได้อ่านเนื้อหาในส่วนนี้ผมก็ถึงบางอ้อทันที

ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 405-419 ได้มีคนถามพระพุทธเจ้าว่า หากเราต้องการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เราต้องคิดแบบไหน ต้องคาดหวังว่าจะได้ หรือต้องไม่คาดหวังว่าจะได้ หรือต้องทั้งไม่คาดหวังและคาดหวังไปพร้อมกัน หรือต้องคิดยังไงกันแน่

พระพุทธเจ้าตรัสว่า หากเราไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ(มรรค8) ไม่ว่าเราจะคิดยังไงเราก็ไม่สามารถบรรลุอรหันต์ได้

หากเราทำในสิ่งที่ควรทำ(มรรค8) ไม่ว่าเราจะคิดยังไงเราก็สามารถบรรลุอรหันต์ได้

 

หมายเหตุ : มรรค 8 หมายถึง สัมมาทิฐิ(มีความเห็นที่ถูกต้องตามกฎธรรมชาติที่เป็นจริง) สัมมาสังกัปปะ (มีความคิดที่ดีไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น) สัมมาวาจา(ไม่พูดโกหก ไม่พูดให้ผู้อื่นโกรธ ไม่พูดเรื่องไม่มีหลักฐาน ไม่พูดให้คนทะเลาะกัน) สัมมากัมมันตะ(มีการกระทำที่เหมาะสม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ผิดลูกเมียผู้อื่น) สัมมาอาชีวะ(ไม่ประกอบอาชีพที่มีการทำบาป) สัมมาวายามะ(มีความเพียรพยายามในการทำดี) สัมมาสติ(มีความระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ) สัมมาสมาธิ(มีความตั้งมั่นตั้งใจในด้านดี) –พระไตรปิฎกเล่มที่ 35 ข้อ 176)

 

        พระองค์ได้เปรียบเทียบว่า การต้องการบรรลุอรหันต์เหมือนการที่เราต้องการนมวัว การกระทำที่ถูกต้องเท่านั้นถึงจะทำให้เราได้นมวัวอย่างที่เราต้องการ นั่นคือเราจะต้องรีดที่นมวัวเท่านั้น แต่หากเราไปรีดที่อื่นเราก็จะไม่ได้นมวัว

หากเราไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ โดยไปรีดนมที่เขาวัว ไม่ว่าเราจะคาดหวัง ไม่คาดหวัง หรือคิดยังไงก็ตาม เราก็จะไม่ได้นมวัว

หากเราทำในสิ่งที่ควรทำ โดยไปรีดนมที่นมวัว ไม่ว่าเราจะคาดหวัง ไม่คาดหวัง หรือคิดยังไงก็ตาม เราก็จะได้นมวัว นั่นคือ

       

สรุปว่า เราจะคิดจะรู้สึกจะเชื่ออย่างไรก็ได้ ขอเพียงเราทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม เราก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ ผมว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นตรงไปตรงมา เห็นภาพและชัดเจนมากนะครับ หากยังไม่ชัดเจนลองจินตนาการในเรื่องที่ใกล้ตัวเราเข้ามาอีกนิดแล้วเราจะเข้าใจมากขึ้น

 

หากเราอยากร่ำรวย ทางเลือกแรกคือเชื่อมั่นและคาดหวัง(คิดและรู้สึก) ว่าเราสามารถประสบความสำเร็จได้ เฝ้านึกถึงความสำเร็จตลอดเวลา แต่ทำงานประจำเงินเดือนไม่ถึงหมื่น ใช้เงินทุกเดือนไม่เหลือเก็บ แต่ก็ไม่หางานใหม่หรือไม่พยายามเก็บเงิน

ทางเลือกที่สองก็คือ ไม่เชื่อมั่นและไม่คาดหวังว่าเราจะสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่สิ่งที่ทำก็คือ แม้ทำงานได้เงินเดือนไม่ถึงหมื่นแต่ใช้จ่ายอย่างประหยัด มีเงินเก็บทุกเดือน ในขณะเดียวกันก็พยายามหางานใหม่ที่เงินเดือนดีขึ้นหรือหาลู่ทางที่จะทำธุรกิจส่วนตัว

คุณคิดว่าทางเลือกไหนจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่ากันครับ

 

หากเราอยากมีครอบครัวที่มีความสุข ทางเลือกแรกก็คือ เชื่อมั่นและคาดหวัง((คิดและรู้สึก)ว่าเราจะมีครอบครัวแบบนั้น เฝ้านึกถึงครอบครัวที่จะเป็นแบบนั้นตลอดเวลา แต่เราไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของคนในบ้าน ทำงานมากจนไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ดุด่าลูกโดยไม่ฟังเหตุผล

ทางเลือกที่สองก็คือ ไม่เชื่อมั่นและไม่คาดหวังว่าเราจะมีครอบครัวแบบนั้น แต่สิ่งที่เราทำก็คือ เรารับฟังความคิดเห็นของคนในบ้าน ทำงานพอเหมาะให้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ฟังเหตุผลลูกก่อนจะดุด่า

คุณคิดว่าทางเลือกไหนจะมีโอกาสได้ครอบครัวที่มีความสุขมากกว่ากันครับ

 

แม้ว่าในความเป็นจริงคงไม่มีใครที่ทำตัวสุดขั้วแบบที่ยกตัวอย่าง เพราะบางคนอาจจะคาดหวังไปด้วยและทำสิ่งที่ควรทำด้วย  แต่การยกตัวอย่างสุดขั้วก็ทำให้เราเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนว่าระหว่างความคาดหวัง(ความคิด,ความเชื่อ)กับการกระทำ สิ่งไหนสำคัญกว่ากัน

 

จากตัวอย่างที่ยกมาทั้งหมดคงพอทำให้เราสรุปได้ว่า ความคิดเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เราได้สิ่งที่เราต้องการได้ ไม่ว่าเราจะคิดในทางที่ดีแค่ไหน เชื่อมั่นแค่ไหนว่าได้รับแน่นอน หรือรู้สึกอย่างไรก็ตาม แต่หากไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อให้ตนบรรลุเป้าหมาย เราก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อยู่ดี

 

       

กฎแห่งมิจฉาทิฐิ

        สิ่งที่น่าตกใจในฐานะชาวพุทธและในฐานะมนุษย์ก็คือ แม้ว่าเนื้อหาหลายๆส่วนของหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูดจะสอดคล้องกับพระไตรปิฎกและเกื้อหนุนพุทธศาสนาเป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อหาบางส่วนถือได้ว่าอยู่บนเส้นขนานกับพุทธศาสนาเลยทีเดียว เช่น แนวคิดเรื่องความคิดลิขิตให้ชีวิตเราเป็นไป หรือจักรวาลเป็นผู้มอบสิ่งต่างๆให้เรา แนวความคิดเหล่านี้ขัดแย้งกับเรื่องของกฎแห่งการกระทำ(กฎแห่งกรรม) และขัดแย้งกับเรื่องของบุญและบาป

 

        เพราะหากกฎแห่งแรงดึงดูดเป็นจริง แล้วคนบาปนำกฎนี้ไปใช้ ก็จะสามารถได้ทุกอย่างที่เขาต้องการได้ แม้ว่าเขาจะทำบาปมากแค่ไหน เพียงแค่คิดในสิ่งที่เขาต้องการ หรืออ้อนวอนจากจักรวาล ชีวิตของเขาก็จะได้รับสิ่งดีๆที่ปรารถนา ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น(และถ้าเป็นจริงอย่างนั้นก็น่ากลัวมากๆ)

ฉะนั้นเนื้อหาหลายๆส่วนของหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูด จึงถือได้ว่าเป็นความเชื่อที่ผิด และหากเราเชื่อตามแนวทางนี้ ก็อาจถือได้ว่าเรามีความเห็นผิดได้(มิจฉาทิฐิ-พระไตรปิฎกเล่มที่ 12 ข้อ 484)

หมายเหตุ : มิจฉาทิฐิหมายถึง… เป็นผู้มีความเห็นผิด คือ มีความเห็นว่า ผลแห่งทานไม่มี ผลแห่งการบูชา

ไม่มี ผลแห่งการเซ่นสรวงไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ไม่มีอยู่ในโลก-พระไตรปิฎกเล่มที่ 12 ข้อ 483

 

ผลที่ตามมาก็คือ ความเชื่อเรื่องจักรวาล(เทพ,พระเจ้า)เป็นผู้มอบสิ่งต่างๆให้ จะทำให้คนที่เชื่อแนวคิดนี้ ฝากชีวิตตนเองเอาไว้ในมือของจักรวาลแทนที่จะรับผิดชอบตนเอง ซึ่งหากความจริงไม่มีจักรวาลที่คอยมอบให้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าชีวิตของคนที่เชื่อแบบนี้จะเป็นอย่างไร

ความเชื่อว่าความคิดกำหนดชีวิตเรา ก็ทำให้บางคนที่เชื่อแนวคิดนี้ มุ่งแก้ไขที่ความคิดมากกว่าแก้ไขที่การกระทำของตนเอง(เอาแต่คิดแต่ไม่ทำอะไรให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง)

 

ในด้านของกฎแห่งกรรม ผลที่ตามมาจากความเข้าใจผิดแบบนี้ ส่งผลให้เมื่อเราต้องการบางสิ่งบางอย่าง แทนที่เราจะโฟกัสที่การกระทำที่ถูกต้องและควรทำ เรากลับโฟกัสที่วิธีคิดเพื่อดึงดูดความสำเร็จ โดยมองข้ามเรื่องของบุญบาปและเรื่องศีลธรรม ซึ่งการกระทำแบบนี้กลับเป็นการสร้างอนาคตที่มีแต่ความหายนะ

เช่น เราต้องการร่ำรวย แทนที่เราจะโฟกัสที่การทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ไม่คดโกง และให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ เรากลับไปโฟกัสที่เป้าหมายความสำเร็จว่าจะขายได้เท่าไหร่ จนมองข้ามความรับผิดชอบที่ควรมีต่อลูกค้าและสังคม โกหกบ้างหลอกลวงบ้าง นั่นคือแทนที่จะทำในสิ่งดี เป็นคนดี เพื่อให้สำเร็จ แต่กลับคิดบวกในด้านความสำเร็จ แล้วยึดมั่นแต่ความสำเร็จที่ต้องการ โดยไม่สนสิ่งใดนอกจากเป้าหมาย ทำให้ต้องทำบาป  ซึ่งการทำแบบนี้ ก็จะนำพาหายนะมาสู่ธุรกิจและชีวิตของคนที่ทำภายใต้กฎแห่งกรรม

 

ในขณะที่คนอีกกลุ่มก็เชื่อมั่นในกฎแห่งแรงดึงดูดว่า ความคิดของตนจะนำพาสิ่งดีๆมาให้ แล้วก็เอาแต่คิดไม่ได้ลงมือทำให้มากพอ เขาก็จะนั่งรอความสำเร็จที่ความคิดจะนำพามาให้เขา โดยที่ไม่ต้องทำอะไรมาก

เช่น นาย ก. เป็นใจร้อน ไม่มีเหตุผล แล้วคาดหวังสัมพันธภาพที่ดี แต่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง(คิดอย่างเดียว) นาย ข. อยากเป็นคงเก่ง แต่ไม่พัฒนาจุดด้อยของตน แล้วคิดเพ้อฝันว่าจะเก่ง นาย ค. คาดหวังว่าจะร่ำรวย แต่ก็ยังใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ความเข้าใจผิดเหล่านี้ทำให้คนส่วนหนึ่ง ไม่ได้มองชีวิตของตนเอง บนพื้นฐานของความเป็นจริง ว่าสถานการณ์ของตนเองเป็นอย่างไร และจะต้องทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้น

ความเข้าใจที่ผิดนี้ ทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า ชีวิตที่ผิดพลาดล้มเหลวของตนนั้น เกิดขึ้นจากอะไร(ทั้งๆที่เกิดจากตัวเอง) แล้วก็โทษคนนั้นคนนี้ โทษสังคม โทษกฎหมาย โทษนักการเมือง โทษพ่อแม่ ฯลฯ

ความเข้าใจผิดเหล่านี้จะทำให้ความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรมของคนที่เชื่อกฎแห่งแรงดึงดูด อยู่ห่างไกลไปเรื่อยๆ ในขณะที่เจ้าตัวก็คิดว่าตนเข้าใจถูกต้องแล้ว น่ากลัวไหมครับนี่แหละครับสิ่งที่เรียกว่า “อวิชชา”

 

ส่วนใครที่เชื่อมั่นและพยายามเผยแพร่ความเชื่อที่ขัดแย้งกับกฎแห่งกรรมนี้ ผลของบาปนี้ก็จะทำให้ต้องวนเวียนหลงไปเชื่อแนวคิดผิดๆ(เพราะไปทำให้คนอื่นเชื่อเรื่องผิดๆ) อาจทำให้เข้าสู่นิพพานได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น และหากเชื่อมั่นมากและพยายามเผยแพร่ให้มีคนเชื่ออย่างมากมายมหาศาล ผลกรรมนี้ก็อาจจะทำให้มีโอกาสได้ไปโลกันตรนรก ซึ่งเป็นนรกที่อยู่ไกลแสนไกล มีแต่ความมืดมิดและหนาวเหน็บ ปวดแสบสวดร้อน ทรมาน หิวโหย เป็นเวลานานแสนนาน

 

 อาจจะจบแบบร้อนแรงไปนิด แต่อย่างที่บอกไปว่า
อย่าพึ่งตัดสินอะไรทั้งสิ้น โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

 

ด้วยความนับถือ

ณัฐพบธรรม

www.Nutpobtum.com

ผู้เขียนหนังสือ "ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว"

และผู้เขียนหนังสือ "ได้... ถ้าใจถึง"

 

ธรรมะ,สังฆทาน,สังฆทานที่ถูกต้อง,กฎแห่งกรรม,กฏแห่งกรรม,บุญ,บาป,บุญบาป,นรก,สวรรค์,ทำทาน,รักษาศีล,เจริญภาวนา,นั่งสมาธิ,เจริญสติ,ธรรมทาน,ณัฐพบธรรม

ความคิดเห็น

  1. 1
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม Email 18/01/2015 11:10

    เรียนคุณเชื่อสิ


    ผมไม่ได้ต่อต้านว่า เป็นของฝรั่งหรือเป็นของใคร


    และผมก็ไม่ได้เลือกเสพ เลือกใช้ เพราะเป็นของฝรั่งหรือไม่ใช่ของฝรั่ง


    ผมเลือกใช้เลือกเชื่อ ตามหลักของเหตุและผลครับ


     


    อะไรดี มีประโยชน์ ไม่ว่าจะมาจากคนชาติไหน ศาสนาใด


    ผมก็เอามาใช้


    อะรไม่ดี ไม่มีประโยชน์ เกิดโทษ ไม่ว่าาจะมาจากคนชาติไหน ศาสนาใด


    ผมก็ไม่เอามาใช้ ครับ


     


    ส่วนที่คุณคุณเชื่อสิ บอกว่า บุคคลมีชื่อเสียงต่างๆ ประสบความสำเร็จเพราะกฎแห่งแรงดึงดูด


    แล้วอยากจะทำตาม ตรงนั้นก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ครับ


    ผมไม่มีสิทธิจะไปบังคับครับ

  2. 2
    เชื่อสิ
    เชื่อสิ asdf@hotmail.com 16/01/2015 08:31

    คุณ ณัฐ แล้วไม่ทราบว่าคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้อยู่มันเป็นเทคโนโลยีของใคร


    ผมเชื่่อทั้งพระพุทธเจ้าและเชื่อพวกฝรั่ง ไม่ใช่เพราะความคิดของคนพวกนี้หรือที่ทำให้ชีวิตคนสะดวกสบายขนาดนี้


    สิ่งประดิษฐ์ที่สลับซ้อน เช่นคอมพิวเตอร์ เครื่องบิน จรวด ดาวเทียม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่คนพวกนี้คิดทั้งสิ้น


    จากเรื่อง THE SECRET ผมเห็นถึงความน่าเชื่อถือโดยการที่นำเอาบุคคลมีชื่อเสียงต่างๆเช่น นักควอนตัมฟิสิกส์ และอื่นๆ มาพูดมาอธิบาย เกียวกับเรื่องนี้ และที่สำคัญในอเมริกาและยุโรปผู้คนตื่นตัวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ถ้าคนเหล่านี้เชื่อในกฏแรงดึงดูด ผมก็เป็นคนหนึ่งที่จะเชื่ออย่างแน่นอน เพราะผมคิดว่าคนเหล่านี้มีความคิด มีวิจารณญาณที่ฉลาด หลักแหลม พอจะรู้ว่าอะไรควรเชื่อ อะไรไม่ควรเชื่อ ถ้าไม่อย่างนั้นประเทศของคนพวกนี้จะเจริญขนาดนั้นหรือ ผมว่าถ้าคุณณัฐ ไม่เชื่อ กฏแรงดึงดูด (ซึ่งพวกฝรั่งที่มีอารยธรรมสูงกว่าเชื่อ) คุณก็อย่าใช้เทคโนโลยีของฝรั่ง หรือที่มีต้นแบบจากฝรั่งเลย เช่นรถยนต์ ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และอื่นๆอีกรอบตัวคุณ




  3. 3
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม Email 09/12/2014 10:46

    คุณ คคิดวิเคราะห์แยะแยะ  เชื่อฝรั่งก็สามารถเชื่อต่อไปได้ครับ


    ส่วนผมเชื่อพระพุทธเจ้า และจะเชื่อต่อไปครับ

  4. 4
    คคิดวิเคราะห์แยะแยะ

    ผมว่าคุณเขียนหนังสือในเชิงหักล้างหนังสือ the secret เลยจะดีกว่ามั้ย ผู้แต่งหนังสือ the secret เค้าแต่งหนังสือขึ้นมา และโด่งดังมากจนมียอดขายเยอะมากๆ คนระดับปัญญาชนจากชาติใหญ่อย่างอเมริกาหรือตะวันตกและทั่วโลก ต่างสนใจเป็นจำนวนมาก ส่วนตัวผมชอบแนวคิดจากพวกฝรั่ง เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะผมเห็นผลิตผล ที่เกิดจากความคิดของคนพวกนี้นี่แหละ ที่ทำให้โลกทันสมัย สร้างอุปกรณ์ล้ำสมัยต่างๆนานา ผมคิดว่าพวกปัญญาชนในประเทศเหล่านี้มีมันสมองและความคิดที่ดีพอที่จะแยกแยะว่าอะไรน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด


    ผมเห็นพวกที่มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ไม่เห็นมันทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้สักที เห็นคนอื่นเค้าทำอะไรมา ก็มัวแต่จ้องจับผิด ผมละเครียดกับพวกแบบนี้จริงๆ



  5. 5
    สุรชัย
    สุรชัย 13/11/2013 09:23

    เจ้าของกระทู้ อาจจะใช้เวลาอ่านมากเกินไปกับความรู้ที่เห็นด้วยตานอก ลองนั่งหลับตาแล้วตั้งสติให้มั่นอาจมองเห็นด้วยตาในแล้วสิ่งที่ยังไม่รู้ สิ่งที่ยังไม่เห็น ยังมีอีกมากมายครับ คุณทำดีแล้วครับจงทำต่อไป อย่าหยุดมัน

  6. 6
    ศิรวัฒน์
    ศิรวัฒน์ suratin2508@hotmail.com 17/05/2013 05:58

    ถ้ายังไม่เปิดใจ เข้าใจยากครับ บริหารจิตมีหลายแบบตามความถนัดของแต่ละคน การดึงดูดมีทั้งดีและไม่ดี  ผมชอบทุกแนว แล้วเลือกที่เหมาะกับเรา ถ้าทำให้เราจัดการชีวิตให้ดีขึ้น  ลดน้ำลงครึ่งแก้วแล้วอ่านใหม่ เคยมีคนสองคนผมพบต่างเวลากันเขาคนละศาสนา ต่างคนต่างเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมทั้งคู่ ต่างคนก็ว่า สิ่งที่ตนนับถือนั้นดีที่สุด จะขอนับถือจนวันตาย ถ้าเป็นอย่างอื่นก็จะมีข้อติติง สารพัด ผมเลยรู้สึกว่าคน ส่วนใหญ่มีความลำเอียงสูงในตัวอยู่แล้ว เชื่อในสิ่งที่ตัวเองประทับใจชอบ   ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือรับมาลองใช้ดู 


    ผมก็เชื่อในสิ่งที่ผมนับถือมานาน ตั้งแต่เกิด แต่หลายๆอย่างเราไม่เข้าใจ  มันเป็นชีวิตที่ต้องผ่านประสบการณ์ ผมจึงไม่ปิดตัวเองอะไรทำให้เราดีขึ้นเอามาลองทำดู เราจึงเข้าใจ บางอย่างเราต้องเปิดใจ เพื่อเป็นความรู้เพื่อปรับปรุง ชีวิต ของเรา  ... ไม่มีใครรุ้อะไรทั้งหมด ไปโรงเรียน ยังต้องเรียนก็ต้องเรียนหลายวิชา กว่าจะจบ แต่ใช้จริงๆไม่เท่าไร (ก็แค่ใบไม้ในกำมือ)


    กฎแห่งการดึงดูด ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้บริหารจิตที่ดีวิธีหนึ่งทีเดียวครับ ถ้าให้ดี ต้องนั่งสมาธิเพื่อควบคุมและให้เกิดความสม่ำเสมอ และเป็นอัตโนมัติ สวด ภาวนาในสิ่งที่เรานับถือจะได้ผมดีขึ้น ถ้าร่างกายดียิ่งเยี่ยมเลย 


  7. 7
    26/09/2012 21:52

    ติตถายตนะ ๓ เป็นไฉน
                 สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็น
    อย่างนี้ว่า คนเรานี้ย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง อย่างใด
    อย่างหนึ่ง ย่อมได้เสวยสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหมดนั้น เพราะได้ทำเหตุไว้
    ในปางก่อน (กรรมในชาติปางก่อน)

                 สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็น
    อย่างนี้ว่า คนเรานี้ย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง อย่างใด
    อย่างหนึ่ง ย่อมได้เสวยสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหมดนั้น เพราะเหตุคือมีผู้
    เป็นใหญ่สร้างให้
                 สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็น
    อย่างนี้ว่า คนเรานี้ย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง อย่างใด
    อย่างหนึ่ง ย่อมได้เสวยสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหมดนั้น โดยไม่มีเหตุไม่มี
    ปัจจัย
                 เหล่านี้เรียกว่า ติตถายตนะ ๓


    http://palungjit.com/tripitaka/default.php?cat=3400274


    http://palungjit.com/tripitaka/default.php?cat=3400276

  8. 8
    Nop
    Nop jupp_07@hotmail.com 02/09/2012 00:45

    ครั้งแรกที่ผมได้อ่านกฏแห่งแรงดึงดูด ผมมีอคติและไม่เปิดใจ ทำให้ผมอ่านไม่จบครับ...แต่หลังจากอ่านอย่างละเอียดและตีความแล้ว จะเหมือนที่คุณTuckyได้กล่าวไว้ครับ   

  9. 9
    Tucky
    Tucky rthawit@hotmail.com 14/08/2012 13:36

    ใช่ครับ กฏแห่งแรงดึงดูดเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างจินตภาพเสมือนจริงให้คนๆนั้นใฝ่หาวิธีที่จะเข้าใกล้หรือได้รับสิ่งที่ตั้งหวังไว้ คิดอย่างเดียว ไม่ทำ ก้อไม่ได้ครับ ถ้าอ่านอย่างละเอียดและตีความไปด้วย จะเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ

  10. 10
    บอย
    บอย boykung42@hotmail.com 29/10/2011 09:51

    ขอบคุณสำหรับแง่คิดดีๆครับ

  11. 11
    Nutpobtum
    Nutpobtum 09/10/2011 13:43
    ส่วนคุณ ko หากมั่นใจในกฎแห่งแรงดึงดูด
    ก็รบกวนช่วยตอบคำถามที่ผมมีให้ด้วยนะครับ
    เพราะหากกฎแห่งแรงดึงดูดสุดยอดอย่างที่คนเข้าใจจริงๆ
    จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้ครับ
  12. 12
    Nutpobtum
    Nutpobtum 09/10/2011 13:32
    ใช่ครับ ที่คุณสุรเดชวิเคราะห์นั้นตรงกับที่ผมคิดเลยครับ ที่บอกว่า

    ผมจึงคิดว่า"กฎแห่งแรงดึงดูด"คงถูกใช้ทั้งได้ผลและไม่ได้ผล ที่ได้ผลก็เพราะต้องมีปัจจัยอื่นที่ถูกเหตุมาประกอบอีก ส่วนที่ไม่ได้ผลก็เพราะกฎแห่งแรงดึงดูดไม่สมบูรณ์ในตัวเองมีจุดบกพร่อง

    สรุปว่า กฎแห่งแรงดึงดูด ไม่ใช่ผิดไปทั้งหมด แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด
  13. 13
    สุรเดช
    สุรเดช Direct_to_me@hotmail.com 07/10/2011 17:22
    ผมชอบช่วงที่ใช้อริยสัจมาวิเคราะห์เรื่องหนี้ครับ มันสมเหตุผลกว่าแนวคิดเรื่องกฏแรงดึงดูดและคุณณัฐวิเคราะห์ได้ดีทีเดียวครับ
    ผมเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาบ้าง ถ้าในเชิงของการสร้างแรงบันดาลใจ ผมว่าหนังสือ \"กฎแห่งแรงดึงดูด\"ทำได้ดีทีเดียว แต่ในเชิงเหตุผลของกระบวนการที่จะได้รับ ค่อนข้างคลุมเครือและมีจุดอ่อน ซึ่งจุดอ่อนบางอย่างก็เห็นตัวอย่างตามบทความครับ
    ผมจึงคิดว่า\"กฎแห่งแรงดึงดูด\"คงถูกใช้ทั้งได้ผลและไม่ได้ผล ที่ได้ผลก็เพราะต้องมีปัจจัยอื่นที่ถูกเหตุมาประกอบอีก ส่วนที่ไม่ได้ผลก็เพราะกฎแห่งแรงดึงดูดไม่สมบูรณ์ในตัวเองมีจุดบกพร่องตามที่คุณณัฐได้วิเคราะห์ในบทความครับ
  14. 14
    ko
    ko 12/07/2011 14:43

    ถึงเจ้าของ บทความ
    ผมว่าคุณอ่านกฏแห่งแรงดึงดูดแล้วไม่เข้าใจมากกว่าครับ   เพราะบทสรุปอันยิ่งใหญ่ คือ การสร้างพลัง สร้างแรงบันดาลใจ อันมหาศาล ทีจะขับเคลือนไปหรือทำ ในสิ่งที่ยิ่งใหญ๋ทีต้องการ  ผมคงไม่อธิบายให้มากกว่านี้ ให้กลับไปอ่านใหม่

  15. 15
    nooksys
    nooksys nook_sys@hotmail.com 22/06/2011 17:17
    ผมว่า กฏแห่งแรงดึงดูด อาจจะเป็นจริงก็ได้นะครับ  ในความคิดผมนะ มานน่าจะสอดคล้องกับกฏแห่งกรรม ถ้าคุณตั้งมั่นแน่วแน่ในความคิด ก่อน มันอาจจะนำมาซึ่งการกระทำ แต่ยังไงก็ต้องลงมือทำ  และ บางครั้งกรรมชั่วที่คุณทำมันอาจจะตัวบดบังความคิดของคุณ ขัดขวางไม่ให้จิตใจคุณสงบได้ ไม่ให้คุณสามารถมีจิตใจที่ตั้งมั่น ไม่สามารถมีสมาธิที่แน่วแน่ได้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ากฏแห่งการดึงดูดจะเป็นความจริง แต่ถ้าคุณทำความชั่ว คุณก็ไม่สามารถนำกฏนี้มาใช้ให้ได้ผลดีได้หรอก
  16. 16
    ศรี
    ศรี sri_the_creater@hotmail.com 02/06/2011 22:04
    เรื่องความกลัวจนแล้วจะจนจริง ๆ นั้น
    ต้องแยกแยะระหว่าง "ความไม่ประมาท" , "ความเข็ด" กับ "ความกลัว" ออกจากกัน มันคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันนะ

    ความไม่ประมาท กับความเข็ด ทำให้มีสติ

    แต่ความกลัว ทำให้ขาดสติ ทำให้เชื่อว่าสิ่งที่กลัวจะเกิดขึ้นจริง มันก็เลยเจอกับสิ่งที่กลัวจริง ๆ ไงล่ะ
  17. 17
    กฤตยาพันธ์ทองสูงเนิน
    กฤตยาพันธ์ทองสูงเนิน apinyawarm@gmail.com 06/08/2010 09:20
    ขอบคุณครับ ที่เขียนมาให้แง่คิด

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,641
เปิดเพจ1,976,841

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view