http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

อภัยทาน กับความเข้าใจผิด

อภัยทาน กับความเข้าใจผิด

เรียนทุกท่าน

 

หนึ่งในเรื่องแปลก ในแวดวงคนที่ศึกษาพุทธศาสนาก็คือ เรื่องเกี่ยวกับ "อภัยทาน"

เรื่องแปลกๆเกี่ยวกับอภัยทานก็คือ คนส่วนหนึ่งบอกว่าอภัยทานได้บุญมากกว่าวิหารทาน(สร้างวิหาร)

คนส่วนหนึ่งบอกว่า อภัยทานได้บุญสูงสุดด้านการให้ทาน(ได้บุญมากกว่าธรรมทาน)

 

ความแปลกของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ในพระไตรปิฎกกล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า "ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง"

คำว่าชนะทานทั้งปวง แปลว่าไม่แพ้อะไรเลย แต่ยังมีคนส่วนหนึ่งพยายามจะบอกว่า อภัยทานชนะธรรมทาน(อภัยทานได้บุญสูงสุดด้านการให้ทาน)

 

ซึ่งใครก็ตามที่คิดหรือเชื่อ หรือพยายามเผยแพร่ว่า อภัยทานชนะธรรมทาน

ก็หมายความว่า เราคิดว่า พระพุทธเจ้าพูดไม่ถูกต้อง แม้พระองค์บอกว่าธรรมทานชนะทานทั้งปวง

แต่เราเชื่อว่า อภัยทานชนะธรรมทาน

 

แต่ผมเชื่อว่า คนที่เชื่อและเผยแพร่ความเชื่อที่ว่า อภัยทานชนะธรรมทาน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก

อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ได้อ่านหนังสือธรรมะ ที่อาจจะเข้าใจผิด หรือพิมพ์ผิด หรือ....

ทำให้เจ้าใจผิด แต่ก็เชื่อมั่นว่าตนเชื่อถูกต้องแล้ว

 

เหตุที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด ก็เนื่องจากมีหนังสือของพระผู้ใหญ่ ที่ได้สื่อสารแบบนั้นออกไป(เข้าใจว่าพิมพ์ผิด)

ซึ่งในมุมมองของชาวพุทธ หากถามว่าระหว่างพระพุทธเจ้า กับพระผู้ใหญ่ ใครถูกต้องมากกว่ากัน เราเชื่อใครได้มากกว่ากัน สำหรับผมมีคำตอบที่ชัดเจนว่าควรเชื่อใคร

 

ในขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกกลุ่มที่พยายามเอาอภัยทานมาใช้ให้ได้

โดยพยายามอธิบายว่า ธรรมทานอาจจะได้บุญสูงสุด แต่อภัยทานก็ได้บุญมากกว่าสร้างวิหาร

หรือสรุปว่า อภัยทานได้บุญอันดับ 2 ในด้านการให้ทาน

 

ความจริงก็คือ หากใครอ่านพระไตรปิฎกโดยใช้โปรแกรม

ที่สามารถ Search ข้อความในพระไตรปิฎกได้ แล้วลองหาคำว่า "อภัยทาน"

ผลที่ออกมาก็จะพบว่า ในพระไตรปิฎก แทบไม่มีคำว่าอภัยทานเลย(น้อยมากๆ)

โดยเนื้อหาที่มีคำว่าอภัยทาน คำว่าอภัยทานก็ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในเนื้อหานั้น

และไม่ได้มีความหมายที่สื่อถึงการให้อภัยด้วย

 

และในหมวดของทาน(การให้) ในพระไตรปิฎกก็ไม่เคยกล่าวถึงอภัยทานเลย

 

เครื่องหมายคำถามที่ใหญ่มากๆ ที่เกิดขึ้นก็คือ ใครไปเอาคำว่าอภัยทานมาจากไหน

ที่พยายามจะอธิบายว่าหมายถึงการให้อภัย(ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน)

 

คำถามถัดมาก็คือ คำว่าอภัยทาน มีขอบเขตอย่างไรถึงเรียกว่าอภัยทาน

คำว่าทานหมายถึงการให้ การให้ต้องมีทั้งผู้ให้และผู้รับ

 

หากเราไม่โกรธ เรียกว่าอภัยทานหรือไม่ (เช่น คนมีด่าเรา แล้วเราไม่โกรธ) ถ้าใช่เราให้อะไรกับใครถึงเรียกว่าทาน

หากเราโกรธแล้วหาย เรียกว่าอภัยทานหรือไม่ (มีคนด่าเรา เราโกรธ แล้วหาย) ถ้าใช่เราให้อะไรกับใครถึงเรียกว่าทาน

หากเราโกรธแล้วหาย แต่คนที่เราโกรธไม่รู้ เรียกว่าอภัยทานหรือไม่  (ถ้าใช่ใครเป็นผู้รับทานนี้)

 

แต่ไม่ว่าใครจะนิยามอย่างไร คำถามคือ จะได้บุญมากกว่าสร้างวิหารให้พระใช้เป็นที่จำวัด ถือศีล ปฏิบัติธรรม ให้เราใช้เป็นที่ทำบุญ ที่เรียนปฏิบัติธรรม ฯลฯ ได้อย่างไร

 

ลองคิดด้วยหลักเหตุและผล(พุทธเป็นศาสนาของเหตุและผล) ว่าถ้าวันนี้มีคนเดินมาด่าเรา แล้วเราให้อภัย จะได้บุญมากมายมหาศาล มากกว่าการสร้างวิหารทานได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้สมเหตุสมผลหรือไม่

 

หากจะมีอะไรบางอย่าง ที่พอจะใกล้เคียงกับอภัยทาน ก็คงจะมีเพียงการเจริญภาวนาเมตตาจิต

ซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรม จนจิตใจตั้งมั่นและบริสุทธิ์ จนปราศจากความโกรธ มีจิตเมตตา

แล้วเราแผ่จิตเมตตานั้นออกไปอย่างไม่มีประมาณ ไม่เฉพาะเจาะจง

การทำแบบนั้นได้ จะได้บุญมากกว่าธรรมทาน

แต่บุญแบบนี้ไม่ใช่การทำทาน เป็นการปฏิบัติธรรม ซึ่งได้บุญมากกว่าการให้ทานอยู่แล้ว

(หากแค่ท่องบทแผ่เมตตาจะไม่ได้บุญแบบนี้)

 

นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกบางส่วนก็ได้กล่าวถึงอภัยทานในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับศีล

หรือในลักษณะของการไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ซึ่งบุญแบบนี้ไม่ใช่เป็นการทำทาน เป็นศีล ซึ่งได้บุญมากกว่าการให้ทานอยู่แล้ว

 

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องลึกลับต่อไปสำหรับผมว่า

อภัยทาน หมายถึงอะไร ใครกำหนดขึ้น มีขอบเขตอย่างไร มีนิยามอย่างไร ได้บุญมากแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ ไม่มีการกล่าวถึงอย่างเป็นกิจลักษณะในพระไตรปิฎก

 

ในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่พูดถึง ผมเชื่อพระพุทธเจ้า ผมจึงไม่เคยพูดถึงอภัยทาน

ไม่เคยเชื่อว่าอภัยทานคือการให้ทาน และไม่เคยเชื่อว่าอภัยทานได้บุญมากในด้านการให้ทาน

พระพุทธเจ้าคือผู้ที่รู้จริงทุกเรื่อง เราชาวพุทธ หากไม่เชื่อพระพุทธเจ้า จะให้เชื่อใคร ??

 

ด้วยความนับถือ

ณัฐพบธรรม
ผู้เขียนหนังสือ "ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว"
(เมื่ออ่านจบแล้วจะอุทานเหมือนชื่อหนังสือ)

http://www.Nutpobtum.com

 

หมายเหตุ: ข้อความที่เป็นอักษรสีน้ำเงินได้แก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง

หลังจากที่มีกัลยาณมิตร ได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องอภัยทาน

 

 

 

 

 

 

ธรรมะ,สังฆทาน,สังฆทานที่ถูกต้อง,กฎแห่งกรรม,กฏแห่งกรรม,บุญ,บาป,บุญบาป,นรก,สวรรค์,ทำทาน,รักษาศีล,เจริญภาวนา,นั่งสมาธิ,เจริญสติ,ธรรมทาน,ณัฐพบธรรม 

 

ความคิดเห็น

  1. 1
    Mrs Mary
    Mrs Mary marycoleloanscompany3@gmail.com 14/01/2017 10:10

    อาจสงบสุขของพระเจ้าอยู่กับคุณ


    คุณเป็นนักธุรกิจหรือหญิง? คุณอยู่ในใด ๆ


    ความเครียดทางการเงินหรือไม่หรือคุณต้องการเงินทุนเพื่อเริ่มต้นขึ้น


    ธุรกิจของคุณเอง?


    A) การขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล


    B) ธุรกิจและการศึกษาเริ่มต้นขึ้น


    C) รวมหนี้


    D) เงินกู้คริสมาสต์


    ชื่อ: ..........................................


    ประเทศ: .........................................


    สถานที่ตั้ง: ..........................................


    สถานะ: .......................................


    เพศ: ................................................ ...


    อายุ ................................................. ....


    การกู้ยืมเงินที่ต้องใช้: .........................


    ระยะเวลากู้: ...................................


    หมายเลขโทรศัพท์มือถือส่วนบุคคล: .......................


    รายได้ต่อเดือน: .....................................


    ขอขอบคุณและขอให้พระเจ้าคุ้มครอง


    อีเมล์: marycoleloanscompany3@gmail.com

  2. 2
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 06/12/2012 20:47

    เรียนคุณแหม่ม


    ผมก็ไม่ได้เิริ่มต้นจากคนที่มีสัมมาทิฐิ แทยไม่เคยทำบุญ และทำบาปสม่ำเสมอ


    แต่วันหนึ่งเมื่อเข้าใจว่าที่ถูกต้องที่ควรทำเป็นอย่างไร


    ผมก็ตั้งใจว่า จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ เพื่อทำบุญให้มากที่สุด และจะพยายามไม่ทำบาปเลยแม้แต่น้อยนิด


    เพราะผมคิดว่า ไม่รู้จะเหลือเวลาอีกนานแค่ไหน


    และผมคิดว่า เหตุที่มีความรู้สึกท้อนั้น น่าจะเกิดจากความผิดหวัง
    ที่คาดหวังว่า สิ่งที่ทำมาตลอดจะได้บุญมาก 
    คงไม่ได้เกิดจากการทำบุญทำดีทำได้ยากหรอกครับ


    เพราะคนที่ไม่ดีมาก อย่างผมยังทำได้
    ฉะนั้น ใครๆก็ทำดีทำบุญได้ครับ



  3. 3
    แหม่ม
    แหม่ม cnadenada42@gmil.com 06/12/2012 10:30

    เรียนคุณณัฐพบธรรม


           ดิฉันได้อ่านหนังสือ คุณณัฐหนึ่งเล่ม รู้สึกท้อแท้ที่จะทำความดีเหมือนกัน มันดูยากมาก เหมือนสิ่งที่ทำมาทั้งหมด มันสูญเปล่า แต่ก้อไม่ถึงกับเลิกสวดมนต์ไหว้พระ ตักบาตร เข้าวัด หรอกนะคะ แต่รู้สึกว่าการเป็นคนดี แต่สอนให้คนรอบข้าง สอนลูก ๆ มันยากมากอะไรที่มีเหตุผล เราก็คิดตามเหมือนกันแต่ก็เข้าใจว่า พระบางรูปที่คนนับถือและอาจสอนบิดเบือนจากพระไตรปิฎกไปบ้างท่านคงคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนละความชั่ว ละอายต่อบาปให้มากที่สุด มากกว่า แต่การสอนในสิ่งผิดก็ไม่ใช่เรื่องดีอีกนั่นแหละนะคะ ไม่ได้มีเจตนาอะไรนะคะ แค่อยากมีกำลังใจว่าทำอย่างไรจึงจะมีกำลังใจสร้างความดี(ผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้) ต่อไป

  4. 4
    นศ.ใหม่
    นศ.ใหม่ nangkaka09@gmail.com 24/11/2012 14:44

    ที่อ่านมาเห็นด้วยกับทุกท่านคะ และทำมาแล้วทั้ง 2 อย่าง ขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยคน


    ธรรมทาน ทำได้ง่าย ไม่ต้องฝืนใจทำ เช่นการให้หนังสือรรมมะ การพูดให้กำลังใจคนที่มีทุกข์ปรารถนาให้เขามีความสุข  แต่ อภัยทาน ทำยากมากคะ มากถึงมากที่สุด เช่นเมื่อมีอะไรที่ไม่พอใจมากระทบเรา ต้องมีสติให้หยุดไม่ตอบโต้ และดับโกรธ เมื่อดับโกรธแล้ว ต้องมีสติ ไม่พยาบาทอาฆาตไม่จองเวร และไม่ปรารถนาให้เขาต้องอยู่ในสถานการณืแบบเรา และยังต้องปรารถนาให้เขามีความสุขด้วย แค่คิดก็หินแล้วค่ะ แต่ก็พยายามทำนะคะ ได้บ้างไม่ได้บาง มาเป็นครั้งคราวคะ เพราะยังมือใหม่


     

  5. 5
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 21/11/2012 10:44

    คุณ mim ครับ


    ผมคิดว่า อย่าไปหาคำตอบเลยครับว่าท่านไปไหน
    เพราะไม่ว่าท่านจะไปไหน สิ่งที่เราจะทำเพื่อท่านได้มีน้อยมากๆแล้วครับ
    แนะนำว่า ทำบุญแล้วอุทิศบุญให้ท่านแบบนี้ต่อไป(ดีแล้ว)


    แต่สิ่งสำคัญก็คือ เรามีชีวิตที่จะต้องดำเนินต่อไปครับ ^_^

    ซึ่งเส้นทางที่เราต้องเดินตาม ก็คือเส้นที่พระพุทธเจ้าแนะนำนั่นเองครับ
    เอาใจช่วยให้ผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยดีครับ ^_^

  6. 6
    mim
    mim mimm619@yahoo.com 18/11/2012 20:45

    สวัสดีอีกครั้งค่ะพี่ณัฐ..ตามที่ได้เคยถามพี่ไปตามกระทู้ข้างบน


    เรื่องการทำบุญให้คุณแม่ที่ป่วยหนัก ตอนนี้คุณแม่เสียไปเกือบ2เดือนแล้วค่ะ


    ใจนึงเจ็บปวดมากกับการสูญเสียการพลัดพรากที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


    แต่อีกใจนึงก็รู้สึกหมดห่วง..กับการทุกข์ทรมานของคุณแม่ค่ะ


    แต่ก็ไม่สักทีเดียวเพราะตั้งแต่คุณแม่เสียไปหนูไม่เคยฝันถึงคุณแม่เลยค่ะ


    ไม่มาหาทั้งรูปกลิ่นหรือการสัมผัสใดๆเลยทั้งๆที่หนูเป็นลูก..หรือคุณแม่ทราบว่าหนูกลัวก็ไม่รู้ค่ะ


    ทำให้หนูอดสงสัยไม่ได้ว่าคุณแม่ของหนูท่านไปสู่ภพภูมิที่ดีหรือไม่อย่างไร..เราจะทราบได้อย่างไรคะ


    แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือหนูทำบุญและอุทิศบุญให้ท่านตลอดไปค่ะ..ขอบคุณพี่ณัฐอีกครั้งค่ะ

  7. 7
    kun
    kun lkunl@hotmail.com 10/10/2012 17:30

    หนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี เล่มที่เผยแพร่กันนั้น ไม่ได้เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชครับเป็นการแอบอ้าง



    ลองอ่านรายละเอียดตาม link นี้ดูครับ


    http://www.sangharaja.org/home/index.php?mode=news&group=5&id=79


    http://drronenv.wordpress.com/2012/05/31/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B1/



    ส่วนหนังสือวิธีสร้างบุญบารมีที่เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชจริงๆ เป็นเล่มนี้ครับ


    http://www.sangharaja.org/home/_admin/images/download_me/download_me0000006.pdf

  8. 8
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 26/06/2012 19:12

    เรียนคุณมิ้ม


    ไม่มีใครช่วยใครได้นะครับ เพราะทุกคนมีกรรมเป็นของตน


    หนทางที่พอจะ"มีโอกาส" ช่วยบรรเทาได้ก็คือ
    ทำบุญเกี่ยวกับชีวิตและสุขภาพ โดยนำเงินของแม่ไปทำ
    (ต้องแจ้งให้ท่านทราบ พอทำเสร็จก็ต้องบอก)

    เช่น ปล่อยปลา(หรือสัตว์อื่นๆ) ที่"กำลังจะถูกฆ่า "
    ถวายยารักษาโรคเป็นสังฆทาน บริจาคให้โรงพยาบาลสงฆ์


    หากบุญสบช่องส่งผล ก็น่าจะบรรเทาเบาบางลงได้ครับ

  9. 9
    mim
    mim mimm619@yahoo.com 25/06/2012 21:16

    พี่ณัฐคะ รบกวนถาม ตอนนี้คุณแม่หนูป่วยหนักมาก


    หนูทำบุญและนั่งสมาธิแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรแทนคุณแม่ค่ะ


    ไม่รู้ว่าการที่หนูทำแทนแม่เจ้ากรรมนายเวรแม่เขาจะรับรู้ได้ไหมคะ


    อยากให้อะไรที่มันหนักได้บรรเทาลงบ้าง เพราะหนูมั่นใจว่าคุณแม่หนูเป็นคนดีมาก


    แต่ไม่รู้ว่าชาติก่อนๆเราไปทำอะไรไม่ดีไว้ ชาตินี้คุณแม่หนูถึงไม่เคยได้พบกับเรื่องร้ายๆติดๆกันมาตลอด


    และยังต้องมาป่วยหนักอีก ตอนนี้หนูมีคุณแม่เพียงคนเดียวค่ะพีณัฐ ขอบคุณค่ะ

  10. 10
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 28/05/2012 16:21

    ขอบคุณ คุณ mim ด้วยเช่นกันครับ ที่ตดตามผลงาน


    ขออนุโมทนาด้วยนะครับ ที่เชื่อพระพุทธเจ้า และพยายามทำบุญละบาป ^_^

  11. 11
    mim
    mim mimm619@yahoo.com 27/05/2012 20:31

    หนูเชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่สุดเหมือนพี่ณัฐพบธรรมค่ะ


    ซื้อหนังสือพี่หลายเล่มแล้ว อ่านหนังสือของพี่ณัฐและพี่ดังตฤณแล้วทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป


    พยายามทำแต่กุศลกรรมให้มากที่สุดค่ะแต่ก็ยังมีผิดศีลบ้างนิดหน่อย แต่ก็จะพยามยามปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นไปค่ะ


    ขอบคุณพี่ณัฐมากนะคะ ^^

  12. 12
    yongratn
    yongratn yongratn@Gmail.com 18/04/2012 07:15

    ธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบมีความสำคัญด้วยกันทั้งหมด  เฉกเช่นยาจะมีสรรพคุณต่างกัน  อยู่ที่แพทย์นำไปใช้รักษาคนป่วย  ว่าป่วยด้วยโรคอะไรก็จะรักษาโรคนั้นด้วยยาประเภทนั้น  ดังนั้นยาประเภทนั้นจึงมีความสำคัญกว่ายาอีกประเภทหนึ่ง   ธรรมก็เช่นกัน  จะมีความสำคัญมากน้อยกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้แก้ปัญหาของแต่ละคน หรือแต่ละสถานการณ์  เช่น ในทศชาติของพระพุทธเจ้าจะเน้นบำเพ็ญเพียรในธรรมต่างๆ  และในปัจจุบันสังคมไทยเรามีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดถึงขั้นวิกฤต  นั่นแสดงว่า  สังคมเราขาดการให้อภัยซึ่งกันและกัน   สมควรแก้ด้วยธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยการให้อภัยมาอันดับหนึ่ง  (อภัยทานก็คือส่วนหนึ่งของธรรมทาน)    

  13. 13
    Aodzilla
    Aodzilla 28/03/2012 10:35

    ขออนุโมทนาบุญกับคุณสิริจันโทด้วยนะครับ  ผมได้อ่านข้อความแล้วรู้สึกว่ากระจ่างชัดเจนดีมาก ๆ เลยล่ะครับ


    มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้มองเห็นชัดเจนทะลุเลยล่ะครับ  ขอบคุณมากนะครับที่ทำให้เข้าใจมากขึ้น


  14. 14
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 25/03/2012 15:08

    เรื่องนิกายที่แตกต่าง อันนี้ไม่ทราบจริงๆครับ และไม่มีความอยากทราบ ก็เลยไม่เคยดิ้นรนหาข้อมูล

    แต่ถ้าจะให้"คาดเดา" ผมว่าแต่ละนิกาย ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการ"ตีความ" พระไตรปิฎกต่างกัน
    แต่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากการ "อยากเชื่อ"พระไตรปิฎกที่แตกต่างกัน
    (บางกลุ่มอยากเชื่อเฉพาะที่ตนอยากเชื่อ จึงตัดบางเรื่องออกไป)


    ส่วนเรื่องการนั่งรับพรกับยืนรับพรนั้น
    ตามพระวินัย หากพระยืนอยู่ ท่านจะไม่สามารถแสดงธรรมให้กับคนที่นั่งได้
    แต่การให้พรนี่ผมไม่แน่ว่าจะเรียกว่าการแสดงธรรมหรือเปล่านะครับ
    มันเป็นเหมือนการให้กำลังใจมากกว่า และไม่มีผลต่อบุญที่เราทำเลยครับ


    อย่างไรก็ตาม ก็จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของนิกายต่างๆมาจากไหน
    เหมือนเรื่องให้พร บางคนก็จะตีความว่าเป็นการแสดงธรรม บางคนก็คิดว่าไม่ใช่
    ส่วนผมคิดว่า "ตรงกลาง" นั่นดีที่สุด นั่นคือยืนรับพรแบบก้มหัวให้พระ
    แค่นี้ก็จบแล้วครับ

  15. 15
    23/03/2012 21:40

    ขอบคุณ สำหรับคำตอบ ครับ อีกเรื่องที่ผมสงสัยมาตลอดแต่ไม่แน่ใจว่าจะตั้งคำถามถูก หรือป่าว คือ เท่าที่รู้มา พุทธศาสนา ทำไมถึงแบ่งไปหลายนิกาย หลายสาย ในเมื่อมีพระพุทธเจ้า องค์เดียวกัน เป็นเพราะเหตุใด เป็นความขัดแย้งกันหรือป่าว อยากให้ คุณณัฐ อธิบายให้ละเอียด เป็นเนื้อเรื่องเลยยิ่งดีครับ ศาสนา พุทธ มีกี่สาย มีกี่ นิกาย อะไรบ้าง สาเหตุการแบ่งเพราะอะไร แล้วใช้คำสอน อันเดียวกันหรือไม่ เพราะเท่าที่รู้มาได้ยินมา พระบาง รูป ฉันมื้อเดียว บางรูป 2 มื้อ ใช้พระวินัย เหมือนกันหรือไม่ อย่างรัย อย่างเช่น คุณณัฐ บอกว่าการนั่ง หรือยืน รับพรหลัง ใส่บาตร การนั่งเป็นการน้อบน้อมมากกว่าการยืน แต่ผมได้ยินพูดกันว่า ห้ามนั่งฟังพระให้พร หลังใส่บาตร แล้วจะผิด วินัยแต่ยืนรับพร ไม่ผิด คือได้เห็นจากพระต่างจังหวัดมาที่วัดบ้านผมแล้วทำแบบนั้น จึงยิ่ง งงไปไหญ่ ได้แบบละเอียดยิ่งดีครับ ขอบคุณครับ

  16. 16
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 21/03/2012 10:19

    เราทุกคน เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องรับกรรมเก่าที่ทำ พร้อมกับทำกรรมใหม่
    เราจึงไม่ได้เกิดมาเพื่อรับกรรมอย่างเดียว(เกิดมาเพื่อทำกรรมใหม่ด้วย)

    แต่ชาติต่อไปเราจะเกิดอีกหรือเปล่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชาตินี้เราทำกรรมแค่ไหน เรารับกรรมแค่ไหน
    นั่นคือ แม้ว่าชาตินี้เราจะไม่ทำกรรมใหม่เลย รับกรรมอย่างเดียว
    เกิดมาแล้วนอนอย่างเดียว ทำตัวเหมือนผัก ชาติต่อไปเราก็จะยังคงเกิดใหม่
    และแม้จะทำแบบนั้นทุกชาติ เราก็จะยังเกิดใหม่ เพราะการรับกรรม ไม่ได้ตัดการเกิด

    ตรงกันข้าม ความจริงก็คือ เพราะเรายังต้องเกิด เราก็เลยยังต้องรับกรรม
    (ไม่ใช่เพราะยังต้องรับกรรม เลยต้องเกิด)

    แต่ถ้าเราสามารถตัดกิเลสตัณหาได้
    แม้ว่าชาตินี้เราจะทำกรรมใหม่มากมาย และแทบไม่ได้รับกรรมเก่าเลย
    ชาติหน้าเราก็จะไม่เกิดอีก และไม่ต้องรับกรรมเก่าอีกเลย

    ส่วนเรื่องรับกรรมจดหมดนั้น สรุปสั้นๆว่าเป็นไปไม่ได้
    เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังรับกรรมไม่หมด ในชาติสุดท้ายก็ยังต้องรับกรรม

  17. 17
    20/03/2012 22:38

    ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ แต่ผมสงสัย ประโยคของคุณ ณัฐพบธรรม  ที่ว่า*** คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้กรรมนะครับ และเราไม่มีทางรับกรรมหมด**** อยากให้คุณ ณัฐ อธิบายให้ชัดเจนมากกว่านี้หน่อยครับ เพราะผมเข้าใจว่า
    มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาย่อมเป็นไปตามกรรมที่เราได้ทำมาแต่ชาติกอ่น และชดใช้กรรมต่างๆๆ เช่น รูปชั่ว ตัวดำ ฐานะยากจน เจ็บไข้เป็นโรค มากมาย ก็ล้วนแล้วมาจากกรรมเก่าในชาตกอ่น แต่คุณ ณัฐ บอกเราไม่ได้เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม หมายความว่า สิ่งที่ผมศึกษาและเข้าใจ ก็ผิดทั้งหมดเหรอครับ (ผมไม่เคยอ่านบทความที่คุณณัฐบอก จึงอยากให้คุณ ตอบในนี้แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เปนรัยครับ)

  18. 18
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 20/03/2012 14:45

    ตอบคุณไม่ระบุชื่อ ว่า
    แม้แต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน
    แต่โดยพื้นฐานแล้วก็มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดสมาธิเหมือนกัน
    ซึ่งนิสัยดั้งเดิมของบางคนก็จะเหมาะกับบางแบบ จึงไม่มีแบบไหนผิด
    แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องเข้าสู่การวิปัสสนา(ตามที่ได้อธิบายในหนังสือ ได้..ถ้าใจถึง)
    เพื่อยกจิตให้บรรลุธรรม
    (ดีใจครับที่อยากบวช ขอให้รักษาความอยากนี้เอาไว้ให้ได้นานๆนะครับ)

    คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้กรรมนะครับ และเราไม่มีทางรับกรรมหมด
    (อ่านบทความที่ลง Secret เดือนนี้)
    เราจะหยุดการเกิด เมื่อเราตัดกิเลสได้(ไม่ใช่เมื่อรับกรรมหมด)

    ส่วนการเอาชนะความอยากทำบาปนั้นสามารถทำได้ หากเรามีสติมากพอ
    (อ่านเพิ่มเติมในหนังสือ ได้...ถ้าใจถึง)
    แต่บาปกรรมบางอย่าง ก็มีพลังมากจนเราไม่สามารถต้านได้เหมือนกัน
    ในทางตรงกันข้าม บุญบางอย่างก็มีพลังมากจนเราไม่สามารถต้านได้เหมือนกัน

    เราบวชพระได้นับครั้งไม่ถ้วน ส่วนชาย 3 โบสถ์ไม่เกี่ยวอะไรกับคำสั่งสอนในพุทธศาสนาครับ

  19. 19
    18/03/2012 22:04

    ขอบคุณ มากครับสำหรับคำตอบ  ขอถามอีกเรื่องครับ คือการนั่งสมาธิ หรือการนั่งวิปัสนา  แต่ละแห่งไม่เหมือนกันเลย บางแห่งบอก ให้ภาวนา พุทธ โธ  บางแห่ง บอกให้ภาวนา พองหนอ  ยุบหนอ อยากทราบว่า อันไหนถูกต้องอันไหน ดีกว่ากัน ตอนนี้ผมมีหนังสือของคุณณัฐพบธรรม อยู่2เล่ม คือ ท่องนรก เที่ยวสวรรค์ และ ถ้ารู้(กู)ทำไปนานแล้ว  แต่จากที่อ่านมาผมมีปัญหาค้างคาใจหลายเรื่อง คล้ายๆกับว่ามัน ค้านกันอยู่ นะครับ แต่ผมจะถามในภายหลัง แต่วันนี้ผมขอบอกว่า หนังสือของคุณ ณัฐพบธรรม ทำให้ผมอยากจะศึกษาธรรมมะ อย่างจึงจัง ถึงขนาดที่ว่าทำให้ผมอยากจะบวชเลยทีเดียว และตอนนีผมตั้งใจว่าจะทำหน้าที่ของตนที่รับผิดชอบให้ดีที่สุดและถ้าเคลียงานทุกอย่างได้ตามที่ตั้งใจไว้ อนาคต ผมอยากจะบวช เพื่อศึกษาอย่างจิงจัง (แต่ไม่รู้ว่าเป็นอารมชั่ววูบหรือปล่าว)
     ***คุณ ณัฐพบธรรม ครับ ถ้าคนเราเกิดมาต้องชดใช้กรรม(บาป) นั่นหมายความว่า ต่อให้เราคิดทำดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถ ที่จะทำดีได้เลยเหรอครับ กรรม (บาป)ต้องฉุดให้เราต้องทำกรรมชั่วตลอดเลยหรือ ถ้า อนาคตผมอยากบวช แต่ถ้าอดีตชาติ ผมทำกรรมชั่วไว้มาก ยังไงผมก็ถูกกรรมที่ทำไว้ ขัดขวางไม่ให้บวช อยู่ดี ใชไหมครับ ***(เจอกับญาติผมเอง ตั้งใจบวช ถึง2ครั้งแต่มีเหตุให้ไม่ได้บวชทั้ง2ครั้ง)
      การบวชพระ บวชได้กี่ครั้ง ครับ คำว่าชาย 3 โบสถ์ หมายความว่าอย่างรัยครับ

  20. 20
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 13/03/2012 11:52

    ตอบคุณที่ไม่ระบุชื่อว่า

    กฎแห่งกรรม เป็นกฎสำหรับผู้ที่ยังเวียนว่ายตายเกิด
    การเข้าสู่นิพพาน คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
    จึงหลุดพ้นจากกฎแห่งกรรม ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องรับกรรมอีกต่อไปครับ

  21. 21
    11/03/2012 21:41

    คุณ ณัฐพบธรรม และ คุณ สิริจันโท ครับ และทุกท่านครับ ช่วยตอบข้อสงสัยผมด้วย คือ เกี่ยวกับ ประวัติ
    องคุลีมาน  ข้อสงสัยคือ  องคุลีมานฆ่าคนมามาก แต่พอได้ฟังธรรมมะของพระพุทธเจ้า ก็สำเร็จเป็นพระ อรหันต์
      และเท่าที่รับฟังมา ผู้ที่สำเร็จ พระอรหันต์ จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก แล้วแบบนี้ องคุลีมาน ก็มิต้องรับกรรมที่ก่อ ที่ฆ่าคนสิครับ แล้วไม่ขัด ข้อที่ว่า ไครที่ทำกรรมใดไว้ต้องรับกรรมนั้น  กรุณาช่วยตอบผมด้วยครับ

                ป.ล. ผมเคยบวชมาแล้ว แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ไม่นานมานี้ ผมได้เริ่มอ่านหนังสือธรรมมะพอที่จะเข้าใจ ลางๆๆๆ แต่มันลางมากๆๆจึงขอความกรุณาจากทุกท่านด้วยครับ

  22. 22
    11/03/2012 21:28

    คุณณัฐพบธรรม อธิบาย ผมเข้าใจ   คุณ สิริจันโท อธิบาย ผมเข้าใจ แต่ท่านอื่นๆๆ อธิบายผมทั้ง งงและไม่เข้าใจ
      
    จากผู้ที่เริ่ม  ศึกษา ธรรมมะ

  23. 23
    โกศล
    โกศล koson_ks@hotmail.com 01/03/2012 07:48





    ปุญญาภิสันทสูตร





    พระไตรปิฏกเล่มที่23 ข้อที่ 129.....
    ปฺจิมานิ ภิกฺขเว ทานานิ มหาทานานิ อคฺคฺานิ รตฺตฺานิ



    อปริมาณาน สตฺตาน อภย ทตฺวา อเวร ทตฺวา อพฺยาปชฺฌ ทตฺวา



    อปริมาณสฺส อภยสฺส อเวรสฺส อพฺยาปชฺฌสฺส ภาคี โหติ อิท



    ภิกฺขเว ปม ทาน มหาทาน อคฺคฺ รตฺตฺ วสฺ โปราณ



    อสงฺกิณฺณ อสงฺกิณฺณปุพฺพ น สงฺกิยติ น สงฺกิยิสฺสติ อปฺปฏิกุฏฺ


    วสฺานิ โปราณานิ อสงฺกิณฺณานิ อสงฺกิณฺณปุพฺพานิ น สงฺกิยนฺติ


    น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺานิ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิฺูหิ กตมานิ ปฺจ อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก ปาณาติปาต ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต ภิกฺขเว อริยสาวโก อปริมาณาน สตฺตาน อภย เทติ อเวร เทติ อพฺยาปชฺฌ เทติ........


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต



    ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร


    ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่


    เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัยความไม่มีเวร ความไม่



    เบียดเบียน หาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็น


    มหาทาน บัณฑิต



    พึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคย



    กระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด 
             ท่านที่แปลพระไรปิฏกบางท่านแปลว่า   อภย เทติ =





    การให้อภัย หรืออภัยทาน

  24. 24
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 21/12/2011 10:51
    ขอบคุณความเห็นของคุณสิริจันโท ครับ(รวมถึงความเห็นดีๆในบทความอื่น)
    อธิบายได้ชัดแจ้งราวกับพลิกชามที่คว่ำให้หงาย
    ส่วนใครจะยังมองไม่เห็นสิ่งที่หงายออกมา ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลแล้วหล่ะครับ
  25. 25
    สิริจันโท
    สิริจันโท 21/12/2011 01:43
          อภัยทาน ที่จริงแล้วไม่ใช่การทำบุญในหมวดทาน เพราะการให้ทานจะต้องมีผู้รับ เช่น เราต้องการจะถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุแต่พระภิกษุไม่รับเนื่องจากเลยเวลาฉันเพลแล้ว อย่างนี้จะเรียกว่าให้ทานได้อย่างไรในเมื่อ   ไม่มีผู้รับภัตตาหารของเรา เช่นเดียวกันการที่เราพูดธรรมมะคนเดียวแต่ไม่มีคนฟัง ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการ ให้ธรรมทาน (น่าจะเรียกว่าทบทวนธรรมะให้ตัวเองมากกว่า) ดังนั้น เมื่อเราให้อภัยในการกระทำของใครสักคนหนึ่ง ซึ่งเขาอาจจะไม่รู้เลยว่าเราได้ให้อภัยแก่เขาแล้ว จะเรียกว่าให้อภัยเป็นทานได้อย่างไร...

          ส่วนที่ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงศีล ๕ ว่าเป็นมหาทาน เพราะเป็นการให้ความปลอดภัยแก่สัตว์ ฯลฯ นั้น เป็นการกล่าวเปรียบเทียบว่าศีล ๕ นั้น มีผลมหาศาล เพราะผู้รักษาศีล ๕ ได้ตั้งใจงดเว้นการกระทำความชั่ว ซึ่งเกิดผลกระทบต่อตนและโลกมากกว่าการให้ทาน เพราะผู้ที่ให้ทานได้นั้น อาจจะไม่สามารถควบคุมกายวาจาไม่ให้กระทำความชั่วได้ (ให้ทานได้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลักขโมยไม่เป็น) ซึ่งจริงๆ แล้วผู้ที่รักษาศีล ๕ ไม่ได้ให้ทานอะไรแก่ใครเลย ไม่ได้ให้ชีวิตแก่สัตว์เพราะสัตว์นั้นมีชีวิตอยู่แล้ว ไม่ได้ให้ทรัพย์แก่เจ้าของเพราะทรัพย์นั้นเป็นของเขาอยู่แล้ว ไม่ได้ให้ภรรยาแก่เขาเพราะหญิงนั้นเป็นภรรยาเขาอยู่แล้ว เพียงแต่การรักษาศีล ๕ เป็นการตั้งจิตงดเว้นที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่นซึ่งผลที่เกิดขึ้นอยู่ที่ตัวของเรา ไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่ต้องหวาดระแวง เป็นการให้แก่ตัวเราเองโดยตรง การที่ผู้อื่นอยู่อย่างสุขสบายไม่ต้องหวาดระแวงเพราะเราไม่เบียดเบียนเขานั้น เป็นเพียงผลกระทบที่เกิดจากการรักษาศีล ๕ ของเรา แต่ผลกระทบนั้นยิ่งใหญ่ทำให้สังคมสงบสุขได้  ส่วนการให้ทานนั้นจะเป็นการให้แก่ผู้อื่นโดยตรง จิตของเรามุ่งหมายจะให้เกิดผลกระทบแก่ผู้อืนนั้น แต่หากผู้อื่นนั้นไม่รับทานของเรา ทานนั้นก็ไม่เกิดผลเพราะไม่มีผู้รับ ซึ่งต่างจากการรักษาศีล ๕ ซึ่งแม้ไม่มีผู้รับก็เกิดผลแล้วทันทีที่เราได้สมาทาน  ในส่วนของการให้อภัยก็เช่นกัน ผลย่อมเกิดขึ้นทันทีที่เราให้อภัย ไม่จำเป็นว่าผู้อื่นนั้นจะต้องรู้ถึงการให้อภัยแต่อย่างใด... ดังนั้น การให้อภัยจึงไม่ใช่กุศลในหมวดทาน  แต่ที่เรียกว่า \"อภัยทาน\" คงเพื่อความสะดวกในการเรียกง่าย จนทำให้เข้าใจผิดสืบๆ กันมา...

          แต่ทั้งนี้  การให้อภัยก็ไม่ใช่ศีลเช่นกัน เนื่องจากองค์ประกอบของศีลคือ \"วิรัต\" ความตั้งใจงดเว้น ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เราจะต้องสมาทานศีลก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์  เมื่อเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น เราก็จะระลึกถึงศีลว่าเราได้ตั้งใจงดเว้นแล้ว เราจะไม่ล่่วงละเมิดศีลที่เราสมาทานแล้ว เช่น เราสมาทานว่าจะไม่ดื่มสุราเมรัยเครื่องดองของเมา ต่อมามีเพื่อนมาชวนไปดื่มสุรา เราจึงระลึกถึงศีลที่ได้สมาทานไว้ทำให้เราปฏิเสธที่จะดื่มสุรา ซึ่งต่างจากการให้อภัย  ที่เราไม่สามารถให้อภัยแก่ใครล่วงหน้าได้ แม้จะบอกว่า \"ผมปฏิญาณแล้วว่าจะไม่โกรธใครอีก\" เพราะการจะให้อภัยได้จะต้องมีความขุ่นเคือง ขัดข้องหมองใจ หรือโกรธเกิดขึ้นในใจของเราก่อน จากนั้นเราจึงนำมาตรึกตรองและตัดสินใจให้อภัย ซึ่งหากมีผู้มากระทำไม่ดีแก่เรา แต่เราไม่เกิดความขุ่นเคือง ขัดข้องหมองใจ หรือโกรธแต่อย่างใด ก็ไม่มีสิ่งใดที่เราจะต้องให้อภัยแก่เขา (ก็เราไม่ถือ ก็เลยไม่มีอะไรต้องวาง) เช่น มีใครมาตีหัวเรา เราก็จะเกิดความรู้สึกไม่พอใจหรือโกรธขี้นมาทันที แต่เมื่อเราระลึกได้เราก็ให้อภัยในการกระทำของเขา (เขาอาจไม่รู้เลย) และในกรณีเดียวกันนี้ หากเขาตีหัวเราแล้ว เราไม่มีความรู้สึกโกรธหรือไม่พอใจเราก็ไม่มีอะไรที่จะต้องอภัยแก่เขา เพราะการให้อภัยเป็นการปลดเปลื้องภาระแก่จิตของตนเองให้พ้นจากความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่ได้ให้อะไรแก่ใครทั้งนั้น ส่วนการที่เขาไม่ถูกเราทำร้ายคืนเป็นเพียงผลกระทบภายนอกที่เกิดจากคุณภาพของจิตเราเท่านั้นเอง... 
          ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้ จะเห็นได้ว่าการให้อภัยไม่อาจสมาทานไว้ก่อนได้เหมือนศีล แต่ต้องใเกิดเรื่องขึ้นมาก่อน จากนั้นหากจิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัวแล้วจึงจะมาตัดสินใจว่าจะให้อภัยหรือไม่ ซึ่งหากเราให้อภัยเราก็จะไม่พยาบาท ไม่ปองร้ายเขา แต่หากเรามีเพียงศีล ๕ แม้เราจะไม่ทำร้ายเขาก็จริง แต่จิตเรายังไม่ปล่อยวาง เรายังไม่ปลดเปลื้องภาระแก่จิต จิตเราก็จะยังคุกรุ่นด้วยไฟแห่งโทสะ ไม่มีความสงบ ต่างจากการให้อภัยซึ่่งจะทำให้จิตเราสงบในทันทีที่เราให้อภัยด้วยใจจริง  ดังนั้น การให้อภัยจึงไม่ใช่กุศลในหมวดศีล ... 

           แล้วการให้อภัยเป็นการบำเพ็ญกุศลในหมวดใด...
           
           จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเห็นได้ว่าการให้อภัยเป็นการอบรมจิต (ไม่ใช่กาย วาจา) ส่วนผลที่เกิดทางกาย วาจา เช่น เราไม่ตี ไม่ด่า คนที่มาทำร้าย หรือมาด่าเรา เป็นเพียงผลกระทบที่เกิดจากจิตที่อภัยแล้ว (ไม่เก็บมาคิดเป็นอารมณ์อีก) เป็นภาวะที่จิตคลายจากโทสะ (ให้ทานไม่ได้การันตีว่าไม่โลภ รักษาศีลไม่ได้การันตีว่าไม่โกรธ เพียงแต่เก็บอาการไว้ไม่ให้แสดงออกทางกายวาจา) การให้อภัยเป็นการรักษาจิตโดยตรง... อีกทั้งยังเป็นฐานของการเจริญเมตตาจิตต่อไปอีกด้วย  
           
          







  26. 26
    แฟนคลับ
    แฟนคลับ 15/08/2011 10:58
    สวัสดีครับคุณณัฐ

    หายไปหลายวัน เนื่องจากวันนั้นรีบเลยไม่ได้ตอบคุณณัฐ พอดีวันแม่เลยพาแม่และน้องๆ ไปปฎิบัติธรรมและหล่อพระเกศโมลีพระพุทธชินราชสมเด็จองค์ปฐมแห่งแผ่นดิน กับทางมูลนิธิเพื่อแผ่นดินมาครับ ที่ จ.เลย ขอยกบุญทั้งหมดทั้งมวลที่ผมได้รับมาให้คุณณัฐด้วยนะครับ และผมขออนุโมทนาบุญทั้งมวลกับคุณณัฐด้วยนะครับ สาธุๆๆ

    อ่านแล้วก็เหมือนเดิมครับ เห็นด้วยกับที่คุณณัฐยกพระไตรปิฎกมาทุกประการครับ ว่า ธรรมทานชนะทานทั้งปวง

    แต่บทสรุปของผมเอง ก็ยังเข้าใจว่า อภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน เหมือนเดิมครับ ทั้งนี้เพราะ อภัยทานเป็นคำเฉพาะที่กินความหมายได้ทั้ง ทาน (อานิสงส์น่าจะไ้ด้เท่าธรรมทาน...ตามที่ได้ discuss กันไปแล้ว) และภาวนา(เจริญเมตตา)  ส่วนจะได้บุญในหมวดศีลด้วยหรือไม่ ผมเองไม่แน่ใจ จึงขอละไว้ก่อนครับ แต่แค่นี้ก็มากมายมหาศาลแล้วครับ ดังนั้นผมจึงเห็นว่า เราควรหยุดการสนทนาธรรมกันไว้เพียงเท่านี้ก่อน เอาเป็นว่าแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคนละกันนะครับ
  27. 27
    แฟนคลับ
    แฟนคลับ 15/08/2011 10:57
    สวัสดีครับคุณณัฐ

    หายไปหลายวัน เนื่องจากวันนั้นรีบเลยไม่ได้ตอบคุณณัฐ พอดีวันแม่เลยพาแม่และน้องๆ ไปปฎิบัติธรรมและหล่อพระเกศโมลีพระพุทธชินราชสมเด็จองค์ปฐมแห่งแผ่นดิน กับทางมูลนิธิเพื่อแผ่นดินมาครับ ที่ จ.เลย ขอยกบุญทั้งหมดทั้งมวลที่ผมได้รับมาให้คุณณัฐด้วยนะครับ และผมขออนุโมทนาบุญทั้งมวลกับคุณณัฐด้วยนะครับ สาธุๆๆ

    อ่านแล้วก็เหมือนเดิมครับ เห็นด้วยกับที่คุณณัฐยกพระไตรปิฎกมาทุกประการครับ ว่า ธรรมทานชนะทานทั้งปวง

    แต่บทสรุปของผมเอง ก็ยังเข้าใจว่า อภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน เหมือนเดิมครับ ทั้งนี้เพราะ อภัยทานเป็นคำเฉพาะที่กินความหมายได้ทั้ง ทาน (อานิสงส์น่าจะไ้ด้เท่าธรรมทาน...ตามที่ได้ discuss กันไปแล้ว) และภาวนา(เจริญเมตตา)  ส่วนจะได้บุญในหมวดศีลด้วยหรือไม่ ผมเองไม่แน่ใจ จึงขอละไว้ก่อนครับ แต่แค่นี้ก็มากมายมหาศาลแล้วครับ ดังนั้นผมจึงเห็นว่า เราควรหยุดการสนทนาธรรมกันไว้เพียงเท่านี้ก่อน เอาเป็นว่าแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคนละกันนะครับ 
  28. 28
    แฟนคลับ
    แฟนคลับ 11/08/2011 15:27
    ครับผม
  29. 29
    Nutpobtum
    Nutpobtum 11/08/2011 12:23

    ที่สำคัญที่สุด
    ผมอยากให้อ่านในเรื่องท้าวสักกเทวราช
    ในอรรถกถาเล่มที่ ๔๓ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-สุตตนิบาต หน้า ๓๒๕
    ว่า ธรรมทานชนะทานทั้งปวง ที่พระพุทธพูดถึง หมายถึงธรรมทานแบบไหน

    ดังนี้ครับ
    พระศาสดาตรัสว่า  "ดีละ  มหาบพิตร  ตถาคตบำเพ็ญบารมี  ๓๐ทัศ  บริจาคมหาบริจาค๑  แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้ว  ก็เพื่อตัดความสงสัยของชนผู้เช่นพระองค์นี่แหละ,  ขอพระองค์จงทรงสดับปัญหาที่พระองค์ถามแล้วเถิด:  บรรดาทานทุกชนิด  ธรรมทานเป็นเยี่ยม,  บรรดารสทุกชนิด  รสแห่งพระธรรมเป็นยอด,  บรรดาความยินดีทุกชนิด  ความยินดีในธรรมประเสริฐ,  ส่วนความสิ้นไปแห่งตัณหาประเสริฐที่สุดแท้เพราะความเป็นเหตุให้สัตว์บรรลุพระอรหัต" 
    ดังนี้แล้ว  ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
      สพฺพทานํ  ธมฺมทานํ  ชินาติ  สพฺพํ    รสํ  ธมฺมรโส  ชินาติ 
       สพฺพํ  รตึ  ธมฺมรตี  ชินาติ    ตณฺหกฺขโย  สพฺพทุกฺขํ  ชินาติ.
      "ธรรมทาน  ย่อมชนะทานทั้งปวง,  รสแห่ง ธรรม  ย่อมชนะรสทั้งปวง, 
       ความยินดีในธรรม ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง,  ความสิ้นไปแห่งตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง."

    แก้อรรถ
     บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สพฺพทานํ  เป็นต้น  ความว่า 
    ก็ถ้า บุคคลพึงถวายไตรจีวรเช่นกับใบตองอ่อน  แด่พระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วพระขีณาสพทั้งหลาย  ผู้นั่งติด  ๆ  กัน  ในห้องจักรวาลตลอดถึงพรหมโลก.  การอนุโมทนาเทียว  ที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงทำด้วย
    พระคาถา  ๔  บาทในสมาคมนั้นประเสริฐ; 
    ก็ทานนั้น  หามีค่าถึงเสี้ยวที่  ๑๖  แห่งพระคาถานั้นไม่: 
    การแสดงก็ดี  การกล่าวสอนก็ดี  การสดับก็ดี  ซึ่งธรรม  เป็นของใหญ่  ด้วยประการฉะนี้. 

    อนึ่ง  บุคคลใดให้ทำการฟังธรรม,  อานิสงส์เป็นอันมากก็ย่อมมีแก่บุคคลนั้นแท้. 
    ธรรมทานนั่นแหละ  ที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นให้เป็นไปแล้ว  แม้ด้วยอำนาจอนุโมทนาโดยที่สุดด้วยพระคาถา  ๔  บาท  ประเสริฐที่สุดกว่าทานที่ทายกบรรจุบาตรให้เต็มด้วยบิณฑบาตอันประณีตแล้วถวายแก่บริษัทเห็นปานนั้นนั่นแหละบ้าง  กว่าเภสัชทานที่ทายกบรรจุบาตรให้เต็มด้วยเนยใสและน้ำมันเป็นต้น แล้วถวายบ้าง  กว่าเสนาสนทานที่ทายกให้สร้างวิหารเช่นกับมหาวิหารและปราสาทเช่นกับโลหปราสาทตั้งหลายแสนแล้วถวายบ้าง  กว่าการบริจาค
    ที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้นปรารภวิหารทั้งหลายแล้วทำบ้าง. 
    เพราะเหตุไร?  เพราะว่าชนทั้งหลาย  เมื่อจะทำบุญเห็นปานนั้น  ต่อฟังธรรมแล้วเท่านั้นจึงทำได้.  ไม่ได้ฟัง  ก็หาทำได้ไม่;  ก็ถ้าว่าสัตว์เหล่านี้ไม่พึงฟังธรรมไซร้,  เขาก็ไม่พึงถวายข้าวยาคูประมาณกระบวยหนึ่งบ้าง  ภัต
    ประมาณทัพพีหนึ่งบ้าง;  เพราะเหตุนี้  ธรรมทานนั่นแหละ  จึงประเสริฐที่สุดกว่าทานทุกชนิด.

     อีกอย่างหนึ่ง  เว้นพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเสีย  แม้พระสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น  ผู้ประกอบด้วยปัญญา  ซึ่งสามารถนับหยาดน้ำได้  ในเมื่อฝนตกตลอดกัลป์ทั้งสิ้น  ก็ยังไม่สามารถจะบรรลุ
    โสดาปัตติผลเป็นต้น  โดยธรรมดาของตนได้;  ต่อฟังธรรมที่พระอัสสชิเถระเป็นต้นแสดงแล้ว  จึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล,  และทำให้แจ้งซึ่งสาวกบารมีญาณ  ด้วยพระธรรมเทศนาของพระศาสดา;  เพราะเหตุแม้นี้
    มหาบพิตร๑  ธรรมทานนั่นแหละจึงประเสริฐที่สุด. 

    เพราะเหตุนั้น  พระศาสดาจึงตรัสว่า  "สพฺพทานํ  ธมฺมทานํ  ชินาติ."
     
    อ่านแล้วยังคิดว่า ธรรรมทานที่ชนะทานทั้งปวง ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง หมายถึงอภัยทานอีกหรือเปล่าครับ

  30. 30
    Nutpobtum
    Nutpobtum 11/08/2011 12:13

    เรียนคุณ แฟนคลับ

    เท่าที่ผมอ่านสิ่งที่คุณแฟนคลับตอบ
    ผมคิดว่าคุณแฟนคลับน่าจะตีความหมายของบทความ
    และตีความหมายของคำตอบของผม ไม่ถูกต้องอย่างที่ผมต้องการจะสื่อนะครับ

    โดยเฉพาะเรื่องของหลวงปู่ฤาษีลิงดำ

    (ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้อ่านทั้งหมดอีกรอบนะครับ)

    ผมเปิดใจรับฟังสิ่งที่อยู่นอกพระไตรปิฎกนะครับ
    แต่ไม่เปิดใจรับฟังสิ่งที่"ขัดแย้ง"กับพระไตรปิฎก

    ผมไม่ได้คิดว่าครูบาอาจารย์ผิด
    แต่ผมคิดว่าพระพุทธเจ้าถูกต้องที่สุด

    หากชาวพุทธยึดเอาพระที่ตนเคารพเป็นหลัก
    ความวุ่นวายจะเกิดขึ้น เพราะครูบาอาจารย์ต่างก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
    ชาวพุทธจึงต้องยึดพระไตรปิฎกเป็นหลัก

    ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า
    หากคำสอนของใคร"ขัดแย้ง"กับพระไตรปิฎก
    ก็ให้ยึดเอาพระไตรปิฎก

  31. 31
    แฟนคลับ
    แฟนคลับ 10/08/2011 21:14
    อยากฝากไว้อีกอย่างหนึ่งครับว่า อภัยทาน เป็นศัพท์เฉพาะ ไม่ได้อธิบายไว้ชัดเจนในพระไตรปิฎก ดังนั้น จึงขึ้นกับการตีความหมายของพุทธบริษัทที่ศึกษาพระธรรมคำสอน ปัญญาหรือความรู้สำหรับปุถุชนที่ศึกษาจากตำราหรือพระไตรปิฎกเป็นเพียงสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญาเท่านั้น ต้องระวังว่าจะตีความผิด

    ยังมีปัญญาอีกประเภทสุดท้ายคือ ภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาที่แท้จริงซึ่งเกิดจากการปฏิบัติ ดังนั้น จึงเราจึงไม่ควรไปปรามาสคำสอนครูบาอาจารย์ ที่เราคิดว่าไม่ถูกต้อง (เพราะท่านอาจกล่าวถูกแล้วเราเข้าใจผิดไปเอง)

    ธรรมะไม่ได้มีอยู่แต่เฉพาะในพระไตรปิฎกเท่านั้น เพราะพระไตรปิฎกก็เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้เท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ไม่ได้กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ไม่ได้แปลว่าไม่จริง การปรามาสครูบาอาจารย์หรือติเตียนผู้อื่นจึงเป็นสิ่งชาวพุทธไม่ควรทำ (แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง) ดังนั้น หากจะมีใครอุตริไปกำหนดคำว่า เมตตาทาน กรุณาทาน ฯลฯ ก็เป็นเรื่องของเขา เราควรเตือนตัวของเราเองดีกว่าครับ... ดังพุทธพจน์ที่ว่า

    อัตตนา โจทยัตตานัง : จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดของตัวเองไว้เสมอ

  32. 32
    แฟนคลับ
    แฟนคลับ 10/08/2011 12:23
    555...
    คุณณัฐคงไม่เข้าใจที่ผมกล่าวมาจริงๆ ถึงได้บอกว่าผมพยายามเอาชนะคำพูดของพระพุทธเจ้า

    ก็ไม่เป็นไรครับ นานาจิตตัง เอาเป็นว่าผมขอสรุปให้ฟังอีกครั้งว่า

    - อภัยทาน จัดเป็น ธรรมทานประเภทหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบ 2 อย่าง คือ ให้ธรรมะเป็นทาน กับ การให้อภัยทาน ส่วนระหว่างการให้ธรรมะเป็นทาน กับ อภัยทาน อย่างไหนได้บุญมากกว่ากัน หรือว่าอาจจะได้บุญเท่ากัน ผมก็ไม่รู้ เพราะพระไตรปิฎกไม่ได้บอกไว้ (แต่หลวงพ่อฤาษีฯ บอก)

    ดังนั้นเวลากล่าวว่า การให้ธรรมทาน ชนะทานทุกประเภทจึงถูกต้อง และหากจะกล่าวว่า การให้อภัยทานเป็นทานสูงสุด จึงไม่ได้กล่าวแย้งกับพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด เพราะอภัยทานก็คือ ธรรมทานประเภทหนึง

    ตรงจุดนี้ต้องตีให้แตกว่า ถ้าพิจารณาเฉพาะการทำบุญในหมวดทาน อภัยทานก็เป็นธรรมทาน จึงเป็นทานสูงสุด ไม่ได้แย้งพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด

    - แต่การให้อภัยทาน ได้บุญในส่วนศีลและเจริญเมตตาด้วย จึงได้บุญเพิ่มในส่วนนี้ ซึ่งทำให้ อภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน (ในส่วนของศีล และภาวนา)


    หมายเหตุ

    ความจริงในศาสนาพุทธคือ การทำบุญที่ได้บุญมากที่สุด ไม่ใช่การทำบุญที่ให้คนอื่น แต่เป็นการชำระกิเลสในใจตน ทานแม้จะให้มากเป็นสมบัติมากมายมหาศาลก็ไม่สู้การชำระกิเลสในใจแม้จะชำระได้น้อยนิด

    จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ผมสังเกตใจตัวเองหลังจากที่ได้รู้ัจักคำว่า อภัยทาน อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการให้อภัยแต่ปาก แต่เป็นการเจริญสมาธิแล้วตั้งใจให้อภัยทานแก่ทุกๆ คน ที่ไม่ชอบ และถึงสรรพสัตว์ทุกดวงจิต สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมพบกับปีติจนขนลุกแทบทุกครั้งที่เผลอไปโกรธใครแล้วตั้งใจให้อภัยทานเขา สิ่งนี้เป็นความสุขที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เป็นความอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง และผมรุ้สึกว่า โทสะลดลงอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่สงสัยในอานิสงส์ของอภัยทานเลย ว่ามากมายเพียงใด.......

    ขอให้เจริญในธรรมครับ..
  33. 33
    Nutpobtum
    Nutpobtum 09/08/2011 14:27
    เรียนคุณแฟนคลับ

    ผมคิดว่าคำตอบดังกล่าว ยังไม่สามารถยืนยันว่า คำกล่าวว่า
    อภัยทานได้บุญสูงสุดในด้านการให้ทาน และได้บุญมากกว่าธรรมทาน

    เป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง
    ในทางตรงกันข้าม หากจะพยายามให้อภัยทานเป็นการทำทาน
    ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ไม่ได้บุญมากกว่าธรรมทาน
    เพราะหากยึดตามอรรถกถาดังกล่าว ก็พอจะอนุมานได้ว่า ได้บุญเทียบเท่า
    และย้ำอีกทีว่า ธรรมทานชนะทานทั้งปวง พระพุทธเจ้าตรัส
    ฉะนั้น หากพยายามจะบอกว่าเป็นทาน ยังไงก็ไม่มีทางได้บุญมากกว่าธรรมทาน

    อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าเป็นทั้งทาน ศีล ภาวนา
    ก็ควรจะสื่อสารออกมาว่า เป็นทั้งทาน ศีล ภาวนา
    ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะบอกว่า อภัยทานชนะธรรมทาน
    เพราะทำให้คนเข้าใจว่า อภัยทานเป็นหมวดทาน

    ในขณะเดียวกัน การจะเหมารวมว่า เป็นการทำบุญที่ครอบคลุมทั้ง 3 หมวด
    แล้วนำมาเปรียบเทียบว่าได้บุญมากกว่า ธรรมทาน
    ก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เหมือนเอาผลไม้คนละชนิดมาเทียบกัน

    เพราะไม่อย่างนั้น ผมก็สามารถบอกได้ว่า
    เมตตาทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน
    กรุณาทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน
    มุทิตาทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน
    อุเบกขาทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน
    เพราะพรหมวิหาร 4 ก็สามารถนับเข้าทั้งทาน ศีล ภาวนาได้เช่นกัน

    เพราะเราสามารถมอบความความรู้สึกแบบนี้ให้ผู้อื่นได้
    การมีพรหมวิหาร 4 ก็จะทำให้เราไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น
    การเจริญพรหมวิหาร 4 ก็เป็นการเจริญภาวนาอย่างหนึ่ง

    กล่าวโดยสรุปก็คือ
    หากจะนับอภัยทานเป็นทาน ก็ต้องไม่ชนะธรรมทาน(อย่างมากก็ได้บุญเท่ากัน)
    เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทานชนะทานทั้งปวง ย่อมต้องไม่มีทานไหนชนะธรรมทาน

    หากจะนับอภัยทานเป็นศีล หรือภาวนา ก็ต้องได้บุญมากกว่าทานอยู่แล้ว
    แต่ก็ไม่ควรทำให้คนเข้าใจผิดว่า อภัยทานอยู่ในหมวดทาน

    หากจะนับเป็นทั้งทาน ศีล ภาวนา
    ก็ต้องไม่เปรียบเทียบกับธรรมทาน ซึ่งเป็นหมวดของการทำทาน
    เพราะเหมือนการพยายามนำสิ่งแตกต่างกัน มาเปรียบเทียบกัน
    ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็ต้องเปรียบเทียบบนพื้นฐานเดียวกัน
    เปรียบเทียบกับตัวที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
    และย้ำอีกครั้งว่า จะต้องไม่ทำให้คนเข้าใจ อภัยทานเป็นการทำบุญในหมวดทาน
    (ควรจะบอกว่าเป็นทั้งทาน ศีล ภาวนา จึงชนะธรรมทาน)

    และย้ำอีกครั้งว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่พยายามจัดให้เข้าหมวดทาน
    อภัยทานทำได้ดีที่สุดก็แค่ ได้บุญเท่าธรรมทาน
    เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทานชนะทานทั้งปวง
    ฉะนั้นคำพูดว่า อภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน จึงขัดกับคำพูดของพระพุทธเจ้า

    การพยายามจะให้อภัยทาน เป็นการทำบุญในหมวดทาน ที่เอาชนะธรรมทานให้ได้

    จึงเป็นการพยายามเอาชนะคำพูดของพระพุทธเจ้า

    ปล. ผมมีหนังสือหลวงปู่ฤาษีลิงดำอยู่ที่บ้านมากกว่า 30 เล่มครับ ทั้งชุดกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เรื่องจริงอิงนิทาน ตายแล้วไม่สูญฯ และอื่นๆอีกมากมาย
    แต่คำสอนไหนของหลวงปู่ที่ผมหาคำยืนยันจากพระไตรปิฎกไม่ได้
    ผมก็จะยังไม่เชื่อ(และไม่คัดค้าน)
    เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ยึดพระไตรปิฎกเป็นหลักครับ

    และใน Link ดังกล่าว หลวงปู่ก็ไม่ได้บอกว่า อภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน
    ท่านบอกแค่ว่า ได้บุญสูงสุดในด้านการให้ทาน
    ซึ่งสามารถตีความอีกด้านได้ว่า ได้บุญเท่ากับธรรมทาน(หากจะนับอภัยทานเป็นทาน)
  34. 34
    แฟนคลับ
    แฟนคลับ 08/08/2011 21:19
    สวัสดีครับคุณ ณัฐ

    ตามความเห็นของผม คำว่า อภัยทาน ตรงกับการทำบุญครบทั้ง 3 หมวดเลยครับ

    - ประการที่ 1 หากตีความจากอรรถกถาในทานสูตร ดังที่ได้กล่าวไปตอนแรก นั่นแปลว่า อภัยทานก็จัดเป็นธรรมทานประเภทหนึ่ง (เป็น subset ของธรรมทาน) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ธรรมทาน = การให้ธรรมะหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นทาน + การให้อภัยทาน

    หมายเหตุ : ตรงจุดนี้ผมไม่เห็นด้วยที่ว่า อรรถกถากล่าวแย้งกันเอง เพราะเป็นเพียงท่านไม่ได้กล่าวถึงเท่านั้น ตามความเข้าใจของผมคิดว่าเราควรอ่านจากหลายๆ พระสูตรแล้วสรุปรวบยอดอีกที

    ในเมื่อธรรมทาน มี 2 อย่างคือ การให้ธรรมะเป็นทาน กับ อภัยทาน คำถามคือ อะไรล่ะที่ได้บุญมากกว่ากันหรือว่าได้บุญเท่ากัน ระหว่างการให้ธรรมะเป็นทานกับอภัยทาน ผมคงตอบไม่ได้(เพราะยังโง่อยู่มาก) หากเป็นสมัยพุทธกาลก็คงไม่ใช่เรื่องยาก ไปถามพระพุทธเจ้าก็จะรู้ แต่ยุคเราจะถามพระพุทธเจ้าได้อยู่หรือไม่ คนส่วนใหญ่คงตอบว่า ไม่ได้ ก็พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว แต่ผมอาจจะบ้าหน่อย เพราะผมเชื่อว่า ถามได้ (ด้วยมโนมยิทธิ) เรื่องนี้ค่อนข้างยาว ผมขอสรุปง่ายๆ ว่า หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านเป็นพระอริยะที่สอนเรื่องมโนมยิทธิ (มีในพระไตรปิฎก) โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ท่านได้ถามพระพุทธองค์แล้ว จึงสอนอย่างนี้ ส่วนเรื่องที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็คงแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคน เอาเป็นว่าถ้าคุณณัฐสนใจลองไปอ่านกระทู้นี้ดูครับ...

    การให้อภัยทาน(ธรรมทาน)ย่อมชนะเสียซึ่งทานทั้งปวง

    ดังนั้นหากจะกล่าวว่า

    ธรรมทาน คือทานอันสูงสุด = ถูกต้อง
    อภัยทาน คือทานอันสูงสุด = ถูกต้อง และไม่ขัดแย้งกันแต่อย่างใด (เพราะอภัยทานก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมทาน)

    - ประการที่ 2 อภัยทานจัดเข้าได้กับหมวดศีล

    ประเด็นแรกคงไม่มีปัญหาที่ว่า อภัยทานจัดเข้าได้กับหมวดทาน คือ เป็นธรรมทานประเภทหนึ่ง ตามที่อรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้ + คำสอนของหลวงพ่อฤาษีฯ (ซึ่งผมเชื่อว่าหลวงพ่อฟังมาจากพระพุทธองค์อีกทีหนึ่ง + ศึกษาจากพระไตรปิฎกและอรรรถกถา.....อันนี้ผมเดาเอาเพราะหลวงพ่อไม่ได้บอกไว้)
    แต่ประเด็นที่ว่า อภัยทานเข้าได้กับการทำบุญหมวดศีลนี้ ผมคิดเอง (อาจจะผิดก็ได้) เพราะการให้อภัยทาน คือให้ความไม่มีภัย หากเราตั้งใจให้อภัยใคร นั่นแปลว่า เราจะไม่คิดไปฆ่าเขา หรือทำร้ายเขา เราจะไม่คิดไปลักขโมยเขา ไปผิดลูกผิดเมียเขา หรือไปด่าไปว่าให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่า จิตตอนที่เราให้อภัยใคร จะมีศีลคลุมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ผมเคยสังเกตเห็นตามวัดป่าต่างๆ จะมีคำว่า เขตอภัยทาน ซึ่งผมเข้าใจว่า หมายถึง เป็นสถานที่ไม่ควรเบียดเบียนใคร แม้ทางกาย วาจา ใจ (นั่นคือเขตรักษาศึล นั่นเอง)

    - ประการที่ 3 อภัยทานเข้าได้กับการทำบุญหมวดภาวนา เพราะการให้อภัย เป็นการเจริญเมตตาพรหมวิหาร ซึ่งเป็นการเจริญกรรมฐานแบบหนึ่ง

    ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นด้วยที่ว่า อภัยทานนั้นได้บุญมากกว่าธรรมทาน เพราะได้บุญครบทั้ง 3 หมวดเลย

    นี่เป็นความเข้าใจของผม หากผิดพลาดประการใด ผมก็ต้องขออภัย ขอคุณณัฐได้โปรดชี้แนะด้วย


    ยินดีที่ได้สนทนาธรรมด้วยครับ

  35. 35
    Nutpobtum
    Nutpobtum 08/08/2011 19:19

    เรียนคุณแฟนคลับ
    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ

    ความจริงแล้วในบทความ ผมได้ Highlight เอาไว้แล้วว่า


    นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกบางส่วนก็ได้กล่าวถึงอภัยทานในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับศีล


    หรือในลักษณะของการไม่เบียดเบียนผู้อื่น


    ซึ่งบุญแบบนี้ไม่ใช่เป็นการทำทาน เป็นศีล ซึ่งได้บุญมากกว่าการให้ทานอยู่แล้ว


    นั่นคือ หากอภัยทานนับรวมเป็นศีล ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะบุญได้มากกว่าทาน

    แต่สิ่งที่คนจะบอกว่าอภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน
    จะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง(ทำกับตนเองและผู้อื่น) ก็คือ
    หากการทำบุญแยกออกเป็น ทาน ศีล ภาวนา
    อภัยทานควรอยู่ในกลุ่มไหน

    หากจัดว่าเป็นทาน ก็ต้องได้บุญน้อยกว่าธรรมทาน เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทานได้บุญสูงสุดในด้านการให้ทาน
    หากจัดว่าเป็นศีลหรือภาวนา ก็ต้องบอกว่า ธรรมทานอยู่ในหมวดศีลหรือภาวนา
    ไม่ควรจะสื่อสารให้คนเข้าใจว่าเป็นการทำบุญในหมวด "ทาน"

    แล้วคุณแฟนคลับคิดว่ายังไงหล่ะครับ
    ว่าตกลงอภัยทานเป็นการทำบุญหมวดไหนกันแน่

    และประโยคที่ว่า“ในอธิการนี้ อภัยทานพึงทราบว่า ทรงสงเคราะห์เข้ากันด้วยธรรมทานนั่นเอง”
    ตีความหมายอย่างดีที่สุดก็คือ อภัยทานได้บุญเท่ากับธรรมทาน ไม่ได้ชนะธรรมทาน
    การอนุมานประโยคดังกล่าวว่าหมายถึงอภัยทานได้บุญมากกว่าจึงไม่ถูกต้อง

    อย่างไรก็ตาม ในอรรถกถาได้อธิบายขอบเขตของธรรมทานเอาไว้นะครับว่าหมายถึง
    เราให้ธรรมะแล้ว ผู้รับ ทำบุญมากขึ้น ทำบาปน้อยลง
    (อรรถกถาเล่มที่ 45 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย-ขุททกปาฐ-สุตตนิบาต หน้า 616)
    ไม่ได้ครอบคลุมเรื่องอภัยทานนะครับ จะเห็นว่า อรรถกถามีความขัดแย้งกันเอง

    นอกจากนี้ คำว่า อภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทานนั้น
    ไม่มีที่มาที่ไป ใครก็ไม่ทราบเป็นคนกำหนด และไม่ได้เป็นพระนิพนธ์ของพระสังฆราช
    ลองเข้าไปอ่านที่บทความนี้ดูสิครับ
    http://www.nutpobtum.com/index.php?mo=3&art=592529

  36. 36
    แฟนคลับ
    แฟนคลับ 04/08/2011 22:18
    สวัสดีครับคุณ ณัฐ
    ผมเองก็เป็นแฟนคลับคนหนึ่งของหนังสือคุณณัฐ แต่เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วย และจากการติดตามอ่านกระทู้นี้ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า คุณณัฐไม่ยอมเปิดใจรับฟังเหตุผลของผู้อื่น ในฐานะกัลยาณมิตรไม่อยากให้คุณณัฐ fixed idea ว่า คนที่กล่าวว่า อภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน เป็นพวกกล่าวผิด หรือหาว่าเป็นบุคคลที่ไม่เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้า หรือเป็นพวกไม่ศึกษาพระไตรปิฎก เพราะผมรู้สึกว่าเป็นคำกล่าวที่ดูแรงไป...

    ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่รักพระพุทธองค์สุดชีวิต และเชื่อเต็มหัวจิตหัวใจว่า คำสอนของพระพุทธองค์เป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า อภัยทานได้บุญมากกว่าธรรมทาน

    จริงอยู่ ธรรมทานชนะการทำทานทุกประเภท และในพระไตรปิฎกส่วนพุทธพจน์ไม่ได้กล่าวถึงอภัยทานไว้ในหมวดทาน อ่านแล้วดูเหมือนจะเป็นหมวดศีลซะมากกว่า(พระไตรปิฎกเล่มที่ 15) แต่พระไตรปิฎกส่วนอรรถกถาใน ทานสูตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 25) กล่าวเอาไว้ว่า “ในอธิการนี้ อภัยทานพึงทราบว่า ทรงสงเคราะห์เข้ากันด้วยธรรมทานนั่นเอง”

    นั่นแปลว่า อภัยทานก็จัดอยู่ในหมวดธรรมทาน นั่นเอง นั่นคือ อย่างน้อยๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้บุญใกล้เคียงกัน และน่าจะได้บุญมากกว่าวิหารทานอยู่แล้ว....

    คุณณัฐเป็นคนบอกเองว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุและผล หากลองพิจารณาตามที่คุณ
    Armageddon (ความเห็นที่ 1) กล่าวเอาไว้ และอ่านตาม link ที่ให้ไว้ ก็คงพอจะเห็นด้วยที่ว่า คำว่า อภัยทาน กินความหมายมากกว่าทาน คือครอบคลุมถึง ศีล (อภัยทาน แปลว่า ให้ความไม่มีภัย) และภาวนา (การให้อภัยเป็นการเจริญเมตตา และสำหรับบางคนอาจเป็นการเจริญอุเบกขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน พรหมวิหาร 4 = หนึ่งใน กรรมฐาน 40) ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่ อภัยทานจะได้บุญมากกว่าธรรมทาน และที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ไม่ได้กล่าวแย้งกับคำสอนของพระพุทธองค์แต่อย่างใด

    หมายเหตุ
    ทานสูตร
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=6453&Z=6470&pagebreak=0

    อรรถกถาทานสูตร
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=278

    ป.ล.

    ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด อยู่บนพื้นฐานที่ว่า ผมเชื่่อว่าพระไตรปิฎกกล่าวถูกต้อง และผมเชื่อว่า อรรถกถากล่าวถูกต้อง แต่มีบางสำนักที่เขาไม่เชื่ออรรถกถา หากคุณณัฐเป็นอีกคนไม่เชื่ออรรถกถา ก็คงไม่เห็นด้วยกับที่ผมกล่าวมา นั่นก็แล้วแต่วิจารณญาณของคุณณัฐครับ และคงไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องคุยกันอีก

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
  37. 37
    Nutpobtum
    Nutpobtum 12/07/2011 10:18

    การวิเคราะห์อีกขั้น ไม่ใช่เรื่องผิด
    การสอนให้คนมีอภัยทาน ไม่ใช่เรื่องผิด

    แต่ควรระวังการสื่อสารให้คนเข้าใจผิด
    และควรระวังการวิเคราะห์ ที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก

  38. 38
    วิธนดิษย์
    วิธนดิษย์ kingcroc2008@gmail.com 06/07/2011 08:24
    อภัยทาน เป็นภาวนามัย เป็นปัญญา - ในพระไตรปฺฎกไม่ได้กล่าวโดยตรง แต่ควรวิเคราะห็อีกขั้น การให้อภัยทาน นอกจากปลดปล่อย ปล่อยวางความรู้สึกนึกคิดพยาบาทแก่คนอื่นแล้ว ก็ยังเป็นการปลดปล่อยความรู้สึกนึกคิดความโกรธพยาบาท วังวน จิตของตยให้หลุดพ้นไปในตัวด้วย ถ้าในแง่ของการมีผู้รับและผู้ให้ การให้และรับ เป็นความบริบูรณ์อยู่ในตัว การติดในวังวนย่อมก่อภพชาติในต่อๆไป ที่จะเกิดในอนาคตชาติ  ตรงนี้ถ้าเห็นว่าถูกต้องควรแก้ไขจะเป็นคุณูปการณ์แก่ตนและผู้อื่นด้วยครับ ลองอ่านในหมวดห้องพระห้องธรรมใน www.akaligo.com  วิธนดิษย์ พันธเลิศฤทธิ์
  39. 39
    ผู้เดินทาง

    ผมหาอ้างอิงจากพระไตรปิฏกไม่เจอเช่นกันนะครับ
    เรื่องอภัยทานเป็นทานสูงสุดอะไรนั่น  ยังไม่เห็นมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฏก


    แต่สุดท้ายลำดับบุญที่มีผลมากก็เท่าที่สังเกตดู
    จะเริ่มจากอย่างนี้ครับ (ลองดูใน "เวลามสูตร" นะครับ)

    1 ให้... แก่คนดี (ตัวเองเป็นคนดีหรือเปล่าไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็เป็นผู้อุปถัมภ์คนดี = ทาน)
    2 เป็นคนดีเสียเอง ( = มีศรัทธาด้วยใจตนเอง และมีศีลด้วยใจตนเอง  และแน่นอนว่าพอมีข้อ 2 นี้แล้วก็จะทำให้เราอยากจะทำข้อ 1 บ่อยๆด้วยถูกมั้ยครับ เพราะเราศรัทธา ยึดในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว )
    3 เป็นคนดีผู้อบรมจิตไว้ดีแล้ว (ภาวนามยปัญญา)




    ปล..
    จะธรรมทาน จะอภัยทาน
    ใครจะเชื่ออย่างไร อันไหนจะชนะ
    ที่บันทึกไว้ในประไตรปิฏก หรือที่พระภิกษุสาวกชั้นผู้ใหญ่สอน

    1 แนะนำให้ใช้กาลามสูตรประกอบการพิจารณาเถิดนะครับ

    2 ที่จริงแล้ว  อันไหนจะชนะนั้น  จริงๆแล้วก็ไม่สำคัญนัก  เพราะดีด้วยกันทั้งสอง
    ผมมองว่าการให้อภัยเป็นการขจัดโทสะออกจากใจ
    ไม่ผูกโกรธ ทำให้จิตเบาบางด้วยนิวรณ์ได้
    ส่วนธรรมทาน (ที่ให้ไว้ดีแล้ว และเป็นธรรมทานที่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพื่อการพ้นทุกข์)
    ก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน
    (น่าจะขึ้นอยู่กับผู้ให้ด้วย โดยเฉพาะธรรมทานที่พระพุทธองค์ประทานแก่พวกเรา อะไรจะเสมอได้??)


    ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ
    'u'


  40. 40
    ผู้เดินทาง
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ เป็นมหาทาน อันบัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน

    เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจายไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิต


    ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ทาน ๕ ประการเป็นไฉน


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต


    ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร


    ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่


    เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัยความไม่มีเวร ความไม่


    เบียดเบียน หาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิต


    พึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคย


    กระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ดูกรภิกษุทั้งหลาย


    นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๔ ฯลฯ


    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ฯลฯ นี้เป็นทาน

    ประการที่ ๒ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๕ ฯลฯ


    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ นี้เป็น

    ทานประการที่ ๓ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๖ ฯลฯ


    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท ฯลฯ นี้เป็นทานประการ

    ที่ ๔ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๗ ฯลฯ


    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความ

    ประมาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรภิกษุ


    ทั้งหลาย อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว


    ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้


    ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้


    มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย


    นี้เป็นทานประการที่ ๕ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสาย


    แห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายอันบัณฑิตไม่รังเกียจ


    จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียดดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศล


    ประการที่ ๘ นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไป


    เพื่อสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย


    ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้แล นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผลเป็นไปเพื่อสวรรค์


    ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ

  41. 41
    ผู้เดินทาง

      พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 616


    อรรถกถาทานสูตร


    ข้อความตอนหนึ่งมีว่า...



    บทว่า  ธมฺมทานํ  ความว่า  บุคคลบางคนในพระศาสนานี้


    เมื่อ (แสดง) จำแนกกุศลกรรมบถ  และอกุศลกรรมบถออกไปว่า


    ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล  ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล


    ธรรมเหล่านี้มีโทษ    ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ

    ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ตำหนิ   ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ


    ธรรมเหล่านี้สมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไร้ประโยชน์  เพื่อทุกข์


    ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อความสุข  ดังนี้


    กระทำกรรมและผลกองกรรมให้ปรากฏ


    ดุจชี้ให้เห็นโลกนี้และโลกหน้า  โดยประจักษ์แสดงธรรม

    ให้เลิกละอกุศลธรรม  ให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย  นี้ชื่อว่า  ธรรมทาน.

    ส่วนบุคคลบางพวก  ชี้แจงสัจจะทั้งหลายให้แจ้งชัดว่า


    ธรรมเหล่านี้เป็นอภิญไญยธรรม


    ธรรมเหล่านี้เป็นปริญไญยธรรม


    ธรรมเหล่านี้เป็นปหาตัพพธรรม


    ธรรมเหล่านี้เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม


    ธรรมเหล่านี้เป็นภาเวตัพพธรรม

    ดังนี้ แสดงธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติ  เพื่อบรรลุอมตธรรม  นี้ชื่อว่า  ธรรมทาน


     


    --> http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=11803

    --> http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=5600



    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ เป็นมหาทาน อันบัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน

    เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจายไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิต


    ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ทาน ๕ ประการเป็นไฉน


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต


    ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร


    ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่


    เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัยความไม่มีเวร ความไม่


    เบียดเบียน หาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิต


    พึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคย


    กระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ดูกรภิกษุทั้งหลาย


    นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๔ ฯลฯ


    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ฯลฯ นี้เป็นทาน

    ประการที่ ๒ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๕ ฯลฯ


    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ นี้เป็น

    ทานประการที่ ๓ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๖ ฯลฯ


    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท ฯลฯ นี้เป็นทานประการ

    ที่ ๔ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๗ ฯลฯ


    อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความ

    ประมาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรภิกษุ


    ทั้งหลาย อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว


    ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้


    ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้


    มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย


    นี้เป็นทานประการที่ ๕ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสาย


    แห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายอันบัณฑิตไม่รังเกียจ


    จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียดดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศล


    ประการที่ ๘ นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไป


    เพื่อสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย


    ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้แล นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผลเป็นไปเพื่อสวรรค์


    ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ


     


     

  42. 42
    Euthanasia
    Euthanasia Doctorapple@gmail.com 23/12/2010 19:59
    .................
  43. 43
    Nutpobtum
    Nutpobtum 23/12/2010 13:23

    เรียนคุณ euthanasia
    หากเราเป็นชาวพุทธ แล้วไม่ยึดพระไตรปิฎก ถือว่าไม่ถูกต้อง
    เพราะพระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า(พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 141)


    " ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็น ศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา "


    แปลว่า พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า หลังจากพระองค์ปรินิพพาน ศาสดาของเราก็คือพระธรรมในพระไตรปิฎกนั่นเองครับ



    ส่วนประเด็นที่ว่า "ธรรม(สิ่งต่างๆ)ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"
    แล้วเอาใช้กับเรื่องนี้ เป็นการใช้บทธรรมผิดทางครับ


    พระพุทธเจ้ากล่าวเรื่องไม่ควรยึดมั่นนั่น
    เป็นบทธรรมที่สอนคนที่มุ่งนิพพาน
    ว่าสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น


    ไม่ได้แปลว่า ไม่ควรยึดธรรมบทใดเลย
    เพราะหากเราเอามาใช้แล้วแปลว่าไม่ควรยึดธรรมบทใดเลย
    ก็แปลว่าธรรมในพระไตรปิฎกก็ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรเชื่อ
    แปลว่า บทธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้เวลาในการสร้างบารมีมานับชาติไม่ถ้วน
    เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง


    นอกจากนี้ เรื่องเกี่ยวกับพระสังฆราช
    ผมได้กล่าวถึงในบทความแล้วว่า
    ในตอนหลัง หนังสือเล่มดังกล่าว ที่ตีพิมพ์ภายหลัง
    ได้ปรับแก้เรื่องอภัยทานออกไปแล้ว


    และที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อพระพุทธเจ้ามากกว่าเชื่อสาวกของพระองค์ครับ
    (อ่านเพิ่มเติมประเด็นเหล่านี้ได้ในหนังสือ บุญใหญ่พลิกชีวิต บทที่ ๕)


    ปล. ผมไม่รู้สึกโกรธแม้แต่น้อยนิด
    มีแต่ความเห็นใจที่ คุณeuthanasia  ไม่ได้ยึดมั่น พระรัตนตรัยที่ถูกต้อง

  44. 44
    euthanasia
    euthanasia doctorapple@gmail.com 06/12/2010 02:36
    ไม่เห็นด้วยที่ต้องยึดพระไตรปิฎกเป็นหลักเกณฑ์ เพราะพระพุทธองค์ท่านก็ตรัสสอนไว้ว่า
    สัพเพ ธัมมานาลัง อภินิเวสาย
    ธรรม(สิ่งต่างๆ)ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

    และเห็นด้วยกับคุณพอดีที่ว่า อภัยทาน นั้นเป็นบุญบารมีสูงสุดนะคะ
    ได้อ่านหนังสือเรื่อง การสร้างบุญบารมี ของสมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านก็สอนว่า
    อภัยทานนั้นถ้าให้ได้ถือว่าได้บุญบารมีสูงสุดในฝ่ายทาน
    แล้วจะดีมากถ้าได้เพิ่มเข้าไปในหนังสือ ถ้ารู้(กู)ทำไปนานแล้ว ในบทที่7 ด้วยนะคะ

    ถ้าไม่เห็นด้วยกรุณาอย่าโกรธกันนะคะ ถือว่าให้อภัยทานแก่ดิฉันแล้วกัน (^_^)
  45. 45
    พอดี
    พอดี 16/10/2010 15:48

    ขอบคุณค่ะที่กรุณาอธิบายเพิ่มเติม  ดิฉันเพียงแต่แสดงความคิดเห็นและไม่ได้บุคลิกหรือตั้งใจว่าต้องเน้นการทำบุญในลักษณะใดเป็นพิเศษค่ะ  เพียงแต่รู้สึกว่ายังไม่กระจ่างในเรื่องนี้  จึงเพียงต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้นค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

  46. 46
    Nutpobtum
    Nutpobtum 15/10/2010 11:07

    เรียนคุณพอดี

    ในการศึกษาพุทธศาสนา และความเชื่อในพทธศาสนา สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ
    เราจะต้องยึดเอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก

    ซึ่งในพระไตรปิฎก ไม่มีการอธิบายเรื่องอภัยทานในลักษณะที่เป็นทาน(การให้)เลย

    ฉะนั้นหากจะมีก็คงเป็นศีล(ไม่สัตว์) หรือภาวนา(เจริญเมตตาจิต)
    ที่ดูจะใกล้เคียงกับคำนี้

    ในความคิดเห็นของผม เรื่องอภัยทานหากจะมีก็คงไม่ใช่แก่นที่พระพุทธเจ้าสอน
    หากเราจะทำบุญ ก็ควรดูที่พระองค์สอนเรื่องบุญกิริยาวัตถุ 10 หรือการงดเว้นอกุศลกรรมบถ 10 จะดีกว่าครับ

  47. 47
    พอดี
    พอดี dhamasati@yahoo.com 13/10/2010 12:39
    ขอบคุณค่ะ
    ดิฉันมีความเข้าใจว่า  "การให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง"  ซึ่งไม่มีการให้อื่นใดเหนือกว่าการให้ธรรมทาน

    ส่วน "อภัยทาน  ถือเป็นทานบารมีสูงที่สุด"  ซึ่งย่อมตกแก่ตัวผู้ให้เอง  ถือเป็นการสร้างบารมีซึ่งเบ็ดเสร็จจบอยู่ที่ตัวของเราเอง  เราทำเราได้  คนที่เราอภัยรู้หรือไม่ก็ไม่เป็นไร  *แต่ระดับของการอโหสิหรือให้อภัยนี้มีหลายระดับ  ซึ่งปุถุชนส่วนใหญ่หากเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสก็อาจทำได้แค่เป็นการให้อภัยชั่วคราวเมื่อเกิดกระทบก็กระเทือน  . . . ถือโกรธอีกได้  ดังนั้นการอภัยหรืออโหสิกรรมกันโดยสิ้นกระแสหมดเชื้อ  จึงต้องอาศัยการปฏิบัติภาวนา  หรือการปฏิบัติกรรมฐาน  เพื่อตัดภพชาติ  หรือตัดเชื้อที่จะเติมให้เกิดกระแสแห่งการผูกพยาบาทอีก  ซึ่งก็คือการ "ละลายอัตตาของตน  ทลายแหล่งส่องสุมของกิเลสทั้งปวงเพื่อเข้าสู่อนัตตา"  ซึ่งผู้ที่ทำได้เช่นนี้ได้ถือเป็นการสร้างทานบารมีสูงสุด

    *ส่วนที่ว่าการให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง  ดิฉันก็เห็นจริงตามนั้น  โดยเฉพาะการให้ธรรมทานที่มิใช่การฉาบฉวย  แต่เป็นการให้ธรรมตามแนวทางสัมมาทิฐิ (ซึ่งความเป็นสัมมาทิฐิสำคัญมาก  ทุกวันนี้เมือ่ต้องพิจารณาเลือกทำบุญเป็นหนังสือธรรมะหรือซีดี  ดิฉันต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งกว่าเมื่อก่อนเพราะหากเราหยิบยื่นสิ่งที่เป็นมิจฉาทิฐิให้ผู้อื่น  ย่อมทำให้ผู้อื่นหลงทางหรือมีความเข้าใจในพุทธศาสนาคลาดเคลื่อนไปได้) จนถึงการให้ธรรมทานของครูบาอาจารย์ที่ทำให้ศิษย์เริ่มต้นปฏิบัติภาวนาจนรู้ธรรมแจ้งธรรมเกิดปัญญาอันเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้  สมกับพระพุทธวัจนะที่ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" โดยแท้  ดิฉันเข้าใจว่านี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า  "การให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง"

    เนื่องจากดิฉันมีความสนใจในการศึกษาเรื่อง อภัยทาน อยู่ในขณะนี้ค่ะ  จึงถือเป็นโอกาสดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและได้เรียนรู้มุมมองต่างๆ จากคุณเพิ่มขึ้นอีก  เนื่องจากดิฉันเองก็ยังมีความเข้าใจถือว่าน้อยนิดในเรื่องนี้อยู่มาก  จึงขอขอบคุณในการจุดประเด็นเรื่องราวและขออภัยในข้อความข้างต้นหากดิฉันเข้าใจสิ่งใดผิดพลาดไปไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
  48. 48
    natjung_5
    natjung_5 09/10/2010 09:47

    ชัดเจนค่ะ ขอบคุณค่ะ

  49. 49
    ชวลิต  วรรณรัตน์
    ชวลิต วรรณรัตน์ NUIVANA@HOTMAIL.COM 20/08/2010 22:59

    เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่สองครับ


    แต่น่าจะบอกว่า

  50. 50
    วสันต์
    วสันต์ 21/06/2010 00:34

    ผมมองว่าการให้เป็นสิ่งที่ดีเป็นการกระทำในด้านบวกเสมอครับ  ไม่ว่าจะเป็นการให้ในรูปแบบใด อย่างน้อยมีตัวเราที่รู้ว่าตัวเรามีคุณค่าพอที่จะทำดี นั่นเป็นผลบุญที่ดีที่ยิ่งใหญ่สำหรับตัวเราแล้ว  ถึงอย่างไรการอภัยทานเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเองซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ที่ยิ่งใหญ่ต่อไปครับ ขอบคุณครับ

  51. 51
    Armageddon
    Armageddon 21/05/2010 22:54

    http://www.oknation.net/blog/print.php?id=249412


     


    ผมว่าอันนี้อธิบายชัดเจนดีนะครับในเรื่องของอภัยทาน    


    จริงๆ ผมว่าไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรอกครับ


    เพียงแต่ว่า อภัยทาน มันเกินขอบเขตของคำว่า "ทาน"


    โดยที่มันไปถึง "ศีล" และ "ภาวนา"  ด้วยครับ


     

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,619
เปิดเพจ1,976,819

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view