http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 7 กฎแห่งแรงดึงดูดที่แท้จริง2

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 7 กฎแห่งแรงดึงดูดที่แท้จริง2

ดึงดูดไปเจอสิ่งที่เราเคยทำ

                ความเข้าใจที่ถูกต้องนี้ จึงทำให้เราสบายใจได้เลยว่า หากเราไม่เคยทำกรรมชั่วมาก่อน เราก็จะไม่ได้รับผลกรรมชั่วแน่นอน และหากเราทำแต่กรรมดี ชีวิตเราก็จะถูกบุญดึงดูดให้ไปพบเจอแต่สิ่งดีๆเท่านั้น

 

                เช่น หากคนเจ้าชู้กำลังใช้กระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ เพื่อทำให้เรารักเขา แต่เราไม่เคยทำกรรมชั่วทางด้านชู้สาวมาก่อน(ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อนหน้านี้) เราก็จะไม่ไปตกหลุมรักเขา จะไม่มีแรงดึงดูดจากวิญญาณของเราแสดงผลให้เรารู้สึกรักเขา เผลอๆอาจจะมีแรงผลักทำให้เราออกห่างจากคนเจ้าชู้เอง เพราะข้อมูลที่มีอยู่ในวิญญาณของเราไม่เหมาะสมที่จะมาเจอสถานการณ์แบบนี้

 

                ในทางตรงกันข้าม หากเราเคยทำกรรมชั่วทางด้านชู้สาวมาก่อน(ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อนหน้านี้)เคยทิ้งคนอื่น เคยทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ เคยมีกิ๊กเยอะ เคยสะสมคู่นอน ฯลฯ

แม้ว่าคนเจ้าชู้จะไม่รู้จักกระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ เลย และเราก็ไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย  บาปที่เราเคยทำก็จะสร้างแรงดึงดูดมหาศาล นำพาให้เรารู้สึกอยากทำบางอย่างจนไปรู้จักเขาจนได้ บาปที่เคยทำให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจก็สบช่อง ทำให้เราเกิดความรู้สึกชอบคนเจ้าชู้ จนสุดท้ายก็ตกหลุมรักเขา

 

แม้แต่ตอนที่รักกันแล้วเขาจะเจ้าชู้เหมือนเดิม เราก็เลิกรักเขาไม่ได้ เพราะกรรมเก่ายังแสดงผลบีบคั้นให้เรายังชอบต่อไป เพื่อที่จะได้รับความทุกข์ทรมานนานๆ แม้สุดท้ายเขาจะทิ้งเราไปไม่เหลือเยื่อใย แต่กรรมเก่าก็ยังไม่ยอมปล่อยยังคงแสดงผลบีบคั้นให้เรายังเลิกชอบเขาไม่ได้ เพราะแรงดึงดูดจากบาปที่เคยทำให้ผู้อื่นช้ำใจยังไม่หมด จึงต้องอยู่ในสภาวะแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต้องทนรับสภาพเสียใจต่อไปอีกจนกว่าจะใช้กรรมเก่าหมด

หรือหากทำใจได้ แต่กรรมเก่ายังไม่หมด บาปที่เราทำก็จะดึงดูดให้เราไปรักไปชอบคนที่จะทำให้เราช้ำใจอีก อาจจะรักคนเจ้าชู้เหมือนเดิม หรือเป็นสถานการณ์อะไรก็ได้ที่ทำให้เราชอกช้ำใจ จนกว่าจะใช้กรรมเก่าหมด เช่น รักคนมีเจ้าของ รักเขาข้างเดียว

ความจริงแล้วคนเจ้าชู้ก็อยู่ของเขาปกติ แต่กฎแห่งกรรมก็จะดึงดูดให้เราไปเจอ ไปรัก ไปเจ็บช้ำ ด้วยตัวเอง เพื่อให้ตัวเราได้เจอสภาพแบบที่เราเคยทำกับคนอื่น(เป็นกรรมเก่าของเราที่เราต้องรับผลกรรม แต่เป็นกรรมใหม่ที่เขาทำขึ้นมา ซึ่งเขาก็ต้องรับผลกรรมของเขาในอนาคต)

 

หรือในกรณีที่มหาโจรใจหยาบกำลังใช้กระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ วางแผนจะฆาตกรรมหมู่ เช่นกำลังวางแผนที่จะระเบิดเครื่องบิน แต่เราไม่เคยทำกรรมชั่วในด้านการเบียดเบียนชีวิตสัตว์มาก่อน(ฆ่าสัตว์) แม้ว่ามหาโจรได้วางแผนระเบิดเครื่องบินลำที่เรานั่ง ก็จะมีแรงผลักจากวิญญาณของเราให้รู้สึกอยากคิดอยากพูดอยากทำบางอย่าง จนมีเหตุให้เราไม่ได้ขึ้นเครื่องบินลำนั้นจนเรารอดตาย เพราะข้อมูลที่มีอยู่ในวิญญาณของเราไม่เหมาะที่จะมาเจอสถานการณ์แบบนี้(คนไม่ถึงที่ยังไงก็ไม่ตาย)

ในทางตรงกันข้าม หากเราเคยทำกรรมชั่วทางด้านการเบียดเบียนชีวิตสัตว์มาก่อน(ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อนหน้านี้) แม้ว่ามหาโจรใจหยาบจะไม่รู้จักกระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ เลย และวางแผนระเบิดเครื่องบินอีกลำ 

บาปที่เราเคยทำก็จะสร้างแรงดึงดูดมหาศาล นำพาให้เรารู้สึกอยากคิดอยากพูดอยากทำบางอย่าง จนมีเหตุที่จะต้องเปลี่ยนไปนั่งเครื่องบินลำนั้นจนได้

มหาโจรใจหยาบก็วางแผนของเขาปกติ แต่กฎแห่งกรรมก็จะดึงดูดให้เราไปสู่ความตายด้วยตัวเราเอง เพื่อให้ตัวเราได้เจอสภาพแบบที่เราเคยทำกับคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้(คนถึงที่ตาย ยังไงก็ไม่รอด)

 

จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นว่า แม้ว่าเราจะไม่เคยคิดถึงเรื่องแย่ๆหลายเรื่อง ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับเรา แต่บาปที่เราได้ทำก็พร้อมจะแสดงผลดึงดูดให้เราไปเจอสิ่งแย่ๆได้เอง

ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าเราจะไม่เคยคิดถึงเรื่องดีๆหลายๆเรื่อง ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวเรา  แต่บุญที่เราได้ทำก็พร้อมจะแสดงผลดึงดูดให้เราไปเจอสิ่งแย่ๆเอง

 

การที่ข้อมูลทุกการกระทำของเราได้ถูกบันทึกลงในไปวิญญาณ(ส่วนที่ไม่ใช่ร่างกาย) ซึ่งสามารถติดตามเราไปได้ทุกภพทุกชาติ ฉะนั้นกรรมที่เราทำก็จะตามเราไปเพื่อรอที่จะแสดงผลโดยดึงดูดเราให้ไปเผชิญหน้ากับทุกการกระทำ(กรรม)แบบที่เราเคยได้ทำเอาไว้กับผู้อื่น ทำให้เราจะไม่สามารถหนีกฎแห่งกรรมได้เลย(ยกเว้นเข้าสู่นิพพาน) ฉะนั้นจะทำอะไรก็ขอให้คิดให้ดีนะครับ

 

อยากให้คนอื่นแย่ ก็จะแย่เสียเอง

ดังที่ผมได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ว่า การทำบาปทางจิตใจก็ได้บาป และเป็นการปล่อยพลังในด้านลบออกไปด้วยเช่นกัน ซึ่งหากเราปล่อยพลังงานด้านลบออกไปด้วยความรู้สึกแบบไหน วันหนึ่งในอนาคตข้อมูลที่ถูกบันทึกลงในวิญญาณก็จะดึงดูดให้เราไปพบกับสถานการณ์ที่เราเองเป็นผู้รับความรู้สึกแบบนั้นเอง

 

 

สิ่งที่ต้องระวังให้มากขึ้นไปอีก ในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำบาปทางจิตใจก็คือการโมทนาบาป ซึ่งหมายถึงกรณีที่มีคนทำบาป แล้วเราเป็นผู้ส่งเสริมให้ทำ หรือยินดีที่เขาทำ หรือสรรเสริญที่เขาทำ

หรืออธิบายง่ายๆว่า ไม่ได้เป็นบาปที่เราทำเอง แต่เรามีความคิด(จิตใจ) ที่ไปส่งเสริมหรือดีใจเวลาที่ผู้อื่นทำ แบบนี้เราก็จะมีส่วนในบาปที่เขาได้ทำลงไปด้วย(พระไตรปิฎกเล่มที่ 24 ข้อ 201)

 

เช่น นาย ก. ซึ่งเป็นคนที่เราไม่ชอบ ถูกนาย ข. โกงเงิน แม้เราจะไม่ได้โกงเงินนาย ก. ด้วยตัวเอง แต่เราเอาใจช่วยช่วยนาย ข. ให้ทำสำเร็จ เราก็จะมีส่วนในบาปนั้นด้วย

หรือหากเราไม่ได้เอาใจช่วยนาย ข. ทำ แต่เรายินดี(ดีใจ)ที่นาย ข. โกงนาย ก. ได้(รู้สึกสมน้ำหน้า) เราก็มีส่วนในบาปที่นาย ข. ทำด้วย

หรือหากเราสรรเสริญ นาย ข. (ทั้งต่อหน้าและลับหลัง) ว่าทำดีมากที่โกงนาย ก. ได้ แบบนี้เราก็จะมีส่วนในบาปที่นาย ข. ทำเช่นกัน

 

บาปทางจิตใจที่เกิดจากความคิด ที่รู้สึกยินดีที่นาย ก. ถูกโกง หรือสรรเสริญที่นาย ข. โกง นาย ก. จะถูกบันทึกลงในวิญญาณของเราและสะสมไปเรื่อย แล้ววันหนึ่งเมื่อบาปนั้นมากพอ ก็จะดึงดูดให้เราไปพบเจอกับการถูกโกงเช่นกัน

โดยเราอาจจะเป็นผู้ถูกโกงโดยไม่มีใครมาเกี่ยวข้อง หรืออาจจะโดนลูกหลง เช่นเพื่อนกำลังจะถูกโกง เราก็โดนไปด้วย หรือพ่อแม่ถูกโกงเราซึ่งเป็นลูกก็ต้องช่วยชดใช้ เป็นต้น

 

 

เหมือนตัวอย่างในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33/1 ข้อ 133 ที่พระสีวลีเคยเกิดมาชาติหนึ่งแล้วทำสงครามโดยล้อมเมืองเอาไว้ ผลจากการกระทำนั้นจึงทำให้ชาติสุดท้าย ท่านต้องอยู่ในท้องนานถึง 7 ปีกว่าจะคลอด ส่วนแม่ของท่านที่ต้องอุ้มท้องนานถึง 7 ปี ก็เพราะในชาตินั้นก็เป็นผู้ยินดีชื่นชมที่พระสีวลี(ในชาติก่อน)ปิดล้อมเมืองเอาไว้ จึงทำให้ต้องมารับผลกรรมร่วมกัน

 

เรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนตระหนักให้มากก็คือ เวลาที่เราดูละคร ดูหนัง ดูข่าว ดูกีฬา แล้วเราอินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเกิดความรู้สึก โกรธ เกลียด พยาบาท สมน้ำหน้า ฯลฯ

รวมถึงเวลาที่เราเห็นคนที่เราไม่ชอบ ป่วย ตาย แฟนมีชู้ เป็นบ้า ถูกใส่ร้าย ทะเลาะกับเพื่อน ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ฯลฯ แล้วเราสะใจ ขอให้ทราบเอาไว้เลยว่าบาปทางจิตใจของเราได้เกิดขึ้นแล้ว และได้บันทึกลงในวิญญาณของเราแล้ว และบาปนั้นก็รอที่จะดึงดูดเราไปสู่การรับผลกรรมที่เราไม่พึงปรารถนา รู้อย่างนี้แล้ว เวลาดูทีวี ดูข่าวหรือดูกีฬา ก็อย่าอินให้มาก และเวลาที่เห็นผู้อื่นพบเจอสิ่งไม่ดี ก็ให้ระวังความคิดของเราให้ดีๆนะครับ ผมเตือนแล้วนะ

 

คนแบบเดียวกันดึงดูดกัน

                นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้กล่าวถึงเรื่องการดึงดูดอีกประเภทหนึ่ง ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 364-402) ว่า คนที่มีธาตุแบบเดียวกันจะดึงดูดกัน

                ซึ่งหมายถึง คนที่ชอบโกง(ทั้งในชาตินี้หรือชาติก่อน)ก็จะถูกดึงดูดให้มาคบกัน คนชอบโกหกก็จะถูกดึงดูดให้มาคบกัน คนชอบดื่มแอลกอฮอล์ก็จะถูกดึงดูดให้มาคบกัน คนที่ชอบฆ่าสัตว์ก็จะถูกดึงดูดให้มาคบกัน คนที่ชอบสนุกเรื่องเพศก็จะถูกดึงดูดให้มาคบกัน(โดยเฉพาะคนที่ความชอบเหล่านี้ได้ถูกฝังลงไปในวิญญาณจนกลายเป็นสันดานที่ฝังลึก)

               

ฉะนั้นเพื่อนที่เราคบได้ดีคบได้นาน ก็สะท้อนความเป็นตัวเราได้เป็นอย่างดี เพราะคนที่ไม่โกงจะทำงานกับคนโกงลำบาก คนที่ไม่ดื่มเหล้าจะคบกับคนที่ดื่มประจำได้ลำบาก คนที่รักสนุกเรื่องเพศก็จะคบกับคนที่รักเดียวใจเดียวได้ลำบาก

ลองมองว่าเพื่อนๆที่เราคบได้ดีคบได้นานเป็นคนแบบไหนมีนิสัยชอบอะไร ก็พอจะสะท้อนได้ว่า ตัวเราเองโดยพื้นฐานมีนิสัยอย่างไร(จะได้รู้ตัวเพื่อที่จะได้ปรับปรุงตัวเอง)

               

ส่วนที่น่ากลัวก็คือ การที่คนที่มีกรรมเก่าหรือมีกรรมใหม่แบบเดียวกันมาอยู่รวมกันแบบนี้ ก็เป็นการเปิดโอกาสให้กรรมเก่าที่เคยได้ทำลงไป มีช่องที่จะแสดงผลได้ง่าย เพราะกรรมเก่าแบบเดียวกัน ของแต่ละคนก็จะช่วยกันดึงดูดให้ไปรับผลกรรมแบบเดียวกัน เหมือนที่เราเห็นตามข่าวที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเป็นหมู่  เช่น ตายหมู่ ถูกโกงหมู่ เป็นโรคหมู่ เป็นต้น

                ฉะนั้นหากเราเลือกคบคนที่ชอบโกง กรรมเก่าที่เราเคยโกงเอาไว้ก็จะมีโอกาสแสดงผลมากกว่า(ให้เราถูกโกง) หากเราเลือกคบคนที่ชอบฆ่าสัตว์ กรรมเก่าที่เราเคยฆ่าสัตว์เอาไว้ก็จะมีโอกาสแสดงผลมากกว่า(ให้เราเป็นโรคหรือตาย) เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็เลือกคบเพื่อนอย่างมีสตินะครับ

               

และในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 ข้อ 171-174 พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสบอกว่า ในแต่ละพื้นที่จะมีเทวดา(รวมถึงวิญญาณต่างๆ)ที่ปกปักรักษาอยู่ คนที่มีบุญมากจิตใจก็จะถูกดึงดูดให้อยากไปอยู่ในพื้นที่ที่มีเทวดาที่มีศักดิ์ใหญ่คุ้มครองอยู่ ที่ใดที่เป็นสถานที่ที่อยู่แล้วมีความสุขกายสุขใจ ผู้ที่จะได้มาอยู่จะมีเฉพาะผู้ที่มีบุญที่เหมาะสมเท่านั้น(ถึงจะมีความรู้สึกอยากมาอยู่ในบริเวณนั้น)

 

ดึงดูดสิ่งที่ต้องการด้วยการอธิษฐาน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่อง ความแตกต่างระหว่างคำว่าอธิษฐานกับการขอพร การขอพรหมายถึง เราไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย แต่ก็ขอให้มีใครสักคน ทำให้เราได้สิ่งที่เราปรารถนา เทียบแล้วก็เหมือนเรายืนอยู่เชิงภูเขา แล้ววิงวอนขอให้เราสามารถขึ้นไปยอดเขาได้โดยไม่ต้องทำอะไร

ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ข้อ 43 ว่าเราไม่สามารถได้สิ่งที่เราปรารถนาด้วยการ อ้อนวอน ขอพร เพราะหากวิธีการนี้ได้ผลจริง ในโลกนี้จะต้องไม่มีคนที่ผิดหวังเลย

 

ส่วนการอธิษฐานนั้น เทียบได้กับการตั้งเป้าหมาย แต่เป็นการตั้งเป้าหมายในระดับวิญญาณ เมื่อเราอธิษฐานแล้ว ความปรารถนานั้นจะถูกบันทึกลงในวิญญาณของเรา การที่ข้อมูลถูกบันทึกลงในวิญญาณของเรา ก็ทำให้ความปรารถนานั้นตามติดเราไปทุกภพทุกชาติ(เหมือนการอธิษฐานอยากเป็นพระพุทธเจ้าและอัครสาวก เมื่ออธิษฐานแล้ว ทุกชาติที่เกิดมา แม้จะระลึกชาติไม่ได้ จำอะไรไม่ได้ แต่ข้อมูลในวิญญาณก็จะแสดงผลให้รู้สึกอยากรู้สึกชอบสร้างบุญบารมี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้)

โดยข้อมูลในวิญญาณของเราก็จะดึงดูดเราไปสู่จุดหมายตามที่เราได้อธิษฐานเอาไว้ ด้วยการแสดงผลผ่านความรู้สึกอยากไม่อยากชอบไม่ชอบ ให้ความรู้สึกนำพาเราไปสู่เส้นทางที่จะพาเราไปสู่จุดหมาย เมื่อเราอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง มีการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม และมีผลบุญที่เหมาะสม(ต้องครบทุกปัจจัย)  ความปรารถนาของเราก็สามารถเป็นจริงได้(พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ318-332)

 

เช่น เราเคยอธิษฐานว่า ขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิตมีเงินใช้ไม่ขาดมือ ข้อมูลนั้นจะถูกบันทึกลงในวิญญาณ วิญญาณก็จะดึงดูดเราไปสู่เส้นทางนั้น ด้วยการแสดงผลให้เรารู้สึกอยากคิด อยากทำ อาชีพที่เราทำแล้วจะประสบความสำเร็จมีเงินใช้ไม่ขาดมือ

แต่หากเราไม่ทำสิ่งที่ควรทำ(ทำบุญไม่มากพอหรือไม่ขยันมากพอ) คำอธิษฐานก็จะทำได้แค่เพียง นำพาเรามาถึงอาชีพที่เราทำแล้วจะประสบความสำเร็จมีเงินใช้ไม่ขาดมือได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ(ทำบุญให้มากพอและขยัน)

แต่หากเราทำสิ่งที่ควรทำ(ทำบุญมากพอและมีความขยันมากพอ) เราก็จะมีเงินใช้ไม่ขาดมือตามคำอธิษฐานของเรา

ฉะนั้นหากเราอยากได้ อยากเป็น อยากมีอะไร อธิษฐานแล้วทำในสิ่งที่ควรทำ(ครบทุกปัจจัย) แล้วสิ่งนั้นก็จะเป็นจริงได้ภายใต้กฎแห่งการกระทำ(กรรม)

 

                อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมอยากทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า แม้ว่าเนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา “รู้แต่ทำไม่ได้” แต่เนื้อหาในบทที่ผ่านมาก็คงทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่า เรื่องความรู้ที่ถูกต้อง(ปัญญา) ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรายังไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างที่ควรจะเป็น ก็เป็นเพราะความรู้ที่เราได้รับนั้น เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้อง(อวิชชา)

                การมีความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ก็เหมือนเราหันหน้าไปผิดทาง ซึ่งไม่ว่าเราจะพยายามเดินแค่ไหน เราก็จะไปไม่ถึงจุดหมายที่เราต้องการ การมีความรู้ที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะช่วยให้เราพัฒนาชีวิตของเราได้อย่างที่เราต้องการ

 

                ฉะนั้นไม่ว่าเราจะรับรู้ความรู้อะไรมา ก็ขอให้ใช้หลักกาลามสูตร 10 ใช้ปัญญา ใช้หลักเหตุและผล เข้าพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะทำตาม            

ถ้าเชื่อผิดแล้วรู้ตัวเร็วก็ยังพอกลับตัวมาแก้ไขได้ทัน แต่ถ้าเชื่อผิดแล้วยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนรู้มานั้นถูกต้อง ใครจะแนะนำตักเตือนอะไรก็ไม่ฟัง ก็คงเป็นเรื่องของเวรกรรมแล้วหล่ะครับ(เขาคงเคยสอนความเชื่อแบบผิดๆ หรือสอนพุทธศาสนาแบบผิดๆให้คนอื่นจึงต้องรับกรรมแบบนี้) เพราะยังไงสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

 

Tags : กฎแห่งแรงดึงดูด กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ Law of Attraction The Real Law of Attraction

ความคิดเห็น

  1. 1
    NEO EIL
    NEO EIL neoeilmettaya@gmail.com 20/11/2012 10:10

    "นิยามทั้ง ๕ กฎอิทัปปัจยตา ปฏิจจสมุปบาท"


    กฏที่ควบคุมทุกอย่าง เป็นเหตุและปัจจัยนำพาทุกอย่างให้ดำเนินวนเวียนไปราวกับว่าไม่มีวันจบสิ้น


    ผู้ที่เข้าใจ "ความลับแห่งชีวิต" นี้ อย่างแท้จริง แจ่มแจ้งแทงตลอดโดยแยบคายตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ (มรรคมีองค์แปด ศีล-สมาธิ-ปัญญา) ผู้นั้นจะเข้าใจและรู้ได้เองว่าอะไรควรกระทำ อะไรควรละ และรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้อง ขอ-เชื่อ-รับ อีกต่อไป


    neoeilmettaya-youtube(ยับยั้งภัยธรรมชาติ)

  2. 2
    วรินทร   อัง
    วรินทร อัง varinthon19@gmail.com 25/05/2012 14:22

    พลังแห่งรัก พลังแห่งแรงดึงดูด พลังแห่งจิตวฺิญญาณคือ..พลังแห่งจักรวาลที่สุดแห่งพลังและพลังงานทั้งปวง(จิตอิสระ จิตพุทธะ จิตจักรวาล)

  3. 3
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 21/01/2012 20:18
    ดีใจมากเลยครับ ที่คุณกฤติเดฃ  เข้าใจสิ่งที่ผมสื่อทั้งหมด ^_^
  4. 4
    krittidech
    krittidech panupons 13/01/2012 15:10
    ผมเองได้อ่าน The Secret หลายครั้งและได้ลองทำตามที่หนังสือบอก คือ ขอ เชื่อ รับ แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้เกิดอะไร?
    ตามที่ต้องการ จนแม้กระทั่งได้อ่าน The Top Secret เล่ม 1 และ 2 ของ ทันตแพทย์สม สุจีรา ที่อธิบายเพิ่มเติมจาก
    หนังสือ The Secret โดยการใส่ความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาเข้าไปเสริมในเรื่องของหลักธรรมต่างๆ และลงมือทำตามก็ไม่เคยได้รับสิ่งที่ต้องการตามที่หนังสือทั้งสองเล่มได้แนะนำแต่อย่างใด

              ซึ่งเมื่ออ่านข้อความของคุณณัฐพบธรรมที่ได้เปรียบเทียบว่า \"กฎแห่งการดึงดูดเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่\"ก็เริ่มเห็นด้วย เพราะผมก็เคยอ่านเจอในหนังสือของไบรอัน เทรซี่เหมือนกันแต่จำชื่อหนังสือไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นแฟนหนังสือของคุณณัฐพบธรรมที่เขียนเรื่องกาลามสูตร ของพระพุทธเจ้า ในเรื่องการเชื่อ 10 ข้อ ให้เราพิจารณา ก่อนที่จะเชื่อ แต่ผมเองก็ไม่วายจะเชื่อตามหนังสือ The Secret บอก จนมาอ่านเรื่องที่คุณณัฐพบธรรมเขียนทั้ง 7 บท ก็หูตาสว่างและ
    เห็นด้วยอย่างจริงใจตามเหตุผลที่คุณได้ยกตัวอย่างประกอบ ขอขอบคุณที่ช่วยเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้กับกัลยาณมิตรทุกๆท่านที่จะได้มีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามคำสอนขององค์สมเด็จสัมมามัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงสอนไว้ในพระไตรปิฏก เพื่อการหลุดพ้นจากกรรมต่อไป

                                                             ขอขอบคุณ

                                                        กฤติเดฃ สวัสดิรักษ์
  5. 5
    ภาค
    ภาค park1000m@hotmail.com 13/12/2011 00:44
    อ่านจบหมดแล้วครับ

    (อ่านรวดเดียว เล่นเอาเมื่อยตาไปเหมือนกัน)
    ขอบคุณมากครับที่จุดประกายให้คิดได้

    ตอนนี้ผมมาถึงงานที่อยากทำแล้ว เหมือนที่ตั้งใจ
    แต่ยังทำไปไม่ถึงไหน เพราะขาดการลงมือทำอย่าง ขยัน และ ถูกทาง นี่เอง
    วันนี้ได้มาอ่านและพิจารณาเรียบร้อยแล้ว
    หลังจากนี้ ผมจะทำ กรรมปัจจุบัน ให้ถูกทาง ด้วยความขยันครับ

    ขอบคุณมากครับ ขออนุโมทนาในความดีนี้
  6. 6
    บอย
    บอย boykung42@hotmail.com 29/10/2011 11:05
    ขอบคุณครับสำหรับ ความรู้ดีๆ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก และที่สำคัญ ก็ตัวเราเองครับ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,623
เปิดเพจ1,976,823

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view