http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 6 กฎแห่งแรงดึงดูดที่แท้จริง 1

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 6 กฎแห่งแรงดึงดูดที่แท้จริง 1

 

สิ่งหนึ่งที่บางคนอาจจะกลัว ตอนที่ได้เรียนรู้เรื่องกฎแห่งแรงดึงดูดว่า หากกฎนี้เป็นจริงไปตามกระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ มีนที่เราไม่พึงประสงค์ ที่มีความเข้าใจและสามารถทำตามกฎนี้ได้เป็นอย่างดี กำลังจะนำไปใช้จะเกิดอะไรขึ้น เช่น

คนเจ้าชู้กำลังใช้กฎนี้เพื่อให้เรารักเขา คนที่ต้องการปอกลอกเงินเรากำลังใช้กฎนี้เพื่อให้เราหลงเชื่อ คนคดโกงกำลังใช้กฎนี้เพื่อให้โกงเงินเราได้ โจรใจชั่วกำลังใช้กฎนี้เพื่อจะช่วยให้ปล้นบ้านเราได้ คนใจบาปกำลังวางแผนจะจับคนเป็นตัวประกันเพื่อก่อการร้าย มหาโจรใจหยาบกำลังวางแผนจะฆาตกรรมหมู่  ฯลฯ

คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นหากกฎแห่งแรงดึงดูดที่ใช้กระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ ทรงพลังตามที่ผู้เขียนเรื่องกฎนี้เชื่อ จะเกิดอะไรขึ้นหากมีการเปิดโรงเรียนสอนให้คนสามารถทำตามกระบวนการนี้ได้ จะเกิดอะไรขึ้นหากคนที่เราไม่พึงประสงค์ไปเรียนรู้แล้วใช้กฎนี้กับเรา

 

จากเนื้อหาในบทที่ผ่านมา คงทำให้เราสบายใจว่าโชคดีที่ชีวิตของมนุษย์ ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งแรงดึงดูดแบบนี้จริงๆ เรื่องที่น่ากลัวข้างต้น จึงไม่เกิดขึ้นกับเราด้วยกระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะไม่เจอเรื่องราวที่น่ากลัวเหล่านี้ เพราะในความเป็นจริงแล้วความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างรวมถึงมนุษย์ ได้ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งแรงดึงดูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นกฎแห่งแรงดึงดูดที่ไม่ต้องใช้กระบวนการ ขอ-เชื่อ-รับ เป็นกฎแห่งแรงดึงดูดที่เราไม่สามารถหลีกหนีได้ กฎนั้นก็คือ “กฎแห่งกรรม”

 

ในเรื่องของกฎแห่งกรรมนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่  24 ข้อ 193 ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ” ซึ่งหมายความว่าชีวิตและความเป็นไปของเรานั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากกรรม(การกระทำ)ของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมเก่าจากชาติก่อนหน้านี้ กรรมเก่าที่เราได้ทำไปแล้วในชาตินี้ รวมถึงกรรม(การกระทำ)ปัจจุบันที่เรากำลังทำเสร็จสิ้นลงไป

โดยพระพุทธเจ้าได้อธิบายลักษณะของกรรมเอาไว้ว่า(พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ข้อ 334) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ

ซึ่งหมายความว่ากรรมหมายถึงการกระทำ ทางกาย วาจา หรือใจ ทางใดทางหนึ่งหรือหลายทางรวมกัน แม้แต่การทำบาปทางใจ ก็ถือว่าเราได้ทำบาปลงไปเช่นกัน และเมื่อบาปนั้นแสดงผลเราก็จะได้รับเรื่องร้ายๆกลับมาเช่นกัน

แล้วกรรม(การกระทำ)ที่เราได้ทำลงไป(ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว) จะแสดงผลกับชีวิตของเราได้อย่างไรข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการอ่านหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูดก็คือ ลักษณะการอธิบายในเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูด ช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจลักษณะการแสดงผลของกฎแห่งกรรมได้ง่ายขึ้น

โดยกฎแห่งแรงดึงดูดอธิบายว่า ความคิดของเราจะดึงดูดสิ่งที่เราคิดถึงนึกถึง(สิ่งของ,ความสำเร็จ,ความล้มเหลว) และในขณะเดียวกันก็จะมีแรงดึงดูดจากสิ่งที่เราคิดถึง ดึงเราเข้าไปหาด้วยเช่นกัน

 

มีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการแสดงผลของกรรม(การกระทำ) ที่เราได้ทำเอาไว้ ที่ใกล้เคียงกับหลักการที่อธิบายไว้ในกฎแห่งแรงดึงดูด โดยตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า เวลาที่เราทำบาปทางจิตใจด้วยความรู้สึกอยากให้ผู้อื่นได้รับอะไรแบบไหน เราก็จะถูกดึงดูดให้ไปรับกรรมในแบบนั้นเอง

ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 23 ข้อ 61 พระพุทธเจ้าได้ยกตัวอย่างว่า เวลาที่เราโกรธใคร

หากเราอยากให้คนที่เราโกรธมีผิวพรรณไม่ดี(ไม่หล่อไม่สวย) ด้วยผลกรรมนั้นก็จะทำให้เรากลายเป็นผู้ที่ผิวพรรณไม่ดี

หากเราอยากให้คนที่เราโกรธนอนหลับไม่เป็นสุข ด้วยผลกรรมนั้นก็จะทำให้เรากลายเป็นผู้ที่นอนหลับไม่เป็นสุข

หากเราอยากให้คนที่เราโกรธไม่เจริญ ด้วยผลกรรมนั้นก็จะทำให้เรากลายเป็นผู้ที่ไม่มีความเจริญ

หากเราอยากให้คนที่เราโกรธอย่ามีเงินทองหรือขอให้ถูกขโมย ถูกยึด ด้วยผลกรรมนั้นก็จะทำให้เรากลายเป็นผู้ที่ไม่มีเงินทองและถูกขโมย ถูกยึด

หากเราอยากให้คนที่เราโกรธอย่ามีตำแหน่งที่ดี(หน้าที่การงาน) ด้วยผลกรรมนั้นก็จะทำให้เรากลายเป็นผู้ที่ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งอย่างที่ควรจะได้

หากเราอยากให้คนที่เราโกรธอย่ามีเพื่อนฝูง ด้วยผลกรรมนั้นก็จะทำให้เรากลายเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง

หากเราอยากให้คนที่เราโกรธไปทุคติ(ตกนรก เปรต สัตว์เดรัชฉาน)ด้วยผลกรรมนั้นก็จะทำให้เรากลายเป็นผู้ที่ไปทุคติ

 

นั่นคือเวลาที่เรามีความคิดความรู้สึกในแง่ลบ อยากให้ผู้อื่นได้รับความวิบัติแบบไหน ตัวเราเองจะเป็นผู้รับผลกรรมนั้น ด้วยการดึงดูดให้ไปเจอสถานการณ์แย่ๆแบบนั้นแทน

 

บางคนอาจจะสงสัยว่า ไหนบอกว่าความคิดดึงดูดไม่ได้ แล้วทำไมตอนนี้ผมถึงบอกว่าดึงดูดได้ ผมขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า ความอยากได้ อยากเป็น เป็นเพียงความอยาก จึงไม่สามารถดึงดูดสิ่งที่เราต้องการได้

แต่ความคิดบางประเภทที่มีความเข้มข้นมากจนพัฒนาเป็นความรู้สึกโลภ โกรธ หลง ที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นการลงมือทำบาปทางคำพูดหรือทางการกระทำ ความคิดที่ได้กลายเป็นความรู้สึกแบบนี้ ได้กลายเป็นการทำบาปทางจิตใจไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการทำบาปทางจิตใจ ก็ทำให้เราต้องได้รับผลของบาปนั้น

 

เช่น สำหรับคนที่ยังต้องทำมาหากินแบบเราๆนั้น ความอยากรวยไม่เป็นบาป และไม่สามารถดึงดูดสิ่งใดๆได้ แต่หากความอยากรวยได้มีมากขึ้นจนพัฒนาเป็นความอยากได้ของผู้อื่น แบบนี้เป็นความอยากที่ได้พัฒนาจนกลายเป็นความโลภ ซึ่งถือว่าเป็นการทำบาปทางจิตใจ เราจะต้องรับผลกรรมนั้น โดยเราจะถูกดึงดูดให้ไปรับผลกรรม(อธิบายเพิ่มเติมภายหลัง)

เช่นเดียวกันกับ อยากรวยมากจนกระทั่ง หากมีใครมาทำให้เรามีรายได้น้อยกว่าที่ต้องการ เราก็โกรธแค้นสาปแช่งให้เขาฉิบหาย แบบนี้ก็เป็นความอยากที่พัฒนาเป็นความโกรธ ซึ่งถือว่าเป็นการทำบาปทางจิตใจ เราจะต้องได้รับผลกรรมนั้น โดยถูกดึงดูดให้ไปเจอสถานการณ์ที่ทำให้เราฉิบหายเอง

 

ในทางตรงกันข้าม ความคิดบางอย่าง ที่เข้มข้นจนพัฒนาเป็นความรู้สึก เมตตา(ความรัก อยากให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา(สงสาร อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา(ร่วมยินดี เมื่อผู้อื่นมีความสุข) อุเบกขา(เป็นกลางนิ่งเฉย สงบ) หรือที่เรียกว่ามีพรหมวิหาร 4(พระไตรปิฎกเล่มที่ 35 ข้อ ๗๕๐) ก็ถือได้ว่าเป็นการทำบุญทางจิตใจ เราก็จะถูกดึงดูดให้ไปรับผลบุญเช่นกัน

 

การแสดงผลของกรรมเก่า 

                 แล้วกรรมเก่าที่เราได้ทำเอาไว้ จะแสดงผลอย่างไรถึงจะสามารถดึงดูดให้เราไปรับผลของการกระทำของเรา ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตัวเรานั้นประกอบไปด้วย ส่วนที่จับต้องได้(สมอง,หัวใจ,เนื้อหนัง,อวัยวะ,กระดูก) ซึ่งผมขอเรียกว่า “ร่างกาย” กับส่วนที่จับต้องไม่ได้ที่ผมขอเรียกด้วยภาษากลางๆว่า “วิญญาณ”(อ่านเพิ่มเติมในหนังสือ ถ้ารู้…(กู)…ทำไปนานแล้ว)

 

                โดยความรู้ต่างๆที่เราเรียนรู้ทุกวันนี้ จะถูกบันทึกลงในสมองซึ่งเป็นส่วนของร่างกายที่จับต้องได้ ส่วนข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการกระทำ(กรรมดีและกรรมชั่ว) จะถูกบันทึกลงในวิญญาณ(เวลาร่างกายนี้ตายแม้สมองจะตาย แต่ข้อมูลเกี่ยวกับกรรมดีกรรมชั่วจะไม่หายไป เพราะถูกบันทึกลงในวิญญาณที่จะไปเกิดใหม่)

                พระพุทธเจ้าตรัสว่า(พระไตรปิฎกเล่มที่ 18 ข้อ 227) กรรมเก่าส่วนหนึ่งจะแสดงผลผ่านวิญญาณในรูปแบบของความรู้สึก ชอบไม่ชอบ อยากไม่อยาก

 

                คำถามก็คือ ความรู้สึกมีผลต่อชีวิตเรามากแค่ไหน(ซึ่งจะเป็นการชี้ให้เห็นว่า กรรมเก่ามีผลต่อชีวิตเราแค่ไหน) ในเบื้องต้นลองถามตัวเราเองง่ายๆว่า เราจะเลือกเรียนคณะไหน เราจะทำอาชีพอะไร เราจะสมัครงานที่ไหน เราจะทำธุรกิจอะไร เราจะขับรถยี่ห้อไหน เราจะซื้อบ้านอยู่ในทำเลไหน เราจะเลือกแฟนแบบไหน ฯลฯ เราเลือกสิ่งเหล่าโดยมีความรู้สึกชอบไม่ชอบ อยากไม่อยาก เข้ามาเกี่ยวข้องมากแค่ไหนครับ

                มองเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า กรรมดีกรรมชั่วที่เราเคยได้ทำแล้วแสดงผลในรูปแบบของความรู้สึก มีผลต่อชีวิตเรามากแค่ไหน(นี่แค่เรื่องหลักๆไม่กี่เรื่อง เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องที่ลึกลงไปอีกครับ) และความรู้สึกนี่แหละครับ จะเป็นสิ่งที่กรรมเก่าใช้เป็นเครื่องมือในการดึงดูดให้ไปรับผลกรรม

 

ปล่อยแบบไหนก็ได้แบบนั้นกลับมา

**เนื้อหาส่วนการตีความเรื่องลักษณะการแสดงผลของกรรมเก่าเป็นการตีความจากพระไตรปิฎกแล้วนำมาอธิบายเป็นภาพของผู้เขียนเอง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ใช้ปัญญาในการพิจารณา และใช้เหตุผลในการตัดสินใจ(จากผู้เขียน)

 

                ผมขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้วพลังงานจะประกอบด้วยพลังงานขั้วบวกและขั้วลบ โดยสิ่งของทั่วไปที่มีความเสถียรจะมีพลังงานขั้วบวกและขั้วลบในปริมาณที่เท่ากัน แต่หากของสิ่งนั้นสูญเสียพลังงานขั้วลบออกไป ตัวมันเองก็จะมีสถานะเป็นบวก ส่งผลให้ของสิ่งนั้นจะแสดงพลังดึงดูดพลังงานขั้วลบเพื่อให้มีเสถียรภาพเหมือนเดิม

 

หรือหากสิ่งของนั้นสูญเสียพลังงานขั้วบวกออกไป ตัวมันเองก็จะพยายามวิ่งเข้าหาพลังงานขั้วบวกเพื่อให้มีเสถียรภาพเหมือนเดิม

 

ลองคิดตามว่า ร่างกายเราก็เป็นเหมือนก้อนพลังงาน เราจึงต้องการพลังงานจากอาหารเพื่อให้ร่างกายของเราทำงานตามปกติได้ เวลาที่เรามีการกระทำอะไรก็ตาม ก็จะมีการปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ในตัวเราออกไป

เวลาพูดก็ปลดปล่อยพลังงานในรูปแบบเสียง เวลาเคลื่อนไหวก็ปล่อยพลังงานในรูปแบบการเคลื่อนที่ แม้แต่ความรู้สึกเจ็บหรือความคิดของเราก็ยังเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย วาจา หรือใจ ก็เปรียบได้กับการปล่อยพลังงานออกมาจากร่างกายเราออกไปสู่จักวาล เราจึงต้องทานอาหารทุกวันเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปทุกวัน

 

                พลังงานที่เราปล่อยออกไปนั้นก็จะมีพลังงานที่เป็นขั้วบวกกับพลังงานที่เป็นขั้วลบ ซึ่งก็คือกรรมดีที่เป็นขั้วบวก(การกระทำที่เป็นบุญ) กับกรรมชั่วที่เป็นขั้วลบ(การกระทำที่เป็นบาป)นั่นเอง

 

                ให้จินตนาการว่าเริ่มต้นนั้นวิญญาณของเรามีสภาพเป็นกลาง คือมีขั้วบวกขั้วลบเท่ากัน หากเราปล่อยพลังงานที่เป็นขั้วลบออกไปด้วยการกระทำที่เป็นกรรมชั่ว(บาป) ข้อมูลการกระทำนั้นก็จะถูกบันทึกลงในวิญญาณ(ส่วนที่ไม่ใช่ร่างกาย) แล้ววิญญาณของเราก็จะมีสภาพที่มีพลังงานที่มีขั้วที่เป็นบวกมากขึ้น

และด้วยธรรมชาติขั้วบวกย่อมต้องดึงดูดขั้วลบ ฉะนั้นวิญญาณของเราก็จะดึงดูดสิ่งที่เป็นลบให้เข้ามาหาตัวเรามากขึ้น

 

                โดยวิญญาณของเราจะพยายามนำพาเราไปเจอการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เป็นขั้วลบ ด้วยแสดงผลผ่านการกระตุ้นความรู้สึกให้เราอยากไม่อยาก ชอบไม่ชอบ ที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อนำพาเรา ให้ไปเจอสถานการณ์ที่เป็นลบ(กรรมเก่าแสดงผลผ่านความรู้สึก)

โดยกรรมแต่ละอย่างก็จะมีรูปแบบขั้วบวกลบที่แตกต่างกัน และจะดึงดูดเฉพาะรูปแบบที่เหมือนกันเท่านั้น(ทำบวกแบบ A ก็จะดึงดูดสถานการณ์บวกแบบ A , ทำบวกแบบ B ก็จะดึงดูดสถานการณ์บวกแบบ B)

 

 

ตารางด้านล่างนี้จะแสดงตัวอย่างให้เห็นว่า บาปและบุญที่เราเคยทำในชาตินี้และก่อนหน้านี้จะส่งผลดึงดูดให้ชีวิตเราไปเจออะไรบ้าง  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 579-597 ,พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 ข้อที่ 130,ส่วนอื่นๆของพระไตรปิฎก)

กรรมที่ทำ

ดึงดูดให้ไปเจอสถานการณ์ที่ทำให้

ฆ่าสัตว์

ช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์

อายุสั้น

อายุยืน

เบียดเบียนสัตว์(ไม่ถึงตาย)

ไม่เบียดเบียนสัตว์

มีโรคมาก

ไม่มีโรค

ลักขโมย,โกง

สูญเสียทรัพย์,ถูกโกง

ประพฤติผิดในกาม(ทำให้ผู้อื่นเสียใจ)

ผิดหวังในความรัก,ได้คู่ครองไม่ซื่อสัตย์(เสียใจ)

พูดเท็จ

ถูกกล่าวใส่ร้าย,จะถูกหลอก

พูดส่อเสียด(พูดให้คนเกลียด,โกรธกัน)

จะเกลียด,โกรธกับผู้อื่น

พูดเพ้อเจ้อ(พูดในสิ่งไม่มีหลักฐาน)

ไม่มีใครเชื่อถือคำพูด(แม้ว่าจะพูดดีก็ตาม)

มีใจริษยา มุ่งร้าย อิจฉา(อยากให้คนอื่นแย่ลง)

ไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่อิจฉา

มีศักดิ์ต่ำ(ตำแหน่งน้อย,ย่ำแย่)

มีศักดิ์สูง(ตำแหน่งสูง)

กินเหล้าและสิ่งเสพติด(ขาดสติ)

ขาดสติยั้งคิด

ไม่ชอบให้ทาน(ไม่ให้)

ชอบให้ทาน(ให้)

ยากจน,เจริญรุ่งเรืองยาก(ไม่มีคนให้)

ร่ำรวย,เจริญรุ่งเรืองง่าย(มีคนให้)

ถือศีล(ไม่คิดเบียดเบียนใคร)

มีคนมาเบียดเบียนเราน้อยลง

มีความอ่อนน้อมต่อผู้อื่น(เคารพผู้อื่น)

ได้รับความเคารพ

ช่วยเหลือผู้อื่น

ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น

ฟังธรรม

จิตใจดีขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น

นั่งสมาธิ

เกิดปัญญา มีสติ มีความสงบ

ทำด้วยความรู้สึกอย่างไร

ดึงดูดให้เจอความรู้สึกอย่างนั้น

 

เช่น หากเราเคยทำบุญด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น การกระทำนั้นจะถูกบันทึกลงในวิญญาณของเรา และวันที่บุญนั้นแสดงผล วิญญาณของเราก็จะพยายามดึงดูดเราด้วยความรู้สึกเพื่อพาเราไปเจอสถานการณ์ที่เป็นบวก เช่น หากเรากำลังมีปัญหาเรื่องการเงิน บุญที่เราเคยทำก็จะแสดงผลผ่านวิญญาณให้เรารู้สึกอยากพูดบางอย่างกับบางคน อยากทำบางอย่าง หรืออยากไปบางที่ เพื่อที่จะนำพาตัวเราให้ไปเจอกับสถานการณ์ที่ได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้อื่น

 

                ในทางตรงกันข้าม หากเราเคยโกงใครมา การกระทำนั้นก็จะถูกบันทึกลงในวิญญาณของเรา และวันที่บาปนั้นแสดงผล วิญญาณของเราก็พยายามดึงดูดเราด้วยความรู้สึกเพื่อนำพาเราไปเจอสถานการณ์ที่เป็นลบ เช่น เรากำลังคิดจะทำธุรกิจ บาปที่เราเคยทำด้วยการโกงผู้อื่น ก็จะแสดงผลผ่านวิญญาณให้เรารู้สึกอยากพูดบางอย่างกับบางคน อยากทำบางอย่าง หรืออยากไปบางที่ หรืออยากเชื่อบางคน เพื่อที่จะนำพาเราไปทำธุรกิจที่จะถูกเขาโกง หรือทำธุรกิจแล้วเจ๊ง เป็นต้น

Tags : กฎแห่งแรงดึงดูด กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ Law of Attraction The Real Law of Attraction

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,849
เปิดเพจ1,977,062

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view