เรียนทุกท่าน
พวกเราทุกคนยังมีบุญไม่มากพอ ที่จะได้เกิดมาในยุคที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่
เราจึงไม่เคยเห็นว่าจริงๆพระองค์รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม มีรูปบางรูปที่คนพยายามบอกว่า นี่คือรูปของพระพุทธเจ้า
ซึ่งเท่าที่ผมได้รับมาจะมีอยู่ 2 รูป
รูปแรกที่เป็นรูปขาวดำ ที่ระบุว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้าตอนอายุ 41 พรรษา
วาดโดยอัตรสาวกพระองค์หนึ่ง และถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ลอนดอน
และบอกว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวพุทธทั่วโลก คำถามคือ เป็นรูปพระองค์จริงหรือเปล่า

รูปนี้หากเราพิจารณาโดยไม่ต้องมีความรู้อะไรมากก็จะเห็นว่า
ในรูปนี้ใส่ตุ้มหู และมีหนวดเครา
แค่นี้ก็คงตอบคำถามอะไรได้หลายอย่างมากแล้ว
ว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่พระพุทธเจ้าจะทำแบบนั้น
อย่างที่สองก็คือ หากจะสรุปโดยคร่าวๆว่าพระพุทธเจ้าหน้าตาเป็นอย่างไร
ก็ต้องตอบว่าพระพุทธเจ้าหน้าตาดี ดีมากพอที่จะทำให้คนลุ่มหลงได้
เพราะในพระไตรปิกมีการกล่าวถึงผู้ที่ลุ่มหลงในความสง่างามของพระพุทธเจ้า
และในพระไตรปิฎกก็มีการกล่าวเรื่องความสง่างาม ที่มีมากจนใครเห็นก็ศรัทธา
ลองดูรูปนี้ก็คงได้คำตอบว่าดูดีหรือเปล่า
อย่างที่สามก็คือ พระพุทธเจ้าจะมีลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ(พระไตรปิฎกเล่มที่ 11 ข้อ130)
ซึ่งจะมีดวงตาดำสนิท และมีดวงตาแจ่มใสดั่งลูกโคที่พึ่งคลอด
(ดูในรูปนี้แล้วคงไม่น่าจะใกล้เคียง)
และพระพุทธเจ้าเวลามอง จะมองตรง มองทั้งตัว จะไม่ใช้หางตามอง ดังในพระไตรปิฎกเล่มที่ 13 ข้อ 589 ได้กล่าวไว้ว่า
"เมื่อทอดพระเนตร ทรงทอดพระเนตรด้วยพระกายทั้งหมด ไม่ทรงทอดพระเนตรขึ้นเบื้องบน ไม่ทรงทอดพระเนตรลงเบื้องต่ำ เสด็จดำเนินไม่ทรงเหลียวแล ทรงทอดพระเนตรประมาณชั่วแอก"
สรุปว่ารูปนี้ดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นรูปพระพุทธเจ้าจริงๆ เพราะแทบไม่มีอะไรสอดคล้องกับลักษณะของพระพุทธเจ้า ตามที่มีในพระไตรปิฎกเลย
รูปที่สอง เป็นรูปสี และเป็นรูปยอดนิยม ที่มีคนจำนวนมากเชื่อว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้าจริงๆ
หากดูในด้านความสง่างาม และภาพโดยรวม ก็ถือได้ว่ามีแนวโน้มจะเป็นไปได้
แต่ว่าลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการนั้น ละเอียดมากจนเราไม่สามารถสรุปจากรูปลักษณ์ภายนอกได้
เช่น ใน 1รูขุมขนจะมีขนเพียงเส้นเดียว ลายพื้นเท้าของพระองค์จะเป็นรูปกงจักร และมีลายดุจตาข่าย
ผิวของพระองค์จะดีดั่งทอง และฝุ่นจะไม่ติดกาย มีฟัน 40 ซี่ที่เสมอเรียบไม่ห่าง ฯลฯ
และที่สำคัญที่สุด ในพระไตรปิฎกจะมีคนจำนวนมาก ที่ได้ทราบเรื่องลักษณะมหาบุรุษจากคำภีร์ที่บันทึกเอาไว้ เมื่อมาพบพระพุทธเจ้า แล้วได้พยายามสำรวจทุกอย่าง อย่างละเอียด ก็สามารถสำรวจได้เพียง 30 ประการเท่านั้น เพราะมีอีก 2 อย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้(หากพระองค์ไม่ทำให้เห็น)
นั่นคือ พระคุยหะ(อวัยวะในที่ลับ) จะอยู่ในฝัก และพระชิวหา(ลิ้น) จะอ่อนและยาวมากพอที่จะแลบออกมาแผ่ปิดใบหน้าได้
ซึ่งผู้ที่มีบุญและได้ทราบลักษณะมหาบุรุษ แล้วยังสงสัยในอีก 2 ประการนี้ พระองค์ก็จะแสดงอิทธิฤทธิ์ ให้คนนั้นได้เห็นอีก 2 ประการนี้ จนเชื่อมั่นว่าพระองค์คือพระพุทธเจ้า แล้วก็บวชแล้วก็บรรลุอรหันต์
กล่าวโดยสรุปก็คือ รูปที่สองนี้ ก็ยังมีหลักฐานไม่มากพอที่จะสรุปว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้าอยู่ดี
จริงๆแล้ว หากเราใช้หลักกาลามสูตร ในการพิจารณาเรื่องต่างๆที่เข้ามาในชีวิต(หนังสือ ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้วหน้าที่ 11) ก็จะทำให้เราเป็นคนไม่พลาดพลั้งไปเชื่อในเรื่องที่ไม่จริง ไม่มีเหตุผล
จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือ พระองค์ตรัสรู้อะไร
เพราะสิ่งที่จำเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรามากที่สุดก็คือ ธรรมะที่จะนำมาพัฒนาชีวิต จนมีชีวิตที่ดีขึ้น ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้บางคนที่ต้องการหลุดพ้นสามารถนิพพานได้
ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวเอาไว้ว่า ผู้ที่เกาะชาวจีวรของพระองค์ แต่ไม่ปฏิบัติตามธรรม ก็ไม่ถือว่าใกล้ชิดพระองค์
แต่ผู้ใดที่ปฏิบัติตามธรรม แม้จะอยู่ในป่าหรืออยู่ห่างไกล ก็ถือว่าอยู่ใกล้พระองค์
หากวันนี้ใครที่ยังไม่มีศีล 5 การถือศีล 5 ให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าได้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากขึ้น
หากใครยังไม่มีโอกาสถือศีลอุโบสถ การหาโอกาสทำให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าได้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากขึ้นไปอีก
หากใครยังไม่มีโอกาสบวชสัก 1-3 เดือน การหาโอกาสทำให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าได้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากขึ้นไปอีก
และเมื่อใดก็ตาม ที่เราได้นำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใช้อย่างจริงจัง ก็จะเข้าใจเองว่าทำไมเรื่องที่ว่าพระองค์มีหน้าตาอย่างไรจึงไม่สำคัญ
เพราะพระองค์ได้พูดว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"
ด้วยความนับถือ
ณัฐพบธรรม
ผู้เขียนหนังสือ "ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว"
(เมื่ออ่านจบแล้วจะอุทานเหมือนชื่อหนังสือ)
ธรรมะ,สังฆทาน,สังฆทานที่ถูกต้อง,กฎแห่งกรรม,กฏแห่งกรรม,บุญ,บาป,บุญบาป,นรก,สวรรค์,ทำทาน,รักษาศีล,เจริญภาวนา,นั่งสมาธิ,เจริญสติ,ธรรมทาน,ณัฐพบธรรม


หน้าแรก
แบ่งบุญ
โหลดเอกสาร












บทความ
เว็บบอร์ด
Shopping บุญ
เข้าระบบ


ภาพแรก ผมว่ามั่วชัวๆ ไม่ใช่เพราะรูปกายหรืออะไรนะครับ แต่ก็เพราะว่า จากข้อมูลที่ให้มาบอกว่า อัครสาวกเป็นผู้วาด ใช่มะครับ แต่แท้ที่จริงแล้วสมัยพุทธกาลนั้น พระสงฆ์ยังไม่อนุญาตให้เขียนเลยเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งมีการสังคยานาครั้งที่สาม จึงได้มีการจดลงเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่รูปแรกจะเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระพุทธองค์ครับ
ขอรูปเยอะกว่านี้ได้ป่ะ
ดิฉันได้เคยดูรูปทั้งสองรูปข้างต้นมาแล้ว หากผู้ที่เปิดใจกว้างย่อมเห็นในสิ่งที่ซ่อนเร้นไว้ หากใจเราปิดกั้นย่อมอาจพลาดโอกาสในการเรียนรู้ได้...รูปที่ 1 อาจเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ประเด็นสนับสนุนความเป็นไปได้ต้องมองย้อนไปถึงตระกูลของพระสมณโคดม ที่ถือกำเนิดในตระกูลกษัตริย์ มีธาตุกำเนิดเป็นนักรบ แววตา หรือโครงสร้างย่อมมีความกำยำ เข็มแข็ง อีกทั้งพระพุทธเจ้าก็คือปุถุชนเช่นเราท่านมาก่อน สมัยนั้นไม่มีโกนศรีษะ การห่มผ้าก็เป็นผ้าขาวที่ได้มาจากศพ ต่างหูที่สวมนั้นเป็นการนิยมหรือกำหนดชนชั้นในสมัยนี้น พวกกษัตริย์และพราหมณ์จึงจะมีสิทธิ์สวมใส่ และที่สำคัญหากท่านเปิดใจและมองดูจากมองเห็นความสันติในแววตา ผู้ที่มองเห็นย่อมตระหนักว่ารูปนี้จริงหรือเท็จ...รูปที่ 2 เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม ในตอนนั้นพระองค์มีพระชนมายุยืนยาวได้ถึง 80000 ปี สัดส่วนของร่างกายย่อมต่างจากคนในยุคนี้ หรืออาจเหมือนในตำราที่บัญญัติลักษณะพระพุทธเจ้าไว้..
ขอแสดงความคิดเห็นไว้เพียงเท่านี้ ผิดถูกประการใดเป็นเพียงสิ่งที่เป็นข้อคิดเห็นที่บังเกิดเฉพาะตน...ขอบคุณ
แม้ได้เห็นพระวรกายของพระพุทธองค์จริงๆ
ก็ไม่ชื่อเป็นสาวกที่ถึงแก่นของพระพุทธศานา
บางคนแม้เห็น แต่ก็ไม่ได้อะไรเลยก็มี...!!
บางคนแม้มีโอกาสได้เห็นด้วย + ได้ฟังธรรมด้วย แต่บางคนก็ปล่อยโอกาสไปโดยเสียเปล่า
-_-'
พวกเราผู้ที่เห็นธรรม
คือเห็นแล้ว ว่าพระธรรมที่อาจารย์ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ตรัสไว้
ว่า...เอ้อ.. จริงแฮะ.. ท่านเคยกล่าวไว้อย่างนั้น เอ้อ..จริงแฮะ นี่ก็ใช่อีก... ฯลฯ
ทนต่อกาลเวลา
ทนต่อการพิสูจน์
ใช้ได้จริง it's work..!!
เป็นสัจธรรม
และเป็นไปเพื่อการดับร้อนดับทุกข์ (ถ้าเข้าใจถูกและรู้จักเอาไปใช้ได้จริง)
พวกที่เห็นธรรมนี้แหละ คือผู้ที่มิใช่ "ทัพพีไม่รู้รสแกง"
คือผู้ที่ได้เห็นพระพุทธองค์จริงๆ..!!
ต้องการเห็นพระพุทธเจ้าไม่อยากเลย มีวิธีการเห็น และเห็นได้แน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย
"ดังพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต"
ผู้ที่ต้องการเห็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องปฎิบัติธรรม ให้เห็นธรรม เมื่อเห็นธรรม ก็ย่อมเห็นพระพุทธเจ้า ไม่ต้องสงสัยเลย และไม่มีความสงสัยด้วย เพราะเราเห็นเองด้วยตัวเรา
"ส่วนผู้ที่ยังมีความสงสัยอยู่นั้น ก็เพราะผู้นั้น ยังไม่ปฎิบัติธรรม และยังไม่เห็นธรรม"
รูปที่ 1 ยังไม่ได้บวช ยังเป็น พรามอยู่
อยากให้ลองพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแรกว่า
1. รูปดังกล่าวบอกว่าตอนอายุ 41 ซึ่งพระองค์ได้บรรพชาแล้วจึงไม่ใช่ตอนเป็นพราหมณ์
2. พระพุทธเจ้าหลังจากบรรพชาแล้วจะไม่ไว้หนวด จะไม่ใส่ตุ้มหู เพราะผิดพระวินัย
3. หากเป็นรูปก่อนบวช ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอัครสาวกวาด เพราะหากยังไม่บวช ก็ยังไม่มีอัครสาวก(ยังไม่เจอกัน)
4. หากอ้างว่าเป็นอัครสาวก ก็ต้องลองคิดดูว่า พระอรหันต์ผู้ปราศจากกิเลสจะมีอารมณ์สุนทรีย์อยากวาดรูปหรือไม่ และจะเป็นเรื่องที่ผิดพระวินัยหรือเปล่า
5. สำคัญที่สุด ต้องพิจารณาลักษณะมหาบุรุษ ที่พระองค์จะมีมาตั้งแต่ประสูติ ว่ารูปดังกล่าวสอดคล้องกับลักษณะมหาบุรุษหรือไม่
ที่เหลือก็ต้องแล้วแต่จะพิจารณาครับ
ถูกต้องที่สุดเลย พระพุทธองค์ทรง ตรัสกับพระอานนทว่า "ดูกร อานนท์ เมื่อตถาคตล่วงลับไปแล้ว พระธรรมวินัยจะเป็นศาสดาแก่เธอทั้งหลาย... ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นจึงชื่อว่าเห็นเราตถาคต"
ภาพสองน่าจะเข้าเค้ามากกว่าครับ แต่ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า จริง
รูปแรกนั้เหมือนอีแต๋วมากกว่าที่จะเป็นรูปพระพุทธเจ้า ลักษณะที่พิเศษ 32 ประการเป็นข้อเปรียบเทียบ
และใครที่กราบรูปปั้นที่เข้าใจว่าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้านั้น รัตนตรัยของผู้นั้นไม่บริบูรณ์ ถ้าจะให้บริบูรณ์ต้องกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น รูปหล่อ รูปปั้น เหรียญ เครื่องรางของขลังต่าง ๆ นั้นเป็นวัตถุอัปมงคล
เป็นการช่วยสืบอายุพระศาสนา ไปยังคนรุ่นหลังด้วย
ขอบคุณครับ
หลวงพ่อฤษีลิงดำเคยเห็นเคยฟังเสียงพระพุทธเจ้าทางจิตอ่ะ ท่านเขียนในหนังสือว่าพระพุทธเจ้างามมาก
ส่วนเรื่องการกราบไหว้พระพุทธรูป สถูป เจดีย์ พระเครื่อง หรืออะไรต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งแทนนั้น เป็นเรื่องที่สามารถทำได้โดยถูกต้อง ไม่ใช่กระทำที่เป็นมิจฉาทิฏฐิแต่อย่างใด เพราะแม้แต่พระอรหันต์ขีณาสพในสมัยพุทธกาลก็ยังเคารพในสิ่งแทนของพระพุทธเจ้า เช่น จีวร บริขารของพระองค์ หรือแม้แต่สถูปเจดีย์ที่เหล่ากษัตริย์สร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ...
เพราะการที่เราเคารพสิ่งแทนนั้นๆ เป็นการกระทำสักการะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทำให้จิตของเรามีความปิติปลาบปลื้มยินดี เกิดสภาวะกุศลน้อมนำจิตของเราให้เบิกบานผ่องใส มีแนวโน้มที่จะกระทำความดีมากขึ้น บุคคลที่กราบไหว้บูชาพระพุทธรูป หรือพระเครื่อง ก็เช่่นกัน หากเป็นการกราบไหว้บูชา โดยระลึกถึงคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกธรรมที่ทรงสั่งสอน หรือระลึกถึงพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติตามคำสอน ด้วยความศรัทธาในคุณของพระรัตนตรัย และนำมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจพยายามปฏิบัติตามคำสอนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เช่นนี้ การบูชานั้นก็จะเกิดกุศลยิ่งใหญ่ (เพราะเป็นการบูชาเพื่อละกิเลส) การบูชาอย่างนี้กล่าวได้ว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ...
แต่หากการบูชานั้นเป็นการบูชาโดยหวังอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ความร่ำรวย โภคทรัพย์ ฯลฯ ไม่ได้เป็นไปเพื่อการพัฒนาจิตใจให้เพิ่มพูนคุณธรรม ให้เบาบางจากกิเลส การบูชานั้นก็เป็นแต่เพียงการหวังพึ่งพลังอำนาจที่มองไม่เห็นให้ช่วยดลบันดาลในสิ่งที่ตนต้องการ ไม่ได้เป็นการถึงซึ่งพระรัตนตรัยแต่อย่างใด...
เราจึงต้องอาบชำระล้างกันอยู่ตลอดเวลา ด้วยพระกัมมัฏฐานนี้ พระองค์คงจะไม่ปล่อยให้หนวดเครารุงรัง แบบนี้เป็นแน่แท้
้
รูปวาดนั้นหาได้ใช่รูปของพระมหาบุรุษสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเเน่นอน คนที่เห็นในภาพยังมีกิเลสด้วยอาการที่แสดงออกมากับภาพ หากจะพิจารณาถึงลักษณะมหาบุรุษก็มีไม่ครบเพราะเส้นหนวดเเละผมไม่ได้ขอดเวียนขวาห้ารอบและที่สำคัญที่สุดรูนั้นมีเครื่องประดับ พระพุทธเจ้าไม่ใช้เครื่องประดับ
ตามที่ได้บอกไว้ในรูปที่หนึ่ง รูปพระองค์ตอนอายุ 41 คงเป็นไปไม่ได้ครับเพราะพระองค์ได้ทรงออกบวชตอนอายุ 29 ปี และทรงได้ปลงทุกอย่างนุ่งเหลื่องห่มเหลือง ตามที่ในพุทธประวัติ และในพระไตรปิฏก ได้กล่าวไว้ และอีกอย่างท่าพระองค์ทรงเป็นเช่นนี้พระพุทธสาวก ทั้งหลายทำไมจึงนุ่งเหลืองห่มเหลือง โกนผม โกนหนวด และในรูปที่ 1 นั้น ไม่ตรงตามลักษณะพระมหาบุรุษสัมมาสัมพุทธเจ้า เลย..
และถึง คห.3 พระพุทธองค์ก่อนลงมาเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองจะเปนคนเลือกอายุขัยมนุษย์ และพระองค์ได้เลือกให้มนุษย์อายุ100 ปี เพราะท่านานเป็น พัน เป็น หมื่น ปี มนุษย์จะไม่เห็นธรรม และพระอง์ได้ ปรินิพาน ตอนอายุ 80 ปีไม่ใช่หรอครับ 80000ปี เอามาจากไหน
เห็นด้วยกับ คห. 9 ครับ
ถึง คห.3 อีกครั้งครับ พระพุทธองค์ ทรงออกผนวช เมื่ออายุ 29 และได้ ทรงตัดพระเกศา และเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้ากาสาวพักตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้ ผ้านุ่งห่มของพระสงฆ์ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีแก่นขนุนหรือสีกรัก ก็เรียกว่าเป็นผ้ากาสวพัสตร์ทั้งสิ้น) ทรงเปลื้องเครื่องทรง มอบให้นายฉันนะนำกลับพระนคร และ หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงนุ่งเหลืองห่มเหลือง ตลอดจนปรินิพพาน... (เป็นไปได้ หรือ พระพุทธองค์ท่างทรงนุ่งผ้าขาวห่อศพ ไว้หนวดไว้เคลา ใส่ต่างหู ตอนอายุ 41 ปี อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้น)...
และทะว่าเป็น พระสาวก เป็นคนวาดแล้วละก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย แต่ท่าหากเป็นไปได้ จริงหรือว่าเวลาล่วงเลยมา2500กว่าปีมาแล้ว มันยังคงสภาพยุเช่นนี้ แม้แต่ถุงขยะยังย่อยสลาย ได้ภายใน 100 200 ปีเลย และอีกอย่างท่าเป็นพระพุทธสาวกท่านทรงวาดแล้วทำไม สมบัติล้ำค่าเช่นนั้นของชาวพุทธทั้งหลาย จึงได้ไปอยู่ในประเทศอังกฤษ หละครับ ทำไมไม่เก็บรักษาไว้ ในที่ของชาวพุทธศาสนา ไว้ได้กราบสักการะบูชา หละ..??
((ที่ผมได้กล่าวมานี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมพูดไปตาม สิ่งที่เป็น เห็น และได้รับรู้ มา บวกกับ มันขัดกับความรู้สึกส่วนตัวของผมเอง และผมคิดว่าก็กับอีกหลายๆคนด้วยเช่นกัน ลองศึกษา และเปลียบเทียบสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ดูสิครับ แค่ รูปและข้อความ ที่1 นั้น มันก็ขัดกับพุทธประวัติ เกือบทุกอย่างแล้วหละครับ...??))
แต่ยังไงก็ตามแต่ ยังไงสิ่งที่สำคัญคือ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้หลายๆ เรื่อง ก็ล้ำค้ามากมายมหาศาล แล้วหละครับ ....
\" ข้าพระพุทธเจ้า ขอมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ ตลอดไป และตลอดกาล ทุกภพ ทุกชาติ ถึงแม้ตัวกับหัวจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม \".....สาธุ
เอาเวลาไปปฏิบัติธรรมเถิด
ขอนิดนึง คันมือนะครับ
ผมเห็นด้วยครับ เราปฎิบัติธรรม (ทาน ศีล ภาวนา) ด้วยศรัทธาที่มั่นคง ไม่สำคัญในรายละเอียดปลีกย่อยจนเกินไป
แต่ถ้าปรารถนาจะได้เห็น พระพุทธลักษณะ ยังมีโอกาสครับ เมื่อสิ้นพุทธันดรนี้ใน พ.ศ.5000 พระบรมสารีริกธาตุจะมาประชุมรวมกันปรากฎเป็นพระพุทธองค์แสดงอนุตรธรรมดโปรดมนุษย์และเทวดาอยู่ตลอด 7 วัน จนสิ้นวันสุดท้ายแล้วพระพุทธศาสนาและพระธาตุทั้งปวงจะอันตรธานไป เป็นการสิ้นพุทธันดรนี้โดยสมบูรณ์
ป.ล.อันนี้ถ้ามีผู้รู้ช่วยตอบด้วยก็ได้นะครับ ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าอ่านมาจากพระไตรปิฏก ถ้ามั่วช่วยแจ้งด้วยครับ
ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่า หลังสิ้นพุทธันดรนี้แล้ว พวกเราชาวพุทธจะไปอยู่ที่ไหนกันดี เพราะถ้าไม่มีพุทธธรรมแล้ว พวกเราไม่รอดอบายภูมิแน่ๆ (คิดไม่ออกจริงๆ ^0^ )
ผมว่ารูปแรกเป็นไปได้ยากเพราะตอนที่พระองค์41พรรษาก็ตรัสรู้แล้วแล้วพระเกศาหรือผมของท่านก็ต้องเกล้าไม่ใช่ปล่อยอย่างนี้นะเรื่องตุ้มหูอาจจะใช่เพราะคนอินเดียชอบใส่คุณเคยสังเกตุพระพุทธรูปไหมว่าหูของท่านจะมีรอยคล้ายว่าท่านเคยเจาะหูมาก่อนแต่อย่างไรก็ตามใครที่เกิดมาในชาตินี้ก็ยังพอมีโอกาสได้พบทางพ้นทุกข์ที่พระองค์แสวงหามานาน ไม่ใช่จะมีโอกาสทุกคน ใครปฏิบัติได้ก็ขออนุโมทนาด้วย
ภาพที่1โคตรมั่วเลย
ภาพที่2ก็มั่วสังเกตุดูเท้าซิเว้าเชียวฝ่าพระบาทต้องเรียบเสมอกัน มั่วทุกภาพ
ผมเคยนิมิตเห็นพระพุทธเจ้าครับซึ่งคล้ายภาพที่1ครับซึ้งถ้าใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่ควรวิจารย์ครับ ขออนุโมทนา
เชิญอ่านในเวบ nutpobtum (แสดงความเห็นเมื่อ ๑๙ ก ค ๕๕)
รูปแรกนี่ ไม่มีที่มาชัดเจน มีความไม่น่าเชื่อถือสูงมาก
ส่วนรูปที่ 2 เป็นรูปวาด ที่ตัดมาเฉพาะในส่วนที่เป็นพระพุทธเจ้า แล้วมาแต่งสีเอา รูปนี้เป็นภาพวาดจากจินตนาการของจิตรกรครับ ไม่ใช่รูปถ่าย ดูภาพเต็มและรายละเอียดใน
http://www.dungtrin.com/prepare/archieve/prepare079.htm
มีแต่ ผู้รุ้ เท่า นั้น ที่ รู้ได้ว่า ภาพจริง หรือไม่ ผู้รู้ในที่นี้คือ ผู้ที่บรรลุแล้ว ตั้งแต่ พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ ผมคนนึง ก็ยังเหมือนท่านหลายๆคน ที่ยังโง่ อยู่ ยังติดสังฆ์โยษอยู่มาก ผมเห็นด้วยครับ ที่เจ้าของกระทู้พูด อย่า เพิ่งเชื่อครับ แต่ พอรู้แล้ว จะทำให้ใครรู้ตามเนี่ยไม่ได้ งั้น ก็ต้องรู้ด้วย ตัวเองครับ
เรื่อง รูปที่2 ใครรู้ที่มาที่ไป พอบอกได้มั้ยครับ ว่าถ่ายติดมาได้ไงถ้าเป็นรูปจริง ผมเคย ได้ยินเื่รื่องเล่ามา แต่ไม่ทราบว่าตรงกันหรือปล่าว อยากทราบว่า ไครรู้ลองมาเล่าครับ มีเหตุมีผลก็น่าเชื่ออยู่ครับ
สุดท้าย ถามผู้รู้ชัวสุด ยังไงก็ตอบครับ ถ้า คนที่ถามไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะท่าน อาจไม่ตอบ [รู้อยู่เฉยๆ555]
อีกเรื่องครับ ที่ว่าบุญไม่มาก ในสมัยพระพุทธกาล จริงครับ แต่ ไม่น่าจะจริงที่ว่า ไม่ได้เกิดในสมัยนั้นนะครับ ผมว่า..เกิดครับ แต่เป็นอะไรเนี่ยซิครับ หลวงพ่อจรํญวัดอัมพวัน เคยกล่าวเปรียบเปรยไว้ ว่า 1 มนุษย์เกิด เท่ากับ 1ล้าน สัตว์เดรัจฉานเกิดนะครับ และในสมัยนั้น หน้าตาพระองค์อาจจะเคยเห็นครับ แต่มาชาตินี้ความทรงจำคงไม่เหลือแล้วมั้งครับ 2600 กว่าหรือป่าว บอกไม่ได้ ของมนุษย์ ซึ่งเป็น กี่ปีของเทวดา กี่ปีของ อบายภูมิ4 ถ้าเคยเห็น ก็คงจำไม่ได้แล้วล่ะครับ ก็ใช้วิจารณญาณ ด้วยนะครับ ผม ก็แค่แสดงความคิดส่วนตัวออกมาน่ะครับ
รู้ว่าดี ก็ยินดี รู้ว่า ไม่ดี ก็วาง...เฉย อย่า ไปติดมันเลยนะครับ
ดูไม่ชัดยังไงก็จินตนาการไม่ถูกค่ะ
ฟันพระพุทธเจ้ามี 36ซีก ไม่ใช่หร่อเคี่ยว4 ฟัน32