http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 1 เหล้าเก่าในขวดใหม่

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 1 เหล้าเก่าในขวดใหม่

 ตอนที่ 1 เหล้าเก่าในขวดใหม่(อย่าพึ่งตัดสินใดๆ ก่อนอ่านจบซีรีย์)

เรียนทุกท่าน

 

ในตอนแรกผมได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูดจากคนรู้จัก ว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก มีการเขียนออกมาเป็นหนังสือ โดยบางเล่มเป็นหนังสือ Best Seller ที่ขายไปทั่วโลก และมีให้เราดูในรูปแบบของภาพยนตร์ด้วย

                โดยส่วนตัวผมชอบหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองอยู่แล้ว เลยไม่ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจมาก จึงซื้อหนังสือมา 2 เล่ม และได้รับซีดีภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูดมาดูด้วย

ความรู้สึกแรกก่อนที่ได้ดูก็คือ ตื่นเต้นเป็นความตื่นเต้นเพราะความคาดหวัง หวังเอาไว้ว่าความรู้ใหม่นี้ จะช่วยให้ผมสามารถพัฒนาชีวิตของตนเองให้ดีขึ้นได้ โดยด้านแรกที่ต้องการพัฒนาก็คือเรื่องการทำงาน(ทำธุรกิจ) เป็นความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นเพราะอนาคตที่จะดีขึ้นจากการนำความรู้เรื่องนี้ไปใช้

 

                พอผมเปิดภาพยนตร์ดู ผลปรากฏว่าได้ผลดีมาก ผมหลับหลังจากดูไปได้ประมาณครึ่งแผ่น บอกตรงๆว่าผมแปลกใจมาก ทำไมคนอื่นตื่นเต้น แต่ผมหลับ หรือเป็นเพราะว่าผมไม่ตั้งใจดูเลยไม่เข้าใจเนื้อหาก็เลยหลับ หรือเพราะว่าผมตั้งใจดูแต่ผมโง่เกินจะเข้าใจก็เลยเบื่อ(เลยหลับ) หรือเป็นเพราะผมง่วงมาก่อนที่จะดู ฯลฯ

 

                ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจากอะไร และไม่ได้พยายามหาคำตอบ(บวกกับขี้เกียจหาคำตอบ) จึงคิดว่าช่างมันเถอะ เริ่มอ่านหนังสือทั้ง 2 เล่มดีกว่า เพราะว่าบางทีผมอาจจะมีทักษะในการอ่านมากกว่าทักษะในการดูก็ได้

ในระหว่างที่อ่าน ความรู้สึกส่วนหนึ่งก็คือตื่นเต้นอย่างที่หวัง เพราะเรื่องราวในหนังสือเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก หากกระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอื่นได้ แล้วผมทำตามผมก็จะได้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน แต่ความรู้สึกอีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกขัดๆอย่างบอกไม่ถูก(แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าคืออะไร)

(สำหรับคนที่ไม่รู้จักกฎแห่งแรงดึงดูด ผมขอสรุปสั้นๆว่า กฎแห่งแรงดึงดูดกล่าวเอาไว้ว่า หากเราต้องการเป็นอะไรหรือต้องการได้อะไร ให้เราใช้ความคิดดึงดูดสิ่งเหล่านั้นด้วยความเชื่อมั่นว่า เราจะได้แน่นอน แล้วความคิดนั้นก็จะดึงดูดสิ่งที่เราต้องการมาให้เอง)

 

อย่างไรก็ตามหลังจากอ่านจบผมไม่รีรอที่จะทำตามความรู้ที่ได้ทันที โดยเริ่มจากเขียนเป้าหมายว่าเราต้องการจะเป็นอะไร(ในใจเริ่มรู้สึกคุ้นๆ) เขียนเป้าหมายโดยไม่ต้องมีขอบเขต ให้เชื่อมั่นว่าเราจะได้ทุกอย่างเพราะจักรวาลจะเป็นผู้ให้เรา(คุ้นๆเหมือนกัน) เราต้องทำ พูด คิด ราวกับเราได้รับสิ่งนั้นในตอนนี้แล้ว(นี่ก็คุ้น) และในระหว่างที่เรามุ่งไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ เราต้องมีทัศนคติที่คิดว่า เราสามารถได้สิ่งนั้นมาแน่นอน โดยเราต้องคิดดี(คิดบวก)ตลอดเวลา(ยิ่งคุ้นไปใหญ่)

 

เพราะความรู้สึกคุ้นๆนั่นเอง ผมจึงหยุดและใช้สติคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ซึ่งทำให้ผมถึงบางอ้อทันที ใครที่เคยอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตัวเองมาพอสมควร จะรู้สึกเหมือนผมว่า นี่มันก็หลักการเดิมๆที่เราเคยอ่านในหนังสือพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าเนื้อหาในหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูดจะพยายามอธิบายอย่างไร แต่สุดท้ายสิ่งที่ผมต้องทำก็คือสิ่งเดิมๆ เหมือนที่ผมเรียนรู้มาหลายปี เป็นสิ่งที่เราสามารถหาอ่านได้จากหนังสือพัฒนาตัวเองทั่วไป ที่เราเรียนรู้มานานแล้ว

ตอนนั้นผมจึงเกิดข้อสงสัยว่า ตกลงกฎแห่งแรงดึงดูดเป็นเรื่องใหม่ หรือเป็นเรื่องเก่ามาเล่าใหม่โดยใส่สีสันเพิ่มเข้าไปกันแน่

แต่ตอนนั้นคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหาคำตอบให้ชัดเจนขึ้น จึงไม่ได้สนใจจะหาคำตอบและไม่ได้สนใจจะนำหลักการนี้ไปใช้ เพราะมันก็คือสิ่งที่ผมเคยเรียนรู้มาแล้วและพยายามใช้อยู่แล้วนั่นเอง

 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็มีโอกาสได้เริ่มศึกษาพุทธศาสนาและอ่านพระไตรปิฎก ผมก็เริ่มนึกถึงกฎแห่งแรงดึงดูดอีกครั้ง เพราะในหนังสือกฎแห่งแรงดึงดูดมีการกล่าวถึง สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา รวมถึงมีคนถามผมว่าเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูดและพุทธศาสนานั้น มีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน กฎแห่งแรงดึงดูดน่าจะเป็นจริงอย่างที่กล่าวอ้างหรือไม่

ผมจึงค่อยๆนำความรู้ที่มีในหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูด มาเทียบเคียงกับความรู้ที่ผมได้เรียนรู้มาจากพระไตรปิฎก ซึ่งทำให้ผมได้ข้อสรุปเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูดว่า

 

ในเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูด จะประกอบด้วยข้อมูล 3 แบบคือ

1.       เป็นความรู้เก่าๆ ที่นำมาเล่าใหม่โดยใส่สีสันให้ดูน่าอัศจรรย์ ซึ่งเราก็ต้องนำมาพิจารณาอีกครั้งว่าใช้ได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาว่าเข้าข่ายข้อที่ 2 หรือ 3

2.       เป็นความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง เพราะสอดคล้องกับพระไตรปิฎกและหลักความเป็นจริง

3.       เป็นความรู้ที่ต้องคิดอย่างหนักก่อนที่จะนำไปใช้ เพราะขัดแย้งกับพระไตรปิฎก และเมื่อพิจารณาก็จะพบความไร้เหตุผลของความรู้ส่วนนั้น

 

เรื่องเก่าเล่าใหม่ในกฎแห่งแรงดึงดูด

ผมพบว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูด เป็นความรู้เก่าที่มีในหนังสือพัฒนาตัวเองทั่วไป และมีมานานแล้ว เราสามารถหาอ่านความรู้เหล่านี้ได้จากหนังสือที่มีขายมาตั้งแต่ในอดีตและที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ลักษณะของเนื้อหาส่วนนี้เหมือนสินค้าเดิมที่เปลี่ยนหีบห่อใหม่ หรือเหมือนรถยนต์รุ่นเดิมที่เปลี่ยนอุปกรณ์ในรถเล็กๆน้อยๆ แล้วออกมาเป็นรุ่นใหม่ จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ก็ขอให้พิจารณาด้วยตนเอง จากข้อความที่ผมจะยกมาเปรียบเทียบ

 

                ในเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูด เราสามารถสรุปได้ด้วยหลักการใหญ่ๆ 3 ข้อก็คือ ขอ-เชื่อ-รับ

 

หนังสือเกี่ยวกับกับกฎแห่งแรงดึงดูดกล่าวว่า

กระบวนการขอ หมายถึงให้ขอทุกอย่างจากจักรวาล ไม่ว่าเราจะอยากได้อะไร เราก็สามารถจะได้ทั้งหมดโดยไม่มีขีดจำกัด แต่เราต้องชัดเจนว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร ถ้าเราคิดไม่ชัด กฎแห่งแรงดึงดูดก็ไม่สามารถนำสิ่งที่ต้องการมาได้

ลองเทียบกับ

ขอในสิ่งที่คุณต้องการ จงขอ แล้วคุณจะได้รับบอกรายละเอียดสิ่งที่คุณต้องการ กำหนดขอบเขตมัน จงจำเอาไว้ว่าเป้าหมายที่แสดงออกอย่างชัดแจ้งเปรียบเสมือนแม่เหล็ก ยิ่งคุณสกัดแต่งมันได้ดีขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งมีแรงดึงดูดมากขึ้นเท่านั้น โดย Jim Rohn ในหนังสือ 7 กลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งและความสุข ที่ตีพิมพ์ในปี 2529

 

หนังสือเกี่ยวกับกับกฎแห่งแรงดึงดูดกล่าวว่า

กระบวนการเชื่อ หมายถึงเราต้องเชื่อมั่นว่าจะได้สิ่งที่ขอ โดยเราจะต้องพูดและคิดราวกับว่าเรากำลังได้รับสิ่งนั้นในตอนนี้ แล้วเราจะกระจายคลื่นความรู้สึกที่ราวกับว่าเราได้รับสิ่งนั้นแล้วออกไป กฎแห่งแรงดึงดูดก็จะนำเอาสิ่งนั้นมาให้เรา

ลองเทียบกับ

ถ้าคุณเชื่อว่าคุณถูกลิขิตให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ คุณจะเดิน พูดคุย และทำ ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณในชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของแผนการอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ ทำราวกับว่าคุณเป็นคนที่คุณอยากจะเป็น โดย Brian Tracy ในหนังสือ Goal ที่ตีพิมพ์ในปี 2546

 

หนังสือเกี่ยวกับกับกฎแห่งแรงดึงดูดกล่าวว่า

กระบวนการรับ หมายถึงเริ่มรู้สึกปลาบปลื้มยินดี(รู้สึกดี)แบบเดียวกับที่จะรู้สึกเมื่อเกิดสิ่งนั้นขึ้นจริงๆ เช่น ไปลองขับรถคันที่เราอยากได้ ไปหาบ้านในฝันแล้วเข้าไปในบ้านหลังนั้น หรือทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เราเกิดความรู้สึกว่า เรามีสิ่งนั้นอยู่ในขณะนี้ แล้วจดจำความรู้สึกนั้นไว้

ลองเทียบกับ

กระทำตัวเสมือนกับว่าคุณเป็นคนที่คุณอยากเป็นอยู่แล้ว ทำตัวเสมือนกับว่าคุณลองเป็นบุคคลที่มองในทางบวก ชื่นบาน มีความสุข และเป็นที่ชื่นชอบ จงเดิน พูด และทำเสมือนว่าได้กลายเป็นคนนั้นแล้ว พุดคุยกับทุกคนเสมือนกับว่าเพิ่งได้รับรางวัลในฐานะบุคคลดีเด่นในสายธุรกิจของคุณ โดย Brian Tracy ในหนังสือ Create Your Future ที่ตีพิมพ์ในปี 2547

 

โดยหลักการเสริมที่จะช่วยให้กระบวนการทั้ง 3 ได้ผลดีขึ้นก็คือ

 

หนังสือเกี่ยวกับกับกฎแห่งแรงดึงดูดกล่าวว่า

 “สร้างกระดานที่จะวาดทุกสิ่งที่เราอยากได้ วางกระดานไว้ในตำแหน่งที่เรามองเห็น และต้องมองกระดานทุกวัน นึกภาพของสิ่งที่เราต้องการอยู่เรื่อยๆ เราคือแม่เหล็กที่ดึงดูดทุกอย่างเข้าหาตัว ในขณะเดียวกันสิ่งที่เราต้องการก็จะดึงดูดคุณเข้ามาหามันด้วย

ลองเทียบกับ

ตัดรูปภาพของสิ่งที่คุณอยากจะมี และคนที่คุณอยากจะเป็นในอนาคต มองรูปภาพเหล่านั้นและคิดถึงสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อให้มันเป็นจริงขึ้นมาโดย Brian Tracy ในหนังสือ Goal ที่ตีพิมพ์ในปี 2546

 

หนังสือเกี่ยวกับกับกฎแห่งแรงดึงดูดกล่าวว่า

ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ สิ่งแรกสุดที่ควรทำก็คือรู้สึกขอบคุณ เราจะได้อะไรมากกว่าที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ หากเราเริ่มรู้สำนึกรู้คุณในคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว

ลองเทียบกับ

ฝึกขอบคุณ ทำให้เป็นกฎที่จะให้คนอื่นรู้ว่าคุณสำนึกบุญคุณในสิ่งที่เขาทำให้แสดงความขอบคุณต่อสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่ภรรยาทำ โดย David J. Schwartz ในหนังสือ คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก ตีพิมพ์ในปี 2544

              

                อ่านเปรียบเทียบมาถึงตรงนี้ คงทำให้หลายๆคนพอจะได้คำตอบบางอย่างแล้วว่า กฎแห่งแรงดึงดูดเป็นความลับที่เพิ่งจะถูกเปิดเผย หรือเป็นความรู้ที่มีมานานแล้ว เผยแพร่มานานแล้ว แต่เอามาทำให้ดูลึกลับน่าอัศจรรย์และน่าสนใจมากขึ้นกันแน่

 

โปรดติดตามตอนต่อไป....

 

ด้วยความนับถือ

ณัฐพบธรรม

www.Nutpobtum.com
ผู้เขียนหนังสือ "ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว"

และผู้เขียนหนังสือ "ได้... ถ้าใจถึง"

 

 

ธรรมะ,สังฆทาน,สังฆทานที่ถูกต้อง,กฎแห่งกรรม,กฏแห่งกรรม,บุญ,บาป,บุญบาป,นรก,สวรรค์,ทำทาน,รักษาศีล,เจริญภาวนา,นั่งสมาธิ,เจริญสติ,ธรรมทาน,ณัฐพบธรรม

ความคิดเห็น

  1. 1
    โม
    โม 27/01/2015 08:06

    ขอบคุณทุกท่านเลยค่ะ ศัท
    ธาและเชื่อมั่นทั้งสองทางค่ะ

  2. 2
    นักอ่าน
    นักอ่าน Email 22/05/2014 21:18

    สำหรับผมเชื่อสนิทใจเลยครับ เรื่อง กฎแรงดึงดูด ว่า เป็นแรงชนิดหนึ่ง ในธรรมชาติ ผมซื้อหนังสือประเภทนี้อ่านทันที ถ้าเจอในร้านหนังสือ อ่านแล้ว ทำให้เกิดกำลังใจ เกิดพลังใจ เป็นเพื่อนยามเกิดปัญหาในการดำรงชีวิต มองปัญหาเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว ผมมีหนังสือประเภทนี้หลายเล่ม ที่ห้องนอน อ่านก่อนนอน รู้สึกเป็นสุขใจ เคลิ้ม จน ง่วงนอนหลับไปเลยครับ ผมว่าแนวคิดเรื่องนี้ ดีมากๆเลยครับ ขอขอบคุณ คนแต่ง คนแปล คนพิมพ์ขาย ร้านหนังสือ ที่มอบแนวคิดดีๆกับผมครับ

  3. 3
    แนน
    แนน 07/02/2014 12:08

    อ่านมาสองเล่มค่ะ เดอะซีเคร็ทและกฏแห่งแรงดึงดูด อ่านๆ  แล้ว ก็หนีไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องของพุทธศาสนาเราเลย เหมือนกับความเชื่อเรื่องการทำความดีนะแหละ คิดดี ทำดี ได้สิ่งที่ดีๆ  ย้อนกลับเข้ามาสู่ตัวเรา เพียงแต่ว่านักเขียนเค้านำไปปรับประยุกต์ใช้ได้หลากหลายแนวคิดซึ่งลึกๆ  แล้วเป็นแนวคิดของพุทธศาสนาเรานี่เอง

  4. 4
    นักสู้กู้คุณธรรม

    หนูอายุ 37 ปี เคยใช้แต่จิตตานุภาพและพุทธานุภาพ  กำลังใจ  กำลังความคิด มันสมอง กุศโลบาย  ของหลวงวิจิตรวาทการอ่านมาตั้งแต่อยู่ ม.4 ค่ะ และอ่านหนังสือพระพุทธศาสนา เห็นว่ากฏแห่งแรงดึงดูดเป็นส่วนหนึ่งไม่เถียงค่ะ แต่ความจริงเหนือจริงคือการใช้ธรรมมะและการสั่งให้จิตในส่วนที่เป็นจิตไร้สำนึกทำงานในทางที่ดี และกระทำด้วยสติก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้จินตนาการฉายภาพในความคิดได้มากเท่าไรต้องฝึกฝน จงศรัทธา เชื่อมั่นและกล้าหาญแล้วจะโชคดี และแต่ละคนโชคดีไม่เหมือนกันค่ะ.... ขอให้มีความสุข มีชีวิตสงบสุขทุกคนค่ะ....

  5. 5
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 21/11/2012 10:48

    ขอบคุณครับคุณ NEO EIL  ^_^

  6. 6
    NEO EIL
    NEO EIL neoeilmettaya@gmail.com 20/11/2012 08:34

    ปล.ฝากบอกคนที่อ่านและเชื่อเรื่อง กฎแห่งแรงดึงดูด ไว้พิจารณาครับ (ส่วนคุณณัฐพบธรรม รู้เยอะกว่าผมไม่ต้องบอกแล้ว อิอิ)

  7. 7
    NEO EIL
    NEO EIL neoeilmettaya@gmail.com 20/11/2012 08:22

    พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๒๘๗/๔๑๓
    [๕๘๐] สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้
    ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์
    อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษย์ ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน มี
    โรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย
    มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
    อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและ
    ความประณีต ฯ
    [๕๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็น
    ทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อม
    จำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ ฯ


    เรากล่าวซึ่ง \"เจตนา\" ว่าเป็นกรรม


    เพราะบุคคลเจตนาแล้วย่อมกระทำซึ่งกรรม ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ


    ศาสนาพุทธสอนให้พัฒนาจิต เพราะรู้ว่าจิตมีอำนาจยิ่งใหญ่ม­ากแค่ไหน จิตที่พัฒนาจะนำมาซึ่งเจตนาอันบริสุทธิ์ คุณจะรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้อง ขอ/เชื่อ/รับ อย่ามุ่งหวังเพียงแค่เรื่องโลกุตระเท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่เรา ขอ/เชื่อ/รับ จินนี่จะไม่ได้เป็นทาสของอาละดินอีกต่อไป แต่กลับกัน อาละดินจะตกเป็นทาสของ \"ยักษ์จินนี่\" ไปตลอดกาล ลองฝึกปฏิบัติพัฒนาจิตด้วยศีล สมาธิและปัญญา แล้วท่านจะเข้าใจความลับที่แท้จริงมากยิ่ง­ขึ้น จะได้รู้ว่าจิตของมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่มากแค่ไหน และสามารถทำอะไรได้บ้าง  (สนใจฟังบรรยายเพิ่มเติมติดต่อ 073-513105 NEO (ส.ต.อ.นัฐพงศ์) สภ.เมืองนราธิวาส)

  8. 8
    17/10/2012 16:16
  9. 9
    17/10/2012 16:15
  10. 10
    อ่านเหมือนกัน
    อ่านเหมือนกัน bow_tingtonk22@hotmail.com 04/01/2011 00:16
    ขอบคุณค่ะ

    ปล. ตอนนี้อยากผอมค่ะ 
  11. 11
    กิตติ
    กิตติ limyongkung@hotmail.com 21/06/2010 14:41

    อืม อันที่จริงผมอ่านคล้ายคุณนะครับฟังจากที่คุณอ้างอิง และกำลังพูดถึงเนื้อหา top secret ที่ตีพิมพ์ขายอยู่โดยส่วนตัวอายุผมก็ยังน้อยอยู่ 20 กว่าๆ อ่านหนังสือมาหลายเล่มและปัจจุบันก็ยังอ่านอยู่(ตอนนี้ก็กำลังศึกษาเรื่อง 7 นิสัยอยู่) ทุกอย่างมีส่วนคล้ายกันครับอ่านหลายๆ เล่มแล้วอาจจะดูซ้ำๆ กัน แต่อยากให้เปิดใจนิดนึงตรงที่ถ้าด้านในเป็นเนื้อหาที่ดี ทำให้สังคมดีขึ้น ตั้งชื่อ เว่อๆ แล้วมีคนอยากอ่าน แล้วคนอ่านจบ แล้วนำไปใช้ได้ ก็ทำไปเถอะครับสังคมจะได้ดีขึ้น อย่าไปเครียดว่ามันเป็นของเก่าเล่าใหม่เลยครับทุกวันนี้มีแค่สองเรื่องแหละครับคือ เรื่องจริง กับ เรื่องไม่จริง ถ้ามันเป็นความจริงก็เป็นจริงเสมอครับเช่น พระไตรปิฏก คุณค่าชั้นฟ้า แต่ราคาไม่แพง เป็นจริงทุกยุคสมัย หาอ่านกันมากๆ นะครับใครได้อ่านบทความนี้ผมอยากบอกว่า ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบฟิสิกส์  เพราะเป็นวิชาที่ศึกษาธรรมชาติ และ ชอบอ่านธรรมมะ ซึ่งก็เป็น ธรรมชาติ วิชาเดียวกันมองคนละมุม

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,601
เปิดเพจ1,976,800

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view