http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

ใส่บาตรกับพระทุศีลได้บาป คนขวางได้บุญ?

ใส่บาตรกับพระทุศีลได้บาป คนขวางได้บุญ?

ใส่บาตรกับพระทุศีลได้บาป คนขวางได้บุญ?

 

เมื่อวันก่อนมีคนถามผมเกี่ยวกับเรื่องใส่บาตรกับพระทุศีล(ไม่มีศีลหรือผิดศีลของพระ) ว่าตกลงได้บุญหรือบาปกันแน่

 

ตามที่ในหนังสือของผมได้อธิบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำสังฆทาน
ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า แม้ว่าจะเป็นพระทุศีล
แต่หากเราทำเป็นแบบสังฆทาน เราก็จะได้บุญมากมายมหาศาล เพราะเป็นการให้ที่ไม่เฉพาะเจาะจง

 

แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วหากเราไม่ได้ทำเป็นแบบสังฆทาน
เป็นการทำบุญกับพระเป็นรายบุคคล เช่น การตักบาตร ซึ่งไม่ได้เป็นสังฆทาน
แล้วหากพระรูปนั้น เป็นพระทุศีล เราจะได้บุญ หรือว่าได้บาปเพราะไปส่งเสริมคนไม่ดีกันแน่

 

เรื่องนี้หากอ้างอิงจากพระไตรปิฎก ที่ผมได้เขียนไว้ในหน้าที่ 114 ของหนังสือ ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว
ก็จะพบว่า ในพระไตรปิฎกเขียนเอาไว้ว่า

การทำบุญกับสัตว์เดรัจฉาน ได้บุญ 100 หน่วย
การทำบุญกับคนไม่มีศีล ได้บุญ 1000 หน่วย

 

เราจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ต้องทำบุญกับคนมีศีลเท่านั้นถึงจะได้บุญ
การทำบุญกับสัตว์เดรัชฉาน ซึ่งมีคุณธรรมต่ำกว่ามนุษย์มากมาย เราก็ยังได้บุญ
(สัตว์เดรัชฉาน จะฆ่า ขโมย โดยไม่มีความสำนึกในความผิดแม้แต่น้อย แต่มนุษย์ที่เลวก็ยังมีอยู่ในส่วนลึกๆๆ)
แล้วจะนับประสาอะไรกับการทำบุญกับ โจรใจชั่ว เราก็ได้บุญเช่นกัน

 

"ทำกับ โจรใจชั่ว ไม่มีทางได้บุญหรอก " เพราะส่งเสริมให้มันทำชั่วมากขึ้น
หลายคนคงจะคิดแบบนี้(ผมก็เคยคิดแบบนี้)

แต่กรรมเป็นเรื่องของเจตนา หากเราให้อาหารโจรใจชั่ว โดยมีเจตนาที่อยากให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป
ได้รอดพ้นจากความหิวโหย ได้รอดพ้นจากความตาย เราก็จะได้บุญจากการให้ทานแล้ว
ส่วนโจรจะทำอะไรต่อไป ก็เป็นบาปของโจร

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆคนก็คงยังคงสงสัยและคลางแคลงใจ ว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องที่เราส่วนใหญ่รู้จักกันดี
นั่นก็คือพระเวสสันดร ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธิธัตถะ
ในชาตินี้ถือได้ว่าพระองค์ได้สร้างมหาทานที่ยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ การสละลูกและภรรยาให้กับผู้อื่น


คำถามก็คือ " ชูชก เป็นคนดีหรือคนเลวครับ "
ถูกต้องครับ เป็นคนเลว

 

การที่พระองค์ให้ทานลูกของตน เป็นการสร้างทานครั้งยิ่งใหญ่
โดยที่ชูชก เป็นคนเลว พระองค์ก็ยังได้บุญมากมายมหาศาล
เพราะเจตนาในการให้คือให้ด้วยเจตนาที่อยากให้

และในชาติเดียวกันนี้ พระองค์ยังได้ยกช้างคู่บ้านคู่เมืองให้กับคนทุศีล(คนเลว)อีกด้วย ซึ่งก็เป็นการสร้างทานบารมีอีกเช่นกัน(ได้บุญ)

 

นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 23  เขตตสูตร พระพุทธเจ้าได้อธิบายว่า

                [๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ไม่มี

ผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญมาก นาประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร ดูกร

ภิกษุทั้งหลาย นาในโลกนี้ เป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ๑เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑ เป็นที่ดินเค็ม ๑

เป็นที่ไถลงลึกไม่ได้ ๑ เป็นที่ไม่มีทางน้ำเข้า ๑ เป็นที่ไม่มีทางน้ำออก ๑ เป็นที่ไม่มีเหมือง ๑

เป็นที่ไม่มีคันนา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้

ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญมาก ดูกรภิกษุทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกันแล

ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก

ไม่รุ่งเรืองมาก ไม่เจริญแพร่หลายมาก สมณพราหมณ์ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์ในโลกนี้ เป็นมิจฉาทิฐิ ๑ เป็นมิจฉาสังกัปปะ ๑ เป็นมิจฉา

วาจา ๑เป็นมิจฉากัมมันตะ ๑ เป็นมิจฉาอาชีวะ ๑ เป็นมิจฉาวายามะ ๑ เป็นมิจฉาสติ ๑เป็น

มิจฉาสมาธิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ

อย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมากไม่เจริญแพร่หลายมาก ฯ

 แปลว่า การทำบุญกับคนทุศีลได้บุญน้อย ไม่ใช่ได้บาป

 

ฉะนั้นการที่จะบอกว่า ทำบุญกับพระทุศีล กับคนเลว แล้วได้บาปนั้น จึงไม่ถูกต้อง
เพราะจุดเริ่มต้นคือความรู้สึกอยากสละ หรือการให้ในสิ่งที่ตนมี
เมื่อมีเจตนาแบบนี้ ไม่ว่าผู้รับจะเป็นใคร ก็ได้บุญทั้งสิ้น(แต่ก็จะมากน้อยตามคุณธรรมของผู้รับ)

การทำบุญกับคนทุศีลและสัตว์เดรัชฉานยังได้บุญ
แล้วจะนับประสาอะไรกับการทำบุญกับพระที่ทุศีลเล่า
ก็ต้องได้บุญด้วยเช่นกัน(แต่ก็น้อยกว่าทำกับพระมีศีลครบ)

 

ฉะนั้น เราจึงสบายใจได้ว่า การตักบาตรกับพระนั้น ไม่ว่าท่านจะทุศีลหรือมีศีลครบ
เราก็จะได้บุญอย่างแน่นอน

 

ในเมื่อการตักบาตรกับพระทุศีลได้บุญ ผู้ที่พยายามบอกผู้อื่นว่าตักบาตรกับพระทุศีลได้บาป
ก็จะเข้าข่ายขัดขวางการทำบุญของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นลังเลที่จะทำบุญหรือทำได้น้อยลง
คนที่ทำแบบนี้ก็จะถือว่าขวางบุญ และเป็นการกระทำที่เป็นบาป ต้องได้รับผลกรรมในอนาคต

 

ฉะนั้น จึงบอกเล่าเก้าสิบให้ทุกท่านได้เข้าใจ
เพื่อจะได้ไม่ผิดพลาด ทำบาปโดยที่คิดว่าช่วยเหลือผู้อื่น
และจะได้ตักเตือนแนะนำคนที่เรารู้จัก ไม่ให้ทำบาปแบบนี้

แต่ไม่ได้หมายความว่าผมสนับสนุนให้ใส่บาตรกับพระทุศีลนะครับ
เพียงแต่ผมต้องการให้สบายใจว่าได้บุญแน่นอน
เพราะเราไม่มีทางทราบว่าพระรูปไหนทุศีล
การที่จะมานั่งตรวจตราก็เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าเป็นในกรณีที่เราเห็นด้วยตาว่าท่านผิดศีลอย่างร้ายแรง
ก็ไม่ควรจะใส่บาตรท่าน เพราะจะกลายเป็นสนับสนุนคนทำบาปไป

วางใจให้ถูกต้องก็แล้วกันนะครับว่ากรณีไหนควรทำอย่างไร

 

** อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในหนังสือ " ทำดี 24 ชั่วโมง " **

 
ณัฐพบธรรม
ผู้เขียนหนังสือ ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว


ด้วยความนับถือ

http://www.Nutpobtum.com

 

 

 

 

 

ธรรมะ,สังฆทาน,สังฆทานที่ถูกต้อง,กฎแห่งกรรม,กฏแห่งกรรม,บุญ,บาป,บุญบาป,นรก,สวรรค์,ทำทาน,รักษาศีล,เจริญภาวนา,นั่งสมาธิ,เจริญสติ,ธรรมทาน,ณัฐพบธรรม

ความคิดเห็น

  1. 1
    โจโฉ
    โจโฉ jozho.net@gmail.com 17/10/2016 14:25

    ไม่อยากเชื่อว่าจะวิเคราะห์กันไปไกลขนาดนี้
    ทำบุญแม้กับคนชั่ว ยังไงก็ต้องได้บุญ 
    อยู่ที่เจตนา

    แต่ถ้ารู้ทั้งรู้ว่า คนชั่วนั้นเป็นพระปลอม ทุศีล
    ยังจะฝืนทำ หรือขยันทำ 
    มันก็ปรากฎให้เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

    พระปลอมทุศีล มีอำนาจ ทำลายศาสนาได้แค่ไหน

    การทำบุญ ต้องประกอบด้วยปัญญา


    บุญคือ ประโยชน์  // ประโยชน์มาก คือ บุญมาก
    ทำกับคนชั่ว พระทุศีล ก็บุญน้อย ประโยชน์น้อย
    แถมเท่ากับส่งกำลังให้คนชั่วมีอำนาจในศาสนา

    อย่าเอาพระเวสสันดร มาเปรียบ 
    เพราะพวกเราไม่ใช่ ผู้บำเพ็ญบารมีอย่างท่าน
    นั่นท่านทำทานกับคนที่ไม่ใช่นักบวชในศาสนา
    ท่านสร้างบารมี คือ การให้ ไม่จำกัด แม้คนชั่ว
    ซึ่งเราก็ควรเอาอย่างท่าน คือ เมื่อใครเดือดร้อน 
    มีความต้องการอะไร ที่เราทำให้เขามีความสุขได้
    เราก็ควรให้ ถ้าอยากบำเพ็ญทานบารมีขั้นสูง เพื่อเป็นพระพุทธเจ้า

    แต่ถ้าเราไม่ได้จะไปถึงขั้นนั้น การให้แต่พอดี
    ให้เท่าที่ใจเรารู้สึกผ่องใส ไม่เบียดเบียนตนเกินไป
    เป็นสิ่งที่ควรกระทำมากกว่า

    ต้องแยกด้วยว่า เอาการให้แบบนั้น
    มาเปรียบกับการทำบุญกับพระปลอม พระทุศีลไม่ได้
    เพราะพระปลอม เหมือนโจร ที่ทำร้ายประชาชน
    หรือกรณีพระปลอม ก็คือ โจรในผ้าเหลือง ปล้นศาสนา

    ถามว่า .. ถ้าเรารู้ เราเห็นชัดว่า บ้านนี้เป็นโจร
    เราจะเอาข้าวน้ำ เอาของดีๆ ไปให้เขาทุกวันหรือไม่??
    สมควรหรือไม่

    นั่นแหละ เช่นเดียวกับ การเอาของไปถวายพระปลอม พระทุศีล
    ในพระไตร ชาวบ้านยังบอยคอต ไม่ทำบุญกับพระที่ประพฤติไม่ดี

    การตีความพระไตร ถ้าโยงกันคนละด้าน ก็จะเป็นเช่นนี้
    ถ้าพูดแค่นัยยะเดียว ก็จะเป็นเช่นนี้
    แต่ถ้ามองเห็นนัยยะที่ซ่อนอยู่ และมองมุมอื่นบ้าง
    จะเห็นกระจ่างกว่า ถูกต้องกว่า

    ทำไมต้องมีพระวินัยมากมาย ก็เพื่อให้ชาวบ้านศรัทธา
    และศาสนาตั้งอยู่ได้นาน ถ้าพระประพฤติไม่ดี ศาสนาก็ล่มจม
    เพราะชาวบ้านจะไม่สนับสนุน ไม่ทำบุญด้วย 

    แต่กลับมาสอนกันว่า ทำๆ ไปเหอะ พระไม่ดี เราก็ได้บุญ
    แล้วเป็นไง สอนมาแบบนี้ กันมานาน
    สุดท้ายโจรในผ้าเหลืองเพียบ ปฏิบัติไม่ดียังไงก็ได้
    เพราะชาวบ้านก็พร้อมใจถวายอยู่แล้ว เพราะชาวบ้านอยากได้บุญ

    กลายเป็นลัทธิบ้าบุญ จนตั่วสั่น ไม่สนใจว่า อะไรควรไม่ควร
    อะไรเกิดประโยชน์จริง หรือบ่อนทำลายศาสนาทางอ้อม
    สำหรับผม ถ้ารู้ ถ้าเห็นว่า วัดไหน มีของนอกศาสนา
    ถ้ารู้ถ้าเห็นว่า พระที่ไหนประพฤติไม่ดี ผิดหลักการชำระจิต
    เน้นเรียกเงิน และสร้างของใหญ่โต เกินจำเป็น ฯลฯ

    ผมไม่ทำบุญให้เสียเวลาครับ 
    เพราะเราเลือกได้ ที่จะสนับสนุน พระแท้ พระดี พระมีศีล
    หรือจะเลือกสนับสนุนโจรในผ้าเหลือง ให้บ่อนทำลายศาสนาต่อไป

    พระดีแค่รูปเดียว ช่วยคนพ้นทุกข์ได้มากมาย
    เทียบกันให้เห็นชัดว่า ถ้าเราไปเจอลัทธิเพี้ยน สอนคนผิดลู่ทาง
    เราอยากทำบุญด้วยหรือเปล่า หรือจะคิดว่า ทำๆ ไปเหอะ
    ได้บุญเหมือนกัน ...    

    ค่อนข้างสลดใจ เมื่อผู้มีปัญญาจำนวนมาก ศึกษากันมาก
    แต่กลับมองประเด็นนี้ ไปตรงข้ามกับประโยชน์ที่จะเ่กิดสูงสุด
    จริงๆ ถ้ามองศาสนาให้เห็นแก่น ไม่ติดแค่ตำรา
    จะยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบได้ตรงและถูกกว่า
    รวมถึง จะเห็นแง่มุมอื่น นัยยะอื่น ที่สำคัญกว่า

    อย่างกรณีนี้ การให้ ยังไงก็ได้บุญ 
    แต่การให้ทั้งที่รู้ว่า คนๆ นั้นจะทำชั่ว  มันเป็นเรื่องของคนโง่
    งูพิษเข้าบ้าน ผู้มีเมตตาจะไม่ฆ่า แต่จะจับออกไปปล่อยให้ป่า 
    ให้เขาอยู่ในที่อันสมควร 

    ไม่มีใครเอามาเลี้ยงดู ป้อนอาหาร แล้วบอกว่า นี่ได้บุญ
    เพราะว่าจะทำร้ายคนในบ้าน เป็นโทษมากกว่า

    เช่นกัน เราจะปล่อยงูพิษไว้ในร่มศาสนาอีกเท่าไหร่
    ที่จะคอยฉกกัด ทำร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อม
    ทั้งไม่ปฏิบัติ ไม่ทำกิจที่ควรทำ ทุศีล โลภมาก สอนผิดทาง ฯลฯ 



    สมเด็จพระญาณสังวร ท่านทรงสอนไว้นะครับ
    ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ เห็นจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้
    เพราะพระสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ฯลฯ  

  2. 2
    เจษฎา อังศุโชติ
    เจษฎา อังศุโชติ jesdaponakub@hotmail.com 14/10/2015 19:34

    “ไถยบริโภค (บริโภคอย่างขโมย)”


    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล
    ชุด 91 เล่มมหามกุฎราชวิทยาลัย
    เล่ม 3 หน้า 951-953 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓


    [อธิบายการบริโภคปัจจัยมี ๔ อย่าง]


    จริงอยู่ การบริโภค มี ๔ อย่าง คือ
    ไถยบริโภค (บริโภคอย่างขโมย) ๑
    อิณบริโภค (บริโภคอย่างเป็นหนี้) ๑
    ทายัชชบริโภค (บริโภคอย่างเป็นผู้รับมรดก) ๑
    สามีบริโภค (บริโภคอย่างเป็นเจ้าของ) ๑


    บรรดาการบริโภค ๔ อย่างนั้น
    การบริโภคของภิกษุผู้ทุศีลซึ่งนั่งบริโภคอยู่
    แม้ในท่ามกลางสงฆ์ ชื่อว่า ไถยบริโภค.


    การบริโภคไม่พิจารณาของภิกษุผู้มีศีล
    ชื่อว่า อิณบริโภค.
    เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีศีลพึงพิจารณาจีวร
    ทุกขณะที่บริโภคใช้สอย
    บิณฑบาตพึงพิจารณาทุก ๆ คำกลืน.
    เมื่อไม่อาจอย่างนั้น พึงพิจารณาในกาลก่อนฉัน หลังฉัน
    ยามต้น ยามกลางและยามสุดท้าย.
    หากเมื่อเธอไม่ทันพิจารณาอรุณขึ้น,
    ย่อมตั้งอยู่ในฐานะบริโภคหนี้.


    แม้เสนาสนะ ก็พึงพิจารณาทุก ๆ ขณะที่ใช้สอย.
    ความมีสติเป็นปัจจัยทั้งในขณะรับ
    ทั้งในขณะบริโภคเภสัช ย่อมควร.


    แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ทำสติในการรับ
    ไม่ทำในการบริโภคอย่างเดียว.
    แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่ทำสติในการรับทำแต่ในเวลาบริโภค.


    ก็สุทธิมี ๔ อย่าง คือ
    เทสนาสุทธิ (หมดจดด้วยการแสดง) ๑
    สังวรสุทธิ (หมดจดด้วยสังวร) ๑
    ปริยิฎฐิสุทธิ (หมดจดด้วยการแสวงหา) ๑
    ปัจจเวกขณสุทธิ (หมดจดด้วยการพิจารณา) ๑


    บรรดาสุทธิ ๔ อย่างนั้น
    ปาฎิโมกขสังวรศีล ชื่อว่าเทสนาสุทธิ.
    ก็ปาฎิโมกขสังวรศีลนั้น ท่านเรียกว่า เทสนาสุทธิ
    เพราะบริสุทธิ์ด้วยการแสดง.


    อินทรียสังวรศีล ชื่อว่าสังวรสุทธิ.
    ก็อินทรียสังวรศีลนั้น ท่านเรียกว่า สังวรสุทธิ
    เพราะบริสุทธิ์ด้วยสังวร คือ การตั้งจิตอธิษฐานว่า
    เราจักไม่ทำอย่างนี้อีกเท่านั้น.


    อาชีวปริสุทธิศีล ชื่อว่า ปริยิฎฐิสุทธิ.
    ก็อาชีวปาริสุทธิศีลนั้นท่านเรียกว่า ปริยิฎฐิสุทธิ เพราะว่า
    เป็นความบริสุทธิ์ด้วยการแสวงหาของภิกษุ
    ผู้ละอเนสนาแล้วยังปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยธรรม โดยสม่ำเสมอ.


    ปัจจัยบริโภคสันนิสสิตศีล ชื่อว่า ปัจจเวกขณสุทธิ.
    จริงอยู่ปัจจัยบริโภคสันนิสสิตศีลนั้น
    ท่านเรียกว่า ปัจจเวกขณสุทธิ
    เพราะบริสุทธิ์ด้วยการพิจารณาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
    โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุย่อมพิจารณาโดยแบบคายแล้วเสพจีวร ดังนี้.


    เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า
    แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่ทำสติในการรับ ทำแต่ในการบริโภค.


    การบริโภคปัจจัยของพระเสขะ ๗ จำพวก
    ชื่อว่า ทายัชชบริโภค.
    จริงอยู่ พระเสขะ ๗ จำพวกนั้น
    เป็นพระโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้า;
    เพราะฉะนั้น จึงเป็นทายาทแห่งปัจจัยอันเป็นของพระพุทธบิดา
    บริโภคอยู่ซึ่งปัจจัยเหล่านั้น.


    ถามว่า ก็พระเสขะเหล่านั้น
    บริโภคปัจจัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า
    หรือบริโภคปัจจัยของพวกคฤหัสถ์ ?
    ตอบว่า ปัจจัยเหล่านั้น แม้อันพวกคฤหัสถ์ถวาย ก็จริง.
    แต่ชื่อว่าเป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า
    เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้


    เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า
    พระเสขะเหล่านั้น บริโภคปัจจัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า.


    ก็ธรรมทายาทสูตร
    เป็นเครื่องสาธกในการบริโภคปัจจัยของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้.


    การบริโภค ของพระขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่า สามีบริโภค.
    จริงอยู่พระขีณาสพทั้งหลายเหล่านั้น
    ชื่อว่าเป็นเจ้าของบริโภค
    เพราะล่วงความเป็นทาสแห่งตัณหาได้แล้ว.


    บรรดาการบริโภคทั้ง ๔ นี้
    สามีบริโภคและทายัชชบริโภค
    ย่อมควรแม้แก่ภิกษุทุกจำพวก.


    อิณบริโภค ไม่สมควรเลย.
    ในไถยบริโภค ไม่มีคำจะพูดถึงเลย.



    http://www.tripitaka91.com/91book/book03/951_1000.htm#951

  3. 3
    เจษฎา อังศุโชติ
    เจษฎา อังศุโชติ jesdaponakub@hotmail.com 14/10/2015 19:31

    เล่ม 34 หน้า 489-490 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓


    ๘. นวสูตร
    ว่าด้วยบุคคลที่เปรียบได้กับผ้าเปลือกไม้ ๓ ชนิด


    [๕๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    ผ้าเปลือกไม้ แม้ใหม่ก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก
    แม้กลางใหม่กลางเก่าก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก
    แม้เก่าแล้วก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก
    ผ้าเปลือกไม้ที่คร่ำคร่าแล้ว
    เขาก็ทำเป็นผ้าเช็ดหม้อข้าวบ้าง ทิ้งเสียที่กองขยะบ้างฉันใด


    ฉันนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย
    ภิกษุนวกะก็ดี ภิกษุมัชฌิมะก็ดี ภิกษุเถระก็ดี
    ถ้าเป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันเลว
    เรากล่าวความทุศีลมีธรรมเลวนี้ในความมีสีทรามของภิกษุ
    กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้าเปลือกไม้มีสีทรามฉะนั้น


    อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคม ทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น
    ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งอันไม่เกื้อกูล
    เพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน
    เรากล่าวการคบหาสมาคมทำตามเยี่ยงอย่าง
    ที่เป็นเหตุให้เกิดสิ่งอันไม่เกื้อกูลเกิดทุกข์นี้
    ในความมีสัมผัสหยาบของภิกษุ
    กล่าวบุคคลนี้ว่า ดุจผ้าเปลือกไม้มีสัมผัสหยาบฉะนั้น


    อนึ่ง ภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย ... 
    ของชนเหล่าใด
    ข้อนั้น ย่อมไม่เป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ชนเหล่านั้น
    เรากล่าวการรับปัจจัยอันไม่เป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ทายกนี้
    ในความมีราคาถูกของภิกษุ
    กล่าวบุคคลนี้ว่าเป็นดังผ้าเปลือกไม้มีราคาถูกฉะนั้น


    อนึ่ง ภิกษุเถระชนิดนั้น
    กล่าวอะไรในท่ามกลางสงฆ์
    ภิกษุทั้งหลายก็กล่าวเอาว่า
    ประโยชน์อะไรด้วยถ้อยคำของท่านผู้โง่เขลา
    อย่างท่านก็เผยอจะพูดด้วย
    ภิกษุเถระนั้นโกรธน้อยใจ
    ก็จะใช้ถ้อยคำชนิดที่เป็นเหตุให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
    (คือห้ามไม่ให้ติดต่อเกี่ยวข้องกับภิกษุทั้งหลาย)
    เหมือนเขาทิ้งผ้าเปลือกไม้เก่าเสียที่กองขยะฉะนั้น


    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    ผ้ากาสี แม้ใหม่ก็สีงาม สัมผัสนิ่ม และราคาแพง
    แม้กลางใหม่กลางเก่าก็สีงาม สัมผัสนิ่มและราคาแพง
    แม้เก่าแล้วก็สีงามสัมผัสนิ่มและราคาแพง
    ผ้ากาสี ถึงคร่ำคร่าแล้ว เขายังใช้เป็นผ้าห่อตคนะ
    (คือเงินทองเพชรพลอย่อมมีค่า) บ้าง
    เก็บไว้ในคันธกรณฑ์ (หีบอบของหอม) บ้าง ฉันใด.


    ฉะนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย
    ภิกษุนวกะก็ดี ภิกษุมัชฌิมะก็ดี ภิกษุเถระก็ดี
    ถ้าเป็นผู้มีศีลมีธรรมอันดี
    เรากล่าวความมีศีลมีธรรมดีนี้ในความมีสีงามของภิกษุ
    กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้ากาสีมีสีงามฉะนั้น


    อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคมทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น
    ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน
    เรากล่าวการคบหาสมาคมทำตามอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดประโยชน์สุขนี้
    ในความมีสัมผัสนิ่มของภิกษุ
    กล่าวบุคคลนี้ว่า ดุจผ้ากาสีมีสัมผัสนิ่มฉะนั้น


    อนึ่ง ภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย...
    ของชนเหล่าใด
    ข้อนั้นย่อมเป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ชนเหล่านั้น
    เรากล่าวการรับปัจจัยอันเป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ทายกนี้
    ในความมีราคาแพงของภิกษุ
    กล่าวบุคคลนี้ว่า เสมือนผ้ากาสีมีราคาแพงฉะนั้น


    อนึ่ง ภิกษุเถระผู้มีคุณธรรมอย่างนี้
    กล่าวอะไรขึ้นในท่ามกลางสงฆ์
    ภิกษุทั้งหลายก็พากันว่า
    ท่านทั้งหลาย จงสงบเสียงเถิด
    ภิกษุผู้ใหญ่จะกล่าวธรรมกล่าววินัยนี้ ดังนี้


    เพราะเหตุนั้น
    ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกในข้อนี้ว่า
    เราทั้งหลายจักเป็นอย่างผ้ากาสี ไม่เป็นอย่างผ้าเปลือกไม้
    ภิกษุทั้งหลาย
    ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล.


    จบนวสูตรที่ ๘



    http://www.tripitaka91.com/91book/book34/451_500.htm#489

  4. 4
    เจษฎา อังศุโชติ
    เจษฎา อังศุโชติ jesdaponakub@hotmail.com 14/10/2015 19:29

    “จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระดำรัสแล้ว
    ได้ไปยังอันธกาวินทนครนั้น
    แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้น
    เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัต
    เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา”


    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล
    ชุด 91 เล่มมหามกุฎราชวิทยาลัย
    เล่ม 49 หน้า 222-225 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒


    ๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ
    ว่าด้วยบรรพชิตตระหนี่เป็นเปรตเปลือยผอม


    พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถามจูฬเศรษฐีเปรตว่า :-
    [๑๐๕] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
    ท่านเป็นบรรพชิตเปลือยกายซูบผอม
    เพราะเหตุแห่งกรรมอะไร
    ท่านจะไปที่ไหนในราตรีเช่นนี้
    ขอท่านจงบอกการที่ท่านจะไปแก่เราเถิด
    เราสามารถจะให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
    แก่ท่านด้วยความอุตสาหะทั้งปวง.


    จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า
    เมื่อก่อนพระนครพาราณสี
    มีกิตติคุณเลื่องลือไปไกล
    ข้าพระองค์เป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่งอยู่ในพระนครนั้น
    แต่เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
    ไม่เคยให้สิ่งของแก่ใครๆ มีใจข้องอยู่ในอามิส
    ได้ถึงวิสัยแห่งพญายมเพราะความเป็นผู้ทุศีล
    ข้าพระองค์ลำบากแล้วเพราะความหิวเสียดแทง
    เพราะบาปกรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น
    ข้าพระองค์ปรารถนาอามิส
    จึงได้มาหาหมู่ญาติ
    มนุษย์แม้เหล่าอื่นมีปกติไม่ให้ทาน
    และไม่เชื่อว่าผลแห่งทานมีอยู่ในโลกหน้า
    มนุษย์แม้เหล่านั้นจักเกิดเป็นเปรต
    เสวยทุกข์ใหญ่เหมือนข้าพระองค์


    ฉะนั้น ธิดาของข้าพระองค์ปนอยู่เนื่องๆ ว่า
    เราจักให้ทานอุทิศให้มารดา บิดา ลุง ป้า น้า อา
    ปู่ ย่า ตา ยาย พวกพราหมณ์กำลังบริโภคทาน
    อันธิดาของข้าพระองค์ตกแต่งแล้ว
    ข้าพระองค์จะไปยังเมืองอันธกาวินทนคร
    เพื่อบริโภคอาหาร


    พระราชาจึงตรัสสั่งเขาว่า
    ถ้าท่านไปได้เสวยผลทานนั้น
    พึงรีบลับมาบอกเหตุที่มีจริงแก่เรา
    เราฟังคำอันมีเหตุผลควรเชื้อถือได้แล้ว
    จักทำการบูชาบ้าง


    จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระดำรัสแล้ว
    ได้ไปยังอันธกาวินทนครนั้น
    แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้น
    เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัต
    เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา


    ภายหลังจูฬเศรษฐีเปรต
    กลับมาสู่นครราชคฤห์อีก
    ได้ไปแสดงกายให้ปรากฏ
    เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอชาตศัตรู
    ผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน
    พระราชาทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้นกลับมาอีก
    จึงตรัสถามว่า


    เราจะให้ทานอะไร
    ถ้าเหตุที่จะให้ท่านอิ่มหนำตลอดกาลมีอยู่ไซร้
    ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา.


    จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า
    ข้าแต่พระราชา
    ขอพระองค์จงทรงอังคาสพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์
    ด้วยข้าวและน้ำ และจงทรงถวายจีวร
    แล้วทรงอุทิศกุศลนั้น
    เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์
    ด้วยการทรงบำเพ็ญกิจอย่างนี้
    ข้าพระองค์จะพึงอิ่มหนำตลอดกาลนาน.


    ลำดับนั้น
    พระราชาเสด็จออกจากปราสาททันที
    ทรงถวายทานอันประณีตยิ่งแก่สงฆ์
    ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์
    แล้วทรงกราบทูลเรื่องราวแด่พระตถาคต
    ทรงอุทิศส่วนกุศลให้จูฬเศรษฐีเปรต


    จูฬเศรษฐีเปรตนั้นอันพระราชาทรงบูชาแล้ว
    เป็นผู้งดงามยิ่งนัก ได้มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์
    ของพระราชาผู้เป็นใหญ่กว่าชน
    แล้วกราบทูลว่า


    ข้าพระองค์เป็นเทวดา มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยมแล้ว
    มนุษย์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์เสมอด้วยข้าพระองค์ไม่มี
    ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูอานุภาพ
    อันหาประมาณมิได้ของข้าพระองค์นี้เถิด
    ซึ่งเกิดจากผลที่พระองค์ทรงถวายทาน
    อันจะนับมิได้แก่สงฆ์
    อุทิศส่วนพระราชกุศลให้แก่ข้าพระองค์ด้วยทรงอนุเคราะห์


    ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเทพแห่งมนุษย์
    ข้าพระองค์เป็นผู้อันพระองค์ยังพระอริยสงฆ์
    ให้อิ่มหนำด้วยไทยธรรมมีข้าวและน้ำ
    และผ้าผ่อนเป็นต้นเป็นอันมาก
    จึงได้อิ่มหนำแล้วเนือง ๆ
    บัดนี้ ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว
    ขอทูลลาพระองค์ไป.


    จบ จูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘


    อรรถกถาจูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘
    เล่ม 49 หน้า 225-234 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒


    เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร
    ทรงปรารภจูฬเศษฐีเปรต ตรัสพระคาถานี้
    มีคำเริ่มต้นว่า
    นคฺโค กิโสปพฺพชิโตสิ ภนฺเต ดังนี้.


    ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี มีคฤหบดีผู้หนึ่ง
    เป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส
    เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
    ไม่เอื้อเฟื้อต่อการบำเพ็ญบุญ
    ได้นามว่า จูฬเศรษฐี.


    เขาทำกาละแล้ว บังเกิดในหมู่เปรต.


    ร่างกายของเขาปราศจากเนื้อและเลือด
    มีเพียงกระดูก เส้นเอ็นสละหนัง ศีรษะโล้น ปราศจากผ้า.


    แต่ธิดาของเขา ชื่อว่า อนุลา
    อยู่ในเรือนของสามี ในอันธกวินทนคร
    มีความประสงค์จะให้พราหมณ์บริโภคอาหารอุทิศบิดา
    จึงจัดแจงเครื่องอุปกรณ์ทานมีข้าวสารเป็นต้น.


    เปรตรู้ดังนั้น ไปในที่นั้นโดยอากาศ
    โดยความหวัง ถึงกรุงราชคฤห์.


    ก็สมัยนั้น พระเจ้าอชาตศัตรู
    ถูกพระเจ้าเทวทัตต์ส่งไป ให้ปลงพระชนมชีพพระบิดา
    ไม่เข้าถึงความหลับ เพราะความเดือดร้อน
    และความฝันร้ายนั้น จึงขึ้นไปบนปราสาท
    จงกรมอยู่ เห็นเปรตนั้น เหาะไปอยู่
    จึงถามด้วยคาถานี้ว่า :-


    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
    ท่านเป็นบรรพชิตเปลือยกายซูบผอม
    เพราะเหตุแห่งกรรมอะไร
    ท่านจะไปที่ไหนในราตรีเช่นนี้
    ขอท่านจงบอกการที่ท่านจะไปแก่เราเถิด
    เราสามารถจะให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
    แก่ท่านด้วยความอุตสาหะทั้งปวง.


    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชิโต
    ได้แก่ สมณะ.


    ได้ยินว่า พระราชากล่าวกะเขาว่า
    ท่านเป็นบรรพชิตเปลือยกายซูบผอม เป็นต้น
    ด้วยความสำคัญว่า ผู้นี้เป็นสมณะเปลือย
    เพราะเขาเป็นคนเปลือยกายและเป็นคนศีรษะโล้น.


    บทว่า กิสฺสเหตุ แปลว่า
    มีอะไรเป็นเหตุ.


    บทว่า สพฺเพน วิตฺตํ ปฏิปาทเย ตุวํ ความว่า
    เราจะมอบทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
    อันเป็นเครื่องอุปกรณ์แห่งทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
    พร้อมด้วยโภคะทุกอย่าง หรือด้วยความอุตสาหะทุกอย่าง
    ตามความเหมาะสมแก่อัธยาศัยของท่าน
    ไฉนหนอเราพึงสามารถเช่นนั้นได้
    เพราะฉะนั้น ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา คือ
    จงบอกเหตุแห่งการมาของท่านนั้นแก่เรา.


    เปรตถูกพระราชาถามอย่างนี้แล้ว
    เมื่อจะบอกประวัติของตน จึงได้กล่าวคาถา ๓ ถาคาว่า :-


    เมื่อก่อนพระนครพาราณสี
    มีกิตติคุณเลื่องลือไปไกล
    ข้าพระองค์เป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่งอยู่ในพระนครนั้น
    แต่เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น
    ไม่เคยให้สิ่งของแก่ใครๆ มีใจข้องอยู่ในอามิส
    ได้ถึงวิสัยแห่งพญายมเพราะความเป็นผู้ทุศีล
    ข้าพระองค์ลำบากแล้วเพราะความหิวเสียดแทง
    เพราะบาปกรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น
    ข้าพระองค์ปรารถนาอามิส
    จึงได้มาหาหมู่ญาติ
    มนุษย์แม้เหล่าอื่นมีปกติไม่ให้ทาน
    และไม่เชื่อว่าผลแห่งทานมีอยู่ในโลกหน้า
    มนุษย์แม้เหล่านั้นจักเกิดเป็นเปรต
    เสวยทุกข์ใหญ่เหมือนข้าพระองค์


    ฉะนั้น ธิดาของข้าพระองค์ปนอยู่เนื่องๆ ว่า
    เราจักให้ทานอุทิศให้มารดา บิดา ลุง ป้า น้า อา
    ปู่ ย่า ตา ยาย พวกพราหมณ์กำลังบริโภคทาน
    อันธิดาของข้าพระองค์ตกแต่งแล้ว
    ข้าพระองค์จะไปยังเมืองอันธกาวินทนคร
    เพื่อบริโภคอาหาร


    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูรฆุฏฺฐํ ได้แก่
    เลื่องลือ ด้วยอำนาจกิตติคุณไปไกลทีเดียว,
    อธิบายว่า ขจรไป คือปรากฏในที่ทุกสถาน.


    บทว่า อฑฺฒโก แปลว่า
    เป็นคนมั่งคั่ง คือมีสมบัติมาก.


    บทว่า ทีโน แปลว่า
    มีจิตตระหนี่ คือมีอัธยาศัยในการไม่ให้.
    ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า อทาตา ผู้ไม่ให้.


    บทว่า เคธิตมโน อามิสสฺมึ ได้แก่
    ผู้มีจิตข้องอยู่ คือ ถึงความติดอยู่ ในอามิสคือกาม.


    บทว่า ทุสฺสีเลน ยมวิสยมฺหิ ปตฺโต ความว่า
    ข้าพเจ้าได้ถึงวิสัยแห่งพญายม คือ เปตโลก
    ด้วยกรรมคือความเป็นผู้ทุศีลที่ตนได้ทำไว้.


    บทว่า โส สูจิกาย กิลมิโต ความว่า
    ข้าพเจ้านั้น ลำบากเพราะความหิว
    อันได้นามว่า สูจิกา เพราะเป็นเสมือนเข็ม
    เพราะอรรถว่า เสียดแทง เสียดแทงอยู่ไม่ขาดระยะ.
    อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า กิลมโถ ดังนี้ก็มี.


    บทว่า เตหิ ความว่า
    ด้วยบาปกรรม อันเป็นเหตุที่กล่าวแล้ว
    โดยนัยมีอาทิว่า ทีโน ดังนี้.
    จริงอยู่ เมื่อเปรตนั้นระลึกถึงกรรมชั่วนั้น
    โทมนัสอย่างยิ่ง เกิดขึ้นแล้ว
    เพราะเหตุนั้น เปรตจึงกล่าวอย่างนั้น.


    บทว่า เตเนว ได้แก่
    เพราะความทุกข์อันเกิดแต่ความหิวนั้นนั่นเอง.


    บทว่า ญาตีสุ ยามิ ความว่า
    ข้าพเจ้าจึงไป คือ ไปถึงที่ใกล้ของหมู่ญาติ.


    บทว่า อานิสกิญฺจิกฺขเหตุ ได้แก่
    เพราะเหตุแห่งข้าพระองค์ปรารถนาอามิส
    อธิบายว่า ปรารถนาอามิสบางอย่าง.


    บทว่า
    อทานสีลา น จ สทฺทหนฺติ ทานผลํ โหติ ปรมฺหิ โลเก
    ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติไม่ให้ทานฉันใด
    แม้คนเหล่าอื่นก็มีปกติไม่ให้ทานฉันนั้นเหมือนกัน
    และไม่เชื่อว่า ผลแห่งทาน จะมีในปรโลกอย่างแท้จริง,
    อธิบายว่า
    แม้พวกชนเหล่านั้นเป็นเปรต
    เสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวงเหมือนข้าพเจ้า.


    บทว่า ลปเต แปลว่า ย่อมกล่าว.


    บทว่า อภิกฺขณํ แปลว่า
    เนือง ๆ คือโดยส่วนมาก.
    เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า
    เปรตกล่าวว่า กระไร
    เปรตจึงกล่าวว่า
    ข้าพเจ้าจักให้ทานเพื่อมารดาบิดา
    ปู่ ย่า ตา ยาย.


    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิตูนํ ได้แก่
    มารดาและบิดา หรือ อา และลุง.


    บทว่า ปิตามหานํ ได้แก่
    ปู่ ย่า ตา และยาย.


    บทว่า อุปกฺขฏํ ได้แก่ จัดแจง.


    บทว่า ปริวิสยนฺติ แปลว่าให้บริโภค.


    บทว่า อนฺธกวินฺทํ ได้แก่ นครอันมีชื่อย่างนั้น.


    บทว่า ภุตฺตุํ ได้แก่ เพื่อบริโภค.


    เบื้องหน้าแต่นั้น พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า :-
    พระราชาจึงตรัสสั่งเขาว่า
    ถ้าท่านไปได้เสวยผลทานนั้น
    พึงรีบลับมาบอกเหตุที่มีจริงแก่เรา
    เราฟังคำอันมีเหตุผลควรเชื้อถือได้แล้ว
    จักทำการบูชาบ้าง


    จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระดำรัสแล้ว
    ได้ไปยังอันธกาวินทนครนั้น
    แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้น
    เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัต
    เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา


    ภายหลังจูฬเศรษฐีเปรต
    กลับมาสู่นครราชคฤห์อีก
    ได้ไปแสดงกายให้ปรากฏ
    เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอชาตศัตรู
    ผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน
    พระราชาทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้นกลับมาอีก
    จึงตรัสถามว่า


    เราจะให้ทานอะไร
    ถ้าเหตุที่จะให้ท่านอิ่มหนำตลอดกาลมีอยู่ไซร้
    ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา.


    จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า :-
    ข้าแต่พระราชา
    ขอพระองค์จงทรงอังคาสพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์
    ด้วยข้าวและน้ำ และจงทรงถวายจีวร
    แล้วทรงอุทิศกุศลนั้น
    เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์
    ด้วยการทรงบำเพ็ญกิจอย่างนี้
    ข้าพระองค์จะพึงอิ่มหนำตลอดกาลนาน.


    ลำดับนั้น
    พระราชาเสด็จออกจากปราสาททันที
    ทรงถวายทานอันประณีตยิ่งแก่สงฆ์
    ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์
    แล้วทรงกราบทูลเรื่องราวแด่พระตถาคต
    ทรงอุทิศส่วนกุศลให้จูฬเศรษฐีเปรต


    จูฬเศรษฐีเปรตนั้นอันพระราชาทรงบูชาแล้ว
    เป็นผู้งดงามยิ่งนัก ได้มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์
    ของพระราชาผู้เป็นใหญ่กว่าชน
    แล้วกราบทูลว่า


    ข้าพระองค์เป็นเทวดา มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยมแล้ว
    มนุษย์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์เสมอด้วยข้าพระองค์ไม่มี
    ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูอานุภาพ
    อันหาประมาณมิได้ของข้าพระองค์นี้เถิด
    ซึ่งเกิดจากผลที่พระองค์ทรงถวายทาน
    อันจะนับมิได้แก่สงฆ์
    อุทิศส่วนพระราชกุศลให้แก่ข้าพระองค์ด้วยทรงอนุเคราะห์


    ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเทพแห่งมนุษย์
    ข้าพระองค์เป็นผู้อันพระองค์ยังพระอริยสงฆ์
    ให้อิ่มหนำด้วยไทยธรรมมีข้าวและน้ำ
    และผ้าผ่อนเป็นต้นเป็นอันมาก
    จึงได้อิ่มหนำแล้วเนือง ๆ
    บัดนี้ ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว
    ขอทูลลาพระองค์ไป.


    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมโวจ ราชา ความว่า
    พระเจ้าอชาตศัตรูได้ตรัสสั่งเปรตนั้น
    ผู้ยืนกล่าวอยู่อย่างนั้น.


    บทว่า อนุภวิยาน ตมฺปิ ความว่า
    เสวยทานแม้นั้นที่ธิดาของท่านเข้าไปตั้งไว้.


    บทว่า เอยฺยาสิ แปลว่า พึงมา.


    บทว่า กริสฺสํ แปลว่า จักกระทำ.


    บทว่า อาจิกฺข เม ตํ ยทิ อตฺถิ เหตุ ความว่า
    ถ้าคำอะไรมีเหตุที่ควรเชื่อได้จงบอกเล่าแก่เรา.


    บทว่า สทฺธายิตํ แปลว่า ควรเชื่อได้.


    บทว่า เหตุวโจ. ได้แก่ คำที่ควรแก่เหตุ.


    อธิบายว่า ท่านจงกล่าวคำที่มีเหตุว่า
    เมื่อบำเพ็ญทานในที่ชื่อโน้น
    โดยประการโน้น จะสำเร็จแก่เรา.


    บทว่า ตถาติ วตฺวา ความว่า
    จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระดำรัสแล้ว.


    บทว่า ตตฺถ ได้แก่
    ในที่เป็นที่อังคาสในอันธกวินทนครนั้น.


    บทว่า ภุญฺชึสุ ภตฺตํ น จ ทกฺขิณารหา ความว่า
    พราหมณ์ผู้ทุศีลบริโภคภัตตาหารแล้ว
    แต่ว่าพราหมณ์บริโภคนั้น
    เป็นผู้ไม่ควรทักษิณา ไม่มีศีล.


    บทว่า ปุนาปรํ ความว่า
    ภายหลังจูฬเศรษฐีเปรตกลับมายังกรุงราชคฤห์อีก.


    บทว่า กึ ททามิ ความว่า
    พระราชาตรัสถามเปรตนั้นว่า
    เราจักให้ทานเช่นไรแก่ท่าน.


    บทว่า เยน ตุวํ ความว่า
    ท่านให้อิ่มหนำด้วยเหตุใด.


    บทว่า จิรตรํ แปลว่า ตลอดกาลนาน.


    บทว่า ปิณิโต. ความว่า
    ถ้าท่านอิ่มหนำแล้วท่านจงบอกข้อนั้น.


    บทว่า ปริวิสิยาน แปลว่า ให้บริโภค.


    จูฬเศรษฐีเปรตเรียกพระเจ้าอชาตศัตรูว่า ราชา.


    บทว่า เม หิตาย ได้แก่
    เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ คือ
    เพื่อให้ข้าพระองค์พ้นจากความเป็นเปรต.


    บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะคำนั้น.


    อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตโต แปลว่า จากปราสาทนั้น.


    บทว่า นิปติตฺวา แปลว่า ออกไปแล้ว.


    บทว่า ตาวเท ได้แก่ ในกาลนั้นเอง
    คือ ในเวลาอรุณขึ้น,
    อธิบายว่า พระราชาได้ถวายทาน
    เฉพาะในเวลาก่อนภัตรที่เปรตกลับมาแสดงตนแก่พระราชา.


    บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์.


    บทว่า อตุลํ แปลว่า ประมาณไม่ได้ คือ ประณีตยิ่ง.


    บทว่า ทตฺวา สงฺเฆ ได้แก่ ถวายแก่สงฆ์.


    บทว่า อาโรเจสิ ปกตํ ตถาคตสฺส ความว่า
    พระราชากราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
    ข้าแต่พระองค์เจริญ
    ทานนี้หม่อมฉันได้บำเพ็ญมุ่งหมายอุทิศเปรตตนหนึ่ง.
    ก็แลครั้นกราบทูลแล้ว
    ทานนั้นก็สำเร็จแก่เปรตนั้น โดยประการนั้น
    และข้าพระองค์ถวายอุทิศส่วนบุญแก่เปรตนั้น
    ด้วยประการฉะนี้.


    บทว่า โส ได้แก่ เปรตนั้น.


    บทว่า ปูชิโต ได้แก่
    ผู้อันพระราชาทรงบูชาด้วยทักษิณาที่ทรงทิศให้.


    บทว่า อติวิย โสภมาโน. แปลว่า
    เป็นผู้งดงามยิ่งนักด้วยอานุภาพของเทวดา.


    บทว่า ปาตุรโหสิ แปลว่า ปรากฏแล้ว คือ
    แสดงตนเฉพาะพระพักตร์ของพระราชา.


    บทว่า ยกฺโขหมสฺมิ ความว่า
    ข้าพระองค์พ้นจากความเป็นเปรตกลายเป็นเทวดา
    คือ ถึงความเป็นเทพ.


    บทว่า น มยฺหมตฺถิ สมา สทิสา มานุสา ความว่า
    มนุษย์ทั้งหลายผู้เสมอด้วยอานุภาพสมบัติ
    หรือเสมือนโภคสมบัติของข้าพเจ้าไม่มี.


    บทว่า ปสฺสานุภาวํ อปริมิตํ มมยิทํ ความว่า
    จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลแสดงสมบัติของตน
    แก่พระราชาโดยประจักษ์ว่า
    ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรดูอานุภาพแห่งเทวดา
    อันหาประมาณมิได้นี้ของข้าพระองค์เถิด.


    บทว่า ตยานุทิฏฺฐํ อตุลํ ทตฺวา สงฺเฆ ความว่า
    ซึ่งพระองค์ถวายทานอันโอฬาร
    หาสิ่งเปรียบปานมิได้แด่พระอริยสงฆ์
    แล้วทรงอุทิศด้วยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์.


    บทว่า สนฺตปฺปิโต สตตํ สทา พหูหิ ความว่า
    ข้าพระองค์เมื่อให้พระอริยสงฆ์
    อิ่มหนำด้วยไทยธรรมเป็นอันมาก
    มีข้าว น้ำ และผ้าเป็นต้น
    ชื่อว่าให้อิ่มหนำติดต่อกัน คือ ไม่ขาดระยะ
    แม้ในที่นั้น ทุกเมื่อ คือทุกเวลา ตลอดชีวิต.


    บทว่า ยามิ อหํ สุขิโต มนุสฺสเทว ความว่า
    จูฬเศรษฐีเปรตทูลถามพระราชาว่า
    ข้าแต่มหาราชเป็นเทพของมนุษย์
    เพราะฉะนั้น บัดนี้
    ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว
    ขอกลับไปยังที่ตามที่ปรารถนา.


    เมื่อเปรตทูลลากลับไปอย่างนี้
    พระเจ้าอชาตศัตรู
    ตรัสบอกความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย
    ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
    แล้วกราบทูลความนั้น.


    พระผู้มีพระภาคเจ้า
    ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ
    ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว
    มหาชนฟังธรรมนั้นแล้ว
    ละมลทินคือความตระหนี่
    ได้เป็นผู้ยินดียิ่งในบุญมีทานเป็นต้นแล.


    จบ อรรถกถาจูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘



    http://www.tripitaka91.com/91book/book49/201_250.htm#222

  5. 5
    เจษฎา อังศุโชติ
    เจษฎา อังศุโชติ jesdaponakub@hotmail.com 14/10/2015 19:27

    “บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบไม่ควรเข้าใกล้”


    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล
    ชุด 91 เล่มมหามกุฎราชวิทยาลัย
    เล่ม 34 หน้า 87-89 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓


    ๗. ชิคุจฉิตัพพสูตร
    ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบและไม่ควรคบ


    [๔๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    บุคคล ๓ นี้ มีอยู่ในโลก
    บุคคล ๓ คือใคร คือ


    บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ
    ไม่ควรคบไม่ควรเข้าใกล้ก็มี


    บุคคลที่ควรเฉย ๆ เสีย ไม่ควรเสพ
    ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ก็มี


    บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้ก็มี


    บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ
    ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอย่างไร ?


    บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันลามก
    (มีการกระทำ) ไม่สะอาด มีความประพฤติน่ารังเกียจ
    มีการงานอันปกปิดไม่เป็นสมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ
    ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี
    เป็นคนเน่าใน เปียกชื้น รกเรื้อ (ด้วยกิเลสโทษ)
    บุคคลเช่นนี้ควรเกลียด ไม่ควรเสพ
    ไม่ควรคบไม่ควรเข้าใกล้


    นั่นเพราะเหตุอะไร ?


    เพราะถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น
    แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า
    เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทราม
    งูที่จมคูถย่อมไม่กัดก็จริงอยู่
    ถึงกระนั้นมันก็ทำผู้จับให้เปื้อน ฉันใดก็ดี
    ถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น
    แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า
    เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทราม ฉันนั้นเหมือนกัน


    เพราะเหตุนั้น
    บุคคลเช่นนั้น จึงควรเกลียด ไม่ควรเสพ
    ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้


    บุคคลที่ควรเฉย ๆ เสีย ไม่ควรเสพ
    ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอย่างไร


    บุคคลลางคนในโลกนี้ เป็นคนขี้โกรธ
    มีความแค้นมาก ถูกเขาว่าหน่อย
    ก็ขัดเคืองขึ้งเคียดเง้างอด.
    ทำความกำเริบความร้ายและความเดือดดาลให้ปรากฏ
    เหมือนแผลร้ายถูกไม้หรือกระเบื้องเข้ายิ่งหนองไหล ...
    เหมือนฟืนไม้ติณฑุกะถูกครูดด้วยไม้หรือกระเบื้อง
    ยิ่งส่งเสียงจิจิฏะๆ ...
    เหมือนหลุมคูถถูกรันด้วยไม้หรือกระเบื้องยิ่งเหม็นฉันใด


    บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นคนขี้โกรธ
    มีความแค้นมาก ถูกเขาว่าหน่อย
    ก็ขัดเคืองขึ้งเคียดเง้างอด
    ทำความกำเริบความร้าย และความเดือดดาลให้ปรากฏฉันนั้น
    บุคคลเช่นนี้ ภิกษุทั้งหลาย ควรเฉย ๆ เสีย
    ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้


    นั่นเพราะเหตุอะไร
    เพราะ (เกรงว่า) เขาจะด่าเราบ้าง
    จะตะเพิดเราบ้าง จะทำเราให้เสื่อมเสียบ้าง
    เพราะเหตุนั้น บุคคลชนิดนี้ จึงควรเฉย ๆ เสีย ฯลฯ


    ก็บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้เป็นอย่างไร ?


    บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม
    บุคคลอย่างนี้ ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้


    นั่นเพราะเหตุอะไร
    เพราะถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงบุคคลเช่นนั้น
    แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปว่า
    เป็นคนมีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี


    เพราะเหตุนั้น
    บุคคลอย่างนี้จึงควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้


    นี้แล ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ มีอยู่ในโลก.


    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนิคมคาถาว่า


    คนผู้คบคนทราม ย่อมเสื่อม
    ส่วนคนผู้คบคนเสมอกัน ไม่เลื่อมในกาลไหนๆ
    ผู้คบคนที่ประเสริฐกว่า ย่อมเจริญเร็ว
    เพราะฉะนั้น จึงควรคบคนที่ยิ่งกว่าตน.


    จบชิคุจฉิตัพพสูตรที่ ๗


    อรรถกถาชิคุจฉิตัพพสูตร
    เล่ม 34 หน้า 89-91 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓



    พึงทราบวินิจฉัยในชิคุจฉิตัพพสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
    บทว่า ชิคุจฺฉิตพฺโพ ความว่า
    บุคคลที่ใคร ๆ พึงรังเกียจเหมือนคูถฉะนั้น.


    บทว่า อถโข นํ เท่ากับ อถโข อสฺส.
    บทว่า กิตฺติสทฺโท คือ เสียงที่กล่าวขานกัน.


    ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงทราบข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้
    ความเป็นผู้ทุศีล พึงเห็นเหมือนหลุมคูถ.
    บุคคลผู้ทุศีล พึงเห็นเหมือนงูเรือน ตัวตกลงไปในหลุมคูถฉะนั้น


    ภาวะที่บุคคลพึงจะคบหาบุคคลผู้ทุศีล (แต่) ไม่ทำตามบุคคลผู้ทุศีลนั้น
    พึงเห็นเหมือนภาวะที่บุคคลถูกงูที่เขายกขึ้นจากหลุมคูถ
    ไต่ขึ้นสู่ร่างกาย แต่ไม่กัดฉะนั้น


    เวลาที่บุคคลคบหาผู้ทุศีล จนชื่อเสียงที่ไม่ดีระบือไปทั่ว
    พึงทราบเหมือนเวลาที่เขาถูกงูตัวเปื้อนคูถแล้ว กัดเอาฉะนั้น.


    บทว่า ติณฑุกาลาตํ ได้แก่ ดุ้นฟืนไม้มะพลับ.


    บทว่า ภิยฺโยโส มตฺตาย จิจิฏายติ ความว่า ก็ดุ้นฟืนไม้มะพลับนั้น
    เมื่อถูกเผาตามปกติสะเก็ดจะกระเด็นหลุดออก
    ส่งเสียงดัง จิจิฏะ จิจิฏะ.
    อธิบายว่าแต่ดุ้นฟืนที่ถูกเคาะจะส่งเสียงดังกว่ามาก.


    บทว่า เอวเมว โข ความว่า บุคคลผู้มักโกรธก็ฉันนั้นเหมือนกันแล
    คือ แม้ตามธรรมดาของตนก็เป็นผู้ไม่สงบ ดุร้ายเที่ยวไป.
    แต่ในเวลาที่ได้ฟังคำพูด (ว่ากล่าว) แม้เพียงเล็กน้อย
    ก็กลับเที่ยวเกรี้ยวกราดดุร้ายยิ่งขึ้นไปอีกว่า
    คนนี้ พูดอย่างนี้ ๆ กับ คนเช่นเราได้.


    บทว่า คูถกูโป ได้แก่ หลุมที่เต็มไปด้วยคูถ หรือหลุมคูถนั่นแล.
    ก็ในที่นี้ พึงทราบการเปรียบเทียบโดยนัยก่อนนั้นแล.


    บทว่า ตสฺมา เอวรูโป ปุคฺคโล อชณุเปกฺ ขิตพฺโพ น เสวิตพฺโพ
    ความว่า เพราะเหตุที่บุคคลผู้มักโกรธ เมื่อใครคบหาใกล้ชิด
    ก็โกรธ (เขา) เหมือนกัน ย่อมโกรธ แม้กะบุคคลที่ด่าย้อนให้ว่า
    คนผู้นี้มีประโยชน์อะไร ฉะนั้น เขาจึงเป็นเหมือนไฟไหม้ฟาง
    ที่ทุกคนควรวางเฉย ไม่ควรเข้าไปคบหาสมาคม.


    ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร ?
    ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า
    บุคคลที่เข้าไปใกล้ไฟไหม้ฟางจนเกินไปจะร้อน
    ร่างกายของเขาจะพลอยถูกไหม้ไปด้วย
    บุคคลที่ถอยออกห่างมากเกินไปจะ (ไม่) ร้อน
    ความหนาวของเขาก็ยังไม่หาย
    ส่วนบุคคลที่ผิงไฟอยู่ในระยะพอดี
    ไม่เข้าใกล้จนเกินไป (และ) ไม่ถอยออกห่างจนเกินไป
    ความหนาวก็จะหาย
    เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มักโกรธเป็นเหมือนไฟไหม้ฟาง
    จึงควรถูกวางเฉยเสีย โดยการวางตัวเป็นกลาง
    ไม่ควรที่ใคร ๆ จะเสพ ไม่ควรที่ใคร ๆ จะคบหา
    ไม่ควรที่ใคร ๆจะเข้าไปนั่งใกล้


    บทว่า กลฺยาณมิตฺโต ได้แก่ มิตรผู้สะอาด.


    บทว่า กลฺยาณสหาโย ได้แก่ สหายผู้สะอาด.


    ที่ชื่อว่า สหาย ได้แก่ผู้มีปกติไปร่วมกันและเที่ยวไปร่วมกัน.


    บทว่า กลฺยาณสมฺปวงฺโก ได้แก่
    ผู้โอนไปในกัลยาณมิตรทั้งหลาย
    คือ ในบุคคลผู้สะอาด
    อธิบายว่า ผู้มีใจน้อมโน้มเหนี่ยวนำไปในกัลยาณมิตรนั้น.


    จบอรรถกถาชิคุจฉิตัพพสูตรที่ ๗



    http://www.tripitaka91.com/91book/book34/051_100.htm#87


  6. 6
    เจษฎา อังศุโชติ
    เจษฎา อังศุโชติ ่jesdaponakub@hotmail.com 14/10/2015 19:23

    “ถวายสงฆ์”


    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล
    ชุด 91 เล่มมหามกุฎราชวิทยาลัย
    เล่ม 48 หน้า 279-283 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑


    ๖. ทัททัลลวิมาน
    ว่าด้วยทัททัลลวิมาน


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/431119407062166




    ถ้าถวายทานแก่สงฆ์โดยคำนึงถึงบุคคล


    ทานนั้น ย่อมไม่ถึงสงฆ์


     


    (อ.ทักขิณาวิภังคสูตร)


    เล่ม 23 หน้า 407 บรรทัดที่ 18



    http://www.tripitaka91.com/91book/book23/401_450.htm#407



    ๑๒. ทักษิณาวิภังคสูตร


    เล่ม 23 หน้า 395 บรรทัดที่ 1


    ดูก่อนอานนท์ ก็ในอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู


    มีผ้ากาสาวะพันคอ เป็นคนทุศีล มีธรรมลามก


    คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น


     http://www.tripitaka91.com/91book/book23/351_400.htm#395



    แม้ด้วยอาการเพียงเท่านี้ เพศก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน


    เมื่อกาลล่วงไป ๆ เอาบาตรลงจากปลายแขนหิ้วไปด้วยมือ


    หรือด้วยสาแหรกเที่ยวไป


    แม้จีวรก็ไม่ทำการย้อมให้ถูกต้องกระทำให้มีสีแดงใช้.


     


    เมื่อกาลล่วงไป การย้อมจีวรก็ดี การตัดชายผ้าก็ดี


    การเจาะรังดุมก็ดี ย่อมไม่มี ทำเพียงเครื่องหมายแล้วใช้สอย


    ต่อมากลับเลิกรังดุม ไม่ทำเครื่องหมาย


    ต่อมา ไม่การทำทั้ง ๒ อย่าง


    ตัดชายผ้าเที่ยวไปเหมือนพวกปริพาชก


     


    เมื่อกาลล่วงไปก็คิดว่า พวกเราจะต้องการอะไร


    ด้วยการกระทำเช่นนี้ จึงผูกผ้ากาสายะชิ้นเล็ก ๆ


    เข้าที่มือหรือที่คอ หรือขอดไว้ที่ผม


    กระทำการเลี้ยงภรรยา เที่ยวไถ่หว่านเลี้ยงชีพ.


     


    ในกาลนั้น ชนเมื่อให้ทักขิณา


    ย่อมให้แก่ชนเหล่านั้นอุทิศสงฆ์


     


    พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายเอาข้อนี้


    จึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ในอนาคตกาล


    จักมีโคตรภูบุคคล ผู้มีผ้ากาสายพันคอ


    เป็นผู้ทุศีล เป็นผู้มีธรรมอันลามก


    ชนทั้งหลายให้ทาน ในคนผู้ทุศีล


    ผู้มีธรรมอันลามกเหล่านั้น อุทิศสงฆ์


     


    อานนท์ในกาลนั้น เรากล่าวว่า


    ทักษิณาไปแล้วในสงฆ์


    มีผลนับไม่ได้ประมาณไม่ได้


     


    การอันตรธานแห่งเพศของภิกษุ และภิกษุองค์สุดท้าย


    (อ.วรรคที่ ๑๐)


    เล่ม 32 หน้า 170 บรรทัดที่ 10


     http://www.tripitaka91.com/91book/book32/151_200.htm#170

  7. 7
    เจษฎา อังศุโชติ
    เจษฎา อังศุโชติ ่jesdaponakub@hotmail.com 14/10/2015 19:12

    ข้อมูลจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล
    ชุด 91 เล่มมหามกุฎราชวิทยาลัย




    เล่ม 34 หน้า 489-490 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓


    ๘. นวสูตร
    ว่าด้วยบุคคลที่เปรียบได้กับผ้าเปลือกไม้ ๓ ชนิด


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/188115201362589


    “บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบไม่ควรเข้าใกล้”


    เล่ม 34 หน้า 87-89 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓


    ๗. ชิคุจฉิตัพพสูตร
    ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบและไม่ควรคบ


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/331832943657480




    เล่ม 37 หน้า 260-269 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔
    ๘. อัคคิขันธูปมสูตร


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/142637395910370




    “มิจฉาชีพขั้นสุดยอด”


    เล่ม 2 หน้า 616-617 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/448485105325596




    เล่ม 28 หน้า 497-500 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑
    ๑๐. ฉัปปาณสูตร
    ว่าด้วยภิกษุผู้เป็นเสี้ยนหนามของชาวบ้าน


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/143258792514897




    “จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระดำรัสแล้ว
    ได้ไปยังอันธกาวินทนครนั้น
    แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้น
    เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัต
    เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา”


    เล่ม 49 หน้า 222-225 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒


    ๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ
    ว่าด้วยบรรพชิตตระหนี่เป็นเปรตเปลือยผอม


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/417590461748394




    ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา


    บางส่วนของ ทักษิณาวิภังคสูตร
    เล่ม 23 หน้า 395-397 (ปกสีน้ำเงิน)


    พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/118610811646362



    “ไถยบริโภค (บริโภคอย่างขโมย)”


    เล่ม 3 หน้า 951-953 (ปกสีน้ำเงิน)
    พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓


    https://www.facebook.com/thebuddha.speech/posts/338947022946072

  8. 8
    เจริญศักดิ์ พรหมวันรัตน์

    ขออนุโมทนากับพี่ณัฐครับ พระุพทธองค์ตรัสชัดแล้วครับ พระองคืทรงกล่าวว่า ได้บุญครับแต่น้อยและอานิสงส์น้อยและข้อความในอรรถกถาก็กล่าวชัดเจนแล้วครับที่ยกมานั่นเอง ท่านไม่ได้กล่าวว่าไม่ได้บุญนะครับ แต่กล่าวว่าทำเพื่ออุทิศบุญเป็นทักขิณาให้กับเปตชนไม่ได้ในการทำบุญกับผู้ทุศีลครับ และในนั้นก็บอกอีกว่าเป็นพราหมณ์ทุศีลไม่ใช่ภิกษุครับ และคำว่า เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าก็ทรงรับรองไว้แล้วครับ ไม่เคยพบว่าทรงจำกัดที่ไหนว่าเป็นภิกษุมีศีลดีหรือทุศีลครับ เอาอย่างนี้นะครับ พุทธวจนะนั้นไม่แย้งกัน ลองใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เราเรียนมาประมวลผลแบบพยัญชนะต่อพยัญชนะ คำต่อคำประโยคต่อประโยคไปเลยครับแล้วเราจะพบทางสว่างมากขึ้น การศึกษาพุทธวจนะต้องครบทั้ง อภิธัมมะ สุตตันตะและวินะยะ ครับ ไม่ใช่ศิกขาเพียงบางส่วนขอบอกบุญนะครับ ไปสิกขาลักขณาทิจตุกกะมาให้เข้าใจก่อนนะครับ ไม่งั้นจะหาความเข้าใจตรงกันยาก เพราะจะพบแสงสว่างกันคนละเส้นแสง เพราะพุทธวจนะทรงบัญญัติมาตั้ง ๘๔๐๐๐ ธัมมขันธะ แต่พระสัพพัญญุตญาณนั้นรู้เป็นอจินเตยยะครับ โหลดโปรแกรมพระไตรปิฎกมา สิกขากันให้มากนะครับ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

  9. 9
    tm
    tm tm123_mk@yahoo.com 17/04/2014 21:55

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุแม้ปูนกลาง ฯลฯ ภิกษุแม้ปูนเถระ แต่หากว่าเป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม 
    เราย่อมกล่าวเช่นนี้ เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงไม่ดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
    บุคคลชนิดนี้เรากล่าวว่า มีอุปมาเหมือนกับผ้าเปลือกไม้ที่มีสีไม่สวยฉะนั้น 
    ***ชนเหล่าใดคบหาเข้าไปนั่งใกล้ถือเอาเขาเป็นตัวอย่าง กิริยาที่คบหาเป็นต้นนั้น 
    ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน  ***
    เรากล่าวเช่นนี้ เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีการติดต่อก่อให้เกิดทุกข์ 
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลชนิดนี้เรากล่าวว่า 
    มีอุปมาเหมือนกับผ้าเปลือกไม้ที่มีสัมผัสไม่สบายฉะนั้นแล
    และภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของชนเหล่าใด
    การรับของนั้น ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากแก่ชนเหล่านั้น


    การทำบุญถ้าน้อมไปสงฆ์ได้จริงๆก็เป็นบุญมหาศาล 


    การใส่บาตรพระทุศีล ถ้าน้อมไปสงฆ์ได้จริงๆก็เป็นเป็นมหาศาล


    คำถามก็คือ ถ้าน้อมไปสงฆ์ไม่ได้ แล้วมันก็จะเข้า 


    ***ชนเหล่าใดคบหาเข้าไปนั่งใกล้ถือเอาเขาเป็นตัวอย่าง กิริยาที่คบหาเป็นต้นนั้น 


    ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน  ***


    คนส่วนใหญ่เวลาใส่บาตรมักจะดูที่ตัวพระ ไม่ได้มีจิตน้อมไปเพื่อถวายสงฆ์


    ส่วนการทำบุญด้วยเงิน คนให้หากไม่รู้จริงๆว่าผิดวินัย ก็ไม่บาปครับ แต่ถ้าให้ทั้งรู้ก็บาปครับ ส่วนพระรับเงิน ยังไงก็อาบัติแน่ๆครับ


    สมมุติว่า มีคนรู้จักคนให้เอาของไปส่งให้ แต่คุณไม่รู้ว่าข้างในนั้นเป็นยาเสพติด แล้วไปเจอสายตำรวจล่อซื้อ คุณจะไม่โดนจับเป็นไปไม่ได้


    การทำบุญพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงจำแนกไว้ให้แล้ว 


    ใครจะเสี่ยงทำแบบไม่รู้ หรือ ไม่แน่ใจแล้วไม่ทำ ไปเลือกทำที่ได้ชัวร์ๆดีกว่า ก็แล้วแต่จะเลือกเอา

  10. 10
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 04/09/2013 11:08

    ถ้าทำบุญกับพระทุศีล โดยมีเจตนาเป็นกุศล เช่น เราไม่รู้ว่าเป็นพระทุศีล หรือเราอยากให้คนคนหนึ่งมีอาหารกินเพื่อให้มีชีวิตต่อไป แบบนี้ได้บุญครับ



    แต่ถ้าเรามีเจตนา ทำบุญเพื่อส่งเสริมคนคนนั้น ส่งเสริมการทำบาปของคนๆนั้น ส่งเสริมคนชั่ว(แบบพระเทวทัต) แบบนี้ก็จะได้บาปครับ



    ส่วนการทำบุญด้วยเงิน คนให้หากไม่รู้จริงๆว่าผิดวินัย ก็ไม่บาปครับ แต่ถ้าให้ทั้งรู้ก็บาปครับ ส่วนพระรับเงิน ยังไงก็อาบัติแน่ๆครับ

  11. 11
    17/08/2013 22:29

    การทำบุญกับพระทุศิล...ผมเคยเชื่อว่าจะได้บาปมากกว่าได้บุญ...แต่จิตลึกๆคิดว่าในเมื่อเจตนาดีก็ควรจะได้ดี...มากน้อยนั่นอีกเรื่องว่าพระผู้ถือศิลบริสุทธิ์แค่ไหน...ส่วนลึกผมเชื่ออย่างนั่น...เพราะอ่านดูจากพระวินัย ผิดไม่ผิดดูเจตนาทั้งสิ้นที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งปรับอาบัติ...เกือบทุกข้อพิจรณาอยู่กับเจตนา...ผมมองอย่างงี้


    แต่พอมาฟังคุณ ณัฐ อืมผมก็เห็นด้วย แต่ก็เห็นคุยกัน อ้างไปถึงเรื่องพระเทวทัต คนที่ไปทำบุญกับพระเทวทัต นี่ตก นรกไปด้วยเพราะ ทำบุญเฉยๆ หรือทำตัวเข้าข้างพระเทวทัต แหละเป็นปรปักษ์กับพระพุทธเจ้า


    ผมว่าตกนรกไม่ใช่ แค่ทำบุญกับพระเทวทัต แต่คงไปเข้าข้างจนไปหมิ่นพระพุทเจ้าหรือปล่าจึงตกนรก เรื่องนี้ผมยังไม่ได้อ่าน ละเอียด ได้แต่คาดเดาไปก่อน...ผิดถูกเดี๋ยวของอ่านก่อน


    แต่คำที่ว่าได้ บาป ก็อ้างจากอาจารย์ที่ได้เห็น คือเห็นคนทำบุญด้วยปัจจัย เงิน ลอยมากับบุญกับบาป เลยไม่รู้เป็นอะไรกันแน่ เพราะผมยังศึกษาไม่หมดในพระไตรปิฏก


    แต่ผมเชื่อว่าได้บุญแต่น้อย สำหรับการให้ทานกับพระทุศิล ที่เป็นปัจจัยแก่พระจริงๆ เช่นข้าว ปลาอาหาร


    แต่ไม่แน่ใจ ตรงทำบุญทานด้วย เงิน อันนี้แหละที่ผมไม่แน่ใจ เพราะพระวินัยบอกไว้ชัดว่า พระไม่ควรรับเงิบรับทอง


    ผิดศิล แล้วการให้เงินให้ทอง เหมือนกับเป็นการ สนับสนุนให้พระทำผิดศิลอ้อมๆ จะอ้างว่าไม่รู้ก็พอฟังได้ แต่รู้ว่าถ้าเราถวาย เงินไป จะทำให้ท่านผิดศิล ก็อย่าถวาย จริงไหมครับ ก็แค่ทำบุญข้าวปลาอาหาร เป็นปัจจัยเลี้ยงชีพ ในเพศสมณะก็พอแล้วมางผมคิดแบบนี้


    ส่วนว่าจะได้ บาป หากถวายอันนี้ผมยังไม่ได้อ่านจากพระไตรปิฎก จริงๆจังๆ คือยังหาไม่ได้...


    คุณณัฐมีความเห็นว่าไง?

  12. 12
    Witoon
    Witoon witoonbkk@gmail.com 03/10/2012 14:28

    ความแตกต่างระหว่างพุทธวัจนะกับอรรถกฐา :)

  13. 13
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 11/06/2012 10:56

    ผมเห็นด้วยกับคุณ pong ที่ว่า เราอย่าตีความแถเข้าข้างตัวเอง


    ลองอ่านสิ่งที่"พระพุทธเจ้า" ตรัสเอาไว้นะครับ แล้วตัดสินเอาเองครับ
    (นวสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุแม้ยังใหม่ แต่เป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม
    เราย่อมกล่าวเช่นนี้ เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงไม่ดี
    ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลชนิดนี้เรากล่าวว่า มีอุปมาเหมือนกับผ้าเปลือกไม้ที่มีสีไม่สวยฉะนั้น
    ชนเหล่าใดคบหาเข้าไปนั่งใกล้ ถือเอาเขาเป็นตัวอย่าง กิริยาที่คบหาเป็นต้นนั้น
    ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน
    เรากล่าวเช่นนี้ เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีการติดต่อก่อให้เกิดทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลชนิดนี้เรากล่าวว่า มีอุปมาเหมือนกับผ้าเปลือกไม้ที่มีสัมผัสไม่สบายฉะนั้น
    และภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของชนเหล่าใด
    การรับของนั้นไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากแก่ชนเหล่านั้น...


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุแม้ปูนกลาง ฯลฯ ภิกษุแม้ปูนเถระ แต่หากว่าเป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม
    เราย่อมกล่าวเช่นนี้ เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงไม่ดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    บุคคลชนิดนี้เรากล่าวว่า มีอุปมาเหมือนกับผ้าเปลือกไม้ที่มีสีไม่สวยฉะนั้น
    ชนเหล่าใดคบหาเข้าไปนั่งใกล้ถือเอาเขาเป็นตัวอย่าง กิริยาที่คบหาเป็นต้นนั้น
    ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน
    เรากล่าวเช่นนี้ เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีการติดต่อก่อให้เกิดทุกข์
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลชนิดนี้เรากล่าวว่า
    มีอุปมาเหมือนกับผ้าเปลือกไม้ที่มีสัมผัสไม่สบายฉะนั้นแล
    และภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของชนเหล่าใด
    การรับของนั้น ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากแก่ชนเหล่านั้น


    อ่านแล้วก็ตัดสินใจเอาเองก็แล้วกันครับว่า
    "พระพุทธเจ้า" ตรัสว่า ได้บุญน้อย หรือ ได้บาป
    และความเชื่อที่ว่าได้บาป เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือใครกัน ???

  14. 14
    Pong
    Pong Meestang@hotmail.com 10/06/2012 23:00


    มหาศีล


    (๑๑๔ )  ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน-


    วิชา   เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก  ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย


    ศรัทธาแล้ว    ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้    คือ  ทาย


    อวัยวะ  ทายนิมิต  ทายฟ้าผ่าเป็นต้น  ทำนายฝัน  ทำนายลักษณะ ทำนาย


    หนูกัดผ้า    ทำพิธีบูชาไฟ    ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน    ทำพิธีซัดแกลบ


    บูชาไฟ   ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ    ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ   ทำพิธีเติมเนย


    บูชาไฟ   ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ   ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ     ทำพลีกรรมด้วย


    โลหิต   เป็นหมอดูอวัยวะ   ดูลักษณะที่บ้าน    ดูลักษณะที่นา    เป็นหมอ


    ปลุกเสก   เป็นหมอผี   เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน    เป็นหมองู



    เป็นหมอยาพิษ   เป็นหมอแมลงป่อง  เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด  เป็นหมอ



    ทายเสียงนก    เป็นหมอทายเสียงกา    เป็นหมอทายอายุ    เป็นหมอเสกกัน



    ลูกศร   เป็นหมอทายเสียงสัตว์   แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง



    (๑๑๕)   ๒.  ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน-



    วิชา   เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก  ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย



    ศรัทธาแล้ว       ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้       คือ



    ทายลักษณะแก้วมณี  ทายลักษณะผ้า  ทายลักษณะไม้พลอง   ทายลักษณะ



    ศาตรา  ทายลักษณะดาบ   ทายลักษณะศร  ทายลักษณะธนู  ทายลักษณะ



    อาวุธ  ทายลักษณะสตรี   ทายลักษณะบุรุษ  ทายลักษณะกุมาร  ทายลักษณะ



    กุมารี  ทายลักษณะทาส   ทายลักษณะทาสี  ทายลักษณะช้าง  ทายลักษณะ



    ม้า    ทายลักษณะกระบือ    ทายลักษณะโคอุสภะ    ทายลักษณะโค   ทาย



    ลักณะแพะ    ทายลักษณะแกะ    ทายลักษณะไก่    ทายลักษณะนกกระทำ



    ทายลักษณะเหี้ย   ทายลักษณะตุ่น    ทายลักษณะเต่า    ทายลักษณะมฤค



    แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    (๑๑๖)  ๓.  ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน-



    วิชา     เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก     ฉันโภชนะที่เขาให้



    ด้วยศรัทธาแล้ว    ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้     คือ



    ดูฤกษ์ยาตราทัพ    ว่าพระราชาจักยกออก    พระราชาจักไม่ยกออก   พระ



    ราชาภายในจักยกเข้าประชิด  พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอก



    จักยกเข้าประชิด        พระราชาภายในจักถอย       พระราชาภายในจักมีชัย



    พระราชาภายนอกจักปราชัย    พระราชาภายนอกจักมีชัย  พระราชาภายใน



    จักรปราชัย  พระราชาองค์นี้จักมีชัย  พระราชาองค์นี้จักปราชัย  เพราะเหตุนี้ ๆ



    แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    (๑๑๗) ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน-



    วิชา   เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์บางจำพวก  ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา



    แล้ว   ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้   คือ  พยากรณ์ว่า



    จักมีจันทรคราส   จักมีสุริยคราส   จักมีนักษัตรคราส   ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์



    จักเดินถูกทาง    ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง    ดาวนักษัตรจักเดิน



    ถูกทาง   ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง   จักมีอุกกาบาต    จักมีดาวหาง   จักมี



    แผ่นดินไหว    จักมีฟ้าร้อง    ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น



    ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก       ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และ



    ดาวนักษัตรจักมัวหมอง   ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง



    จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้   สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้   นักษัตรคราส



    จักมีผลเป็นอย่างนี้       ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้



    ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้     ดาวนักษัตรเดินถูก



    ทางจักมีผลเป็นอย่างนี้   ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้   มีอุกกา-



    บาตจักมีผลเป็นอย่างนี้    มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้  แผ่นดินไหวจักมีผล



    เป็นอย่างนี้     ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้      ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาว



    นักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้      ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตก



    จักมีผลเป็นอย่างนี้   ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผล



    เป็นอย่างนี้          ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็น



    อย่างนี้  แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    (๑๑๘)  ๕.  ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน



    วิชา  เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก  ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย



    ศรัทธาแล้ว        ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้      คือ



    พยากรณ์ว่า    จักมีฝนดี   จักมีฝนแล้ง    จักมีภิกษาหาได้ง่าย   จักมีภิกษา



    หาได้ยาก   จักมีความเกษม   จักมีภัย  จักเกิดโรค  จักมีความสำราญหาโรค



    มิได้    หรือนับคะแนนคำนวณ   นับประมวลแต่งกาพย์  โลกายตศาสตร์



    แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    (๑๑๙)  ๖.  ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน-



    วิชา   เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก   ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย



    ศรัทธาแล้ว     ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้    คือ  ให้



    ฤกษ์อาวาหมงคล   ให้ฤกษ์วิวาหมงคล   ดูฤกษ์เรียงหมอน   ดูฤกษ์หย่าร้าง



    ดูฤกษ์เก็บทรัพย์    ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์   ดูโชคดี   ดูเคราะห์   ให้ยาผดุงครรภ์



    ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง   ร่ายมนต์ให้คางแข็ง   ร่ายมนต์ไห้มือสั่น  ร่ายมนต์



    ให้หูไม่ได้ยินเสียง   เป็นหมอทรงกระจก  เป็นหมอทรงหญิงสาว  เป็นหมอ



    ทรงเจ้า  บวงสรวงพระอาทิตย์  บวงสรวงท้าวมหาพรหม  ร่ายมนต์พ่นไฟ



    ทำพิธีเชิญขวัญ   แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    (๑๒๐)  ๗.  ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉาน-



    วิชา   เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก   ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย



    ศรัทธาแล้ว     ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้    คือ   ทำ



    พิธีบนบาน    ทำพิธีแก้บน    ร่ายมนต์ขับผี    สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน



    ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย     ทำชายให้กลายเป็นกะเทย     ทำพิธีปลูกเรือน



    ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่   พ่นน้ำมนต์   รดน้ำมนต์   ทำพิธีบูชาไฟ   ปรุงยา



    สำรอก    ปรุงยาถ่าย    ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน    ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง



    ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ    หุงน้ำมันหยอดหู    ปรุงยาตา   ปรุงยานัตถุ์   ปรุงยา



    ทากัด    ปรุงยาทาสมาน    ป้ายยาตา    ทำการผ่าตัด    รักษาเด็ก    ชะแผล



    แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    (๑๒๑)   มหาบพิตร  ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้    ย่อมไม่ประสบ



    ภัยแต่ไหน ๆ เลย  เพราะศีลสังวรนั้นเปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก



    กำจัดราชศัตรูได้แล้ว      ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ   เพราะราชศัตรูนั้น



    มหาบพิตร    ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแล    สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว    ย่อมไม่



    ประสบภัยแต่ไหน ๆ   เพราะศีลสังวรนั้น  ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้



    ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน   มหาบพิตร  ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้



    ถึงพร้อมด้วยศีล   ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล.



    จบมหาศีล

  15. 15
    Pong
    Pong Meestang@hotmail.com 10/06/2012 22:55

    แก้ไขข้างบนครับ


    พระ ถือ ศีล กี่ข้อ?



    คน หรือ ฆราวาส ถือ ศีล กี่ข้อ?

  16. 16
    Pong
    Pong meestang@hotmail.com 10/06/2012 22:51

    เหมือนกรณีพระเวสสัณดร กับ ชูชกไงครับ

    เพราะถ้าการให้ทานกับคนทุศีลได้บาป
    การให้ของพระเวสสัณดรก็จะได้บาปครับ


    ถามว่า..  ชูชก   เป็น  พระภิกษุ หรือครับ?


    พระทุศีล  กับ  คนทุศีล  ต่างกันนะครับ


    พระทุศีล ถือ ศีล กี่ข้อ?


    คนทุศีล  ถือ ศีล กี่ข้อ?


    เทียบกันเอาเองนะครับ


    ฆราวาส ที่ไม่ได้รักษาศีล  ให้ทาน ยังไงก็ได้บุญ


    ศึกษาพระไตรปิฎก ให้มากๆนะครับ


    อย่าเทียบเคียงเข้าข้างความคิดตนเองนะครับ. ( อย่าแถ เข้าข้างตนเองนะครับ )



    จุลศีล



    (๑๐๓)  มหาบพิตร อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล



    ๑.   ภิกษุในธรรมวินัยนี้   ละการฆ่าสัตว์     เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์



    วางไม้   วางมีด   มีความละอาย  มีความเอ็นดู  มีความกรุณาหวังประโยชน์



    แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่   แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    ๒.   เธอละการลักทรัพย์    เว้นขาดจากการลักทรัพย์   รับแต่ของที่



    เขาให้  ต้องการแต่ของที่เขาให้  ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย   เป็นผู้สะอาดอยู่



    แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    ๓.   เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์      ประพฤติพรหมจรรย์



    ประพฤติห่างไกล   เว้นขาดจากเมถุน  อันเป็นเรื่องของชาวบ้าน  แม้ข้อนี้ก็



    เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    ๔.   เธอละการพูดเท็จ      เว้นขาดจากการพูดเท็จ      พูดแต่คำจริง



    ดำรงคำสัตย์  มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน   ควรเชื่อได้  ไม่พูดลวงโลก  แม้



    ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    ๕.  เธอละคำส่อเสียด    เว้นขาดจากคำส่อเสียด  ฟังจากข้างนี้แล้ว



    ไม่ไปบอกข้างโน้น   เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน  หรือฟังจากข้างโน้นแล้ว



    ไม่มาบอกข้างนี้   เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน    สมานคนที่แตกร้าวกัน



    แล้วบ้าง  ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง  ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน



    ยินดีคนผู้พร้อมเพรียงกัน   เพลิดเพลินคนผู้พร้อมเพรียงกัน    กล่าวแต่คำ



    ที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน   แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    ๖.   เธอละคำหยาบ     เว้นขาดจากคำหยาบ   กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ



    เพราะหู  ชวนให้รัก   จักใจ  เป็นของชาวเมือง  คนส่วนมากรักใคร่  พอใจ



    แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    ๗.   เธอละคำเพ้อเจ้อ   เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ  พูดถูกกาล  พูดจริง



    พูดเป็นอรรถ   พูดเป็นธรรม  พูดเป็นวินัย   พูดมีหลัก   มีที่อ้าง   มีที่สุด



    ประกอบด้วยประโยชน์      โดยกาลอันควร       แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอ



    ประการหนึ่ง.



    ๘.   เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคาม   และภูตคาม.



    ๙.   เธอฉันหนเดียว   เว้นการฉันในราตรี    งดเว้นการฉันในเวลา



    วิกาล.



    ๑๐.   เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ   ขับร้อง    ประโคมดนตรี   และ



    ดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล.



    ๑๑.   เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับและตกแต่งร่างกาย    ด้วย



    ดอกไม้   ของหอม   และเครื่องประเทืองผิว   อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว.



    ๑๒.   เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่.



    ๑๓.   เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน.



    ๑๔.   เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ.



    ๑๕.   เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ.



    ๑๖.   เธอเว้นขาดจากการรับสตรี   และกุมารี.



    ๑๗.   เธอเว้นขาดจากการรับทาสี   และทาส.



    ๑๘.   เธอเว้นขาดจากการรับแพะ   และแกะ.



    ๑๙.    เธอเว้นขาดจากการรับไก่    เละสุกร.



    ๒๐.   เธอเว้นขาดจากการรับช้าง   โค   ม้า   และลา.



    ๒๑.   เธอเว้นขาดจากการรับไร่นา   และที่ดิน.



    ๒๒.   เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม   และการรับใช้.



    ๒๓. 


    เธอเว้นขาดจากการซื้อ   การขาย.


    ๒๔.   เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง       การโกงด้วยของปลอม



    และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด.



    ๒๕.   เธอเว้นขาดจากการรับสินบน    การล่อลวง   และการตลบ-



    ตะแลง.



    ๒๖.   เธอเว้นขาดจากการตัด   การฆ่า   การจองจำ   การตีชิง  การ



    ปล้น   และกรรโชก   แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.



    จบจุลศีล


  17. 17
    Prompt
    Prompt vilard.ed@gmail.com 24/05/2012 16:18

    นี่เป็นตัวอย่างนึงครับที่ต้องอาศัยการเทียบเคียง ต้องอาศัยเหตุผล ต้องพิจารณาบริบทรอบด้านให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจได้ว่า สิ่งนั้นควรจะเป็นแบบนี้ สิ่งนี้ควรจะเป็นแบบนั้น ไม่ต่างกันกับหลักการวินิจฉัยของผู้พิพากษาว่า ผู้ต้องหารายนี้ทำผิดจริง หรือไม่จริง ผู้พิพากษาสามารถทำหน้าที่ของตนได้ ทั้งๆที่เกือบจะทุกท่านไม่เคยอยู่ในเหตุการจริง ไม่ได้เห็นมากับตาตนเองว่ามันเกิดเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร ใครเริ่มก่อน .... ดังนั้นจึงปรากฏว่ามีหลายคดีที่ คนไม่ผิดถูกพิพากษาว่า เป็นฝ่ายทำผิด....  ย้อนกลับมาเรื่องของกระทู้ ผมอยากจะให้ข้อสังเกตที่สำคัญมากๆ สำหรับชาวพุทธก็คือ.. การที่เราจะวินิจฉัยข้อสงสัยเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด ตรงตามความจริงมากที่สุดนั้น เราต้องหาผู้รู้ที่ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมที่พระพุทธองค์เข้าถึง ธรรมที่เข้าถึงต้อง \"ทั้งรู้และทั้งเห็น\" อย่างเช่นเรื่องของการเปรียบเทียบว่า ทำบุญอย่างนี้ ได้บุญมากกว่าทำอย่างนั้น ผู้ที่จะตอบได้อย่างมั่นใจก็ต้องไปดูว่า หลังจากทำบุญแต่ละอย่างจบแล้ว \"ดวงบุญที่ปรากฏเกิดขึ้นนั้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าไหร่\" ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วละก็ หมดข้อกังขาว่า ทำกับสัตว์ฯ กับคน กับพระฯลฯ อย่างไหนได้บุญมากกว่กัน...  ขออนุโมทนาบุญที่อ่านจนจบขอรับ....  (ทิ้งไว้เป็นข้อสังเกตเฉยๆละครับว่า ถ้าเข้าถึงธรรมของพระพุทธองค์จริงๆแล้วจะเห็นเลยว่า \"ดวงบุญ\" ที่เกิดขึ้นนั้นขนาดใหญ่มากขนาดลูกปิงปอง ลูกเทนนิส ลูกบาสฯ เป็นต้น)

  18. 18
    30/03/2012 16:41

    .........พระ หรือ ฆารวาส ทำลายศาสนาไม่ได้หรอกครับ ...... ส่วนในเรื่องในอรรถกถา ผมเห็นด้วยครับคุณณัฐพบธรรม


    .......ไม่ควรเอามาถกเถียงกัน

  19. 19
    วรฌาโน
    วรฌาโน ogawa_120@hotmail.com 22/07/2011 18:01

    ถ้ารู้สึกว่ารู้มากไปเสียเวลา ก็ลองหันมานั่งทำสมาธิ แล้วดู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

  20. 20
    วรฌาโน
    วรฌาโน ogawa_120@hotmail.com 22/07/2011 18:00

    ถ้ารู้สึกว่ารูมากไปเสียเวลา ก็ลองหันมานั่งทำสมาธิ แล้วดู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

  21. 21
    tanakrit
    tanakrit yoshisunae@hotmail.com 22/07/2011 10:07
    ผมเห็นด้วยกับ อรรถกถา นี้นะครับเพราะว่า พระทุศีลนั้นทำลายศาสนาและตัวพระเองด้วย แต่คนทุศีลเค้าทำลายตัวเองอย่างเดียว 
    แต่การให้ทานกับพระทุศีลนั้น ไม่เป็นบาป แต่ถ้าจะได้บุญก็คงน้อยมากกกกกกกกกกกกก
     
  22. 22
    Nutpobtum
    Nutpobtum 02/05/2011 13:26

    ขอบคุณครับ พระอัครกิตติ์
    ผมแก้ไขเรียบร้อยแล้วครับ

  23. 23
    พระอัครกิตติ์
    พระอัครกิตติ์ desiga2548@yahoo.com 26/04/2011 20:26
    สัตว์เดรัจฉาน เขียนอย่างนี้ครับ
    อนุโมทนาสาธุกับบทความด้วยครับ ช่างเป็นบุคคลที่มีความเห็นตรง
  24. 24
    เพชรกร
    เพชรกร 07/02/2011 13:53

    ระวังการตีความในพระไตรปิฏกโดยการอ้าง อรรถกถา ให้ดีเพราะบางท่านตีความผิดเพี้ยน


    โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้ผู้อื่นหลงทางไปด้วย

  25. 25
    Nutpobtum
    Nutpobtum 15/10/2010 11:20

    เพิ่มเติมอีกเล็กนอกว่า อรรถกถา เขียนภายหลังโดยสาวก
    หลายๆส่วนไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส

  26. 26
    Nutpobtum
    Nutpobtum 15/10/2010 10:56

    ขอบคุณครับคุณ jeng
    ผมเคยอ่านเนื้อหาในส่วนนี้แล้ว
    (มีเพื่อนผมส่งมาให้อ่าน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเอามาจากเวบของวัดวัดหนึ่ง)

    แต่ผมขอทำความเข้าใจแบบกว้างๆแบบนี้ว่า
    พระไตรปิฎกที่เราอ่าน ประกอบด้วยพระไตรปิฎกแท้ 45 เล่ม ที่พระพุทธเจ้าและอัครสาวกตรัส
    ส่วนที่สองเรียกว่า อรรถกถา ส่วนนี้จะเป็นการเขียนเพิ่มเติมภายหลัง เพื่ออธิบาย 45 เล่มแรก

    เนื้อหาส่วนที่คุณjeng ยกมานั้น อยู่ในอรรถกถา

    ซึ่งเนื้อหาใอรรถกถานั้น เราต้องอ่านอย่างระมัดระวัง
    ว่าต้องไม่ตีความขัดแย้งกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส
    นั่นคือต้องไม่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก 45 เล่มแรก

    ลองอ่านในบทความ และลองอ่านในพระไตรปิฎกดูครับว่า
    "พระพุทธเจ้า" เคยตรัสเอาไว้หรือไม่ว่า ทำบาปกับคนชั่ว ได้บาป

    นอกจากนี้ ในพระไตรปิฎกั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า
    การทำบุญจะได้บุญมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง
    ซึ่ง 2 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ ก็คือ ผู้ให้และผู้รับ
    หากผู้รับไม่บริสุทธิ์(ทุศีล) แต่ผู้ให้มีจิตที่บริสุทธิ์
    เรียกว่าเป็นทานที่บริสุทธิ์ฝั่งผู้ให้ครับ

    เหมือนกรณีพระเวสสัณดร กับ ชูชกไงครับ

    เพราะถ้าการให้ทานกับคนทุศีลได้บาป
    การให้ของพระเวสสัณดรก็จะได้บาปครับ

    ส่วนความจริงเป็นอย่างไร ก็ลองพิจารณาดูครับ

  27. 27
    jeng
    jeng 13/10/2010 22:42










    ทำบุญกับนักบวชที่ไม่มีศีล...ไม่ได้บุญ                      เล่ม   49     หน้า   223

    ....ธิดาของข้าพระองค์บ่นอยู่เนืองๆ ว่า   เราจักให้ทานอุทิศให้มารดา  บิดา  ลุง  ป้า  น้า  อา
    ปู่  ย่า  ตา  ยาย  พวกพราหมณ์กำลังบริโภคทาน   อันธิดาของข้าพระองค์ตกแต่งแล้ว     
    ข้าพระองค์จะไปยังเมืองอันธกาวินทนคร    เพื่อบริโภคอาหาร                           
    พระราชาจึงตรัสสั่งเขาว่า   ถ้าท่านไปได้เสวยผลทานนั้น  พึงรีบกลับมาบอกเหตุที่มีจริง   แก่เรา     
    เราฟังคำอันมีเหตุผลควรเ่ชื่อถือได้แล้ว    จักทำการบูชาบ้าง
       

    จูฬเศรษฐีเปรต    ทูลรับพระดำรัสแล้ว   ได้ไปยังอันธกาวินทนครนั้น 
    แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้นเพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัต  เป็นผู้ไม่มีศีล 
    ไม่สมควรแก่ทักษิณา (ของทำบุญ)


    ภายหลังจูฬเศรษฐีเปรต   กลับมาสู่นครราชคฤห์อีก  ได้ไปแสดงกายให้ปรากฏ   
    เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน       
    พระราชาทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้นกลับมาอีก   จึงตรัสถามว่า  เราจะให้ทานอะไร 
    ถ้าเหตุที่จะให้ท่านอิ่มหนำตลอดกาลมีอยู่ไซร้    ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา……
















  28. 28
    jeng
    jeng 13/10/2010 22:41


    ลองเทียบเคียงจากพระไตรปิฎกดูครับ  อาจจะได้อีกมุมนึงครับ

    ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย 91 เล่ม


    ทำบุญกับพระทุศีล....ไม่ได้บุญ           เล่ม  23   หน้า   409

    ได้ยินว่า นายพรานนั้นเมื่อให้ทักขิณา ( ของทำบุญ ) อุทิศถึงผู้ตายได้ให้แก่ภิกษุผู้ทุศีล   
    ( ละเมิดศีล ) รูปหนึ่งนั้นแล   ถึง 3 ครั้ง   ในครั้งที่  3  อมนุษย์ (ผู้ตาย) ร้องขึ้นว่า   ผู้ทุศีลปล้นฉัน   
    ในเวลาที่พรานนั้นถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลรูปหนึ่งที่มาถึง   ผลของทักขิณา ( ของทำบุญ ) ก็ถึงแก่เขา

     
    http://storage.3bb.co.th/share/MTY2N3wxNThmYzJkZGQ1MmVjMmNmNTRkM2MxNjFmMmRkNjUxNw==

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,599
เปิดเพจ1,976,798

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view