http://www.nutpobtum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 โหลดเอกสาร

บทความธรรมะ

เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

บทความลงนิตยสาร

ทำไม ? ดาราหน้าตาดี ถึงผิดหวังในความรัก

แว่นตา ดูโทรทัศน์

เล่นหุ้น บาปหรือไม่ !

ตามหาพระอรหันต์ ดีไหม ?

ทำกรรมอะไร ส่งผลให้ติดคุก

อย่าโทษพระ เพียงฝ่ายเดียว

คำทำนาย

ความไม่เที่ยง ที่คนไทยต้องพบเจอ

คุยกับ "คนไม่มีศาสนา"

ไม่ยึดตำรา(พระไตรปิฎก) ดีกว่าจริงหรือ ?

มือถือ กำลังทำให้ผม(เรา) โง่ลง !

สังคมอุดม(อ)คติ

ทำบุญแล้ว ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ทำไม!

งานศพในฝัน

หลุงพราง ของการนับถือ "พระ"

"ผู้หญิง" อย่าพยายามเท่าเทียมผู้ชายทุกเรื่อง

ละคร ภาพยนตร์ เพลง คนสร้าง คนเสพ ได้บุญหรือบาป

หลุมพรางที่ชื่อว่า "การสวดมนต์"

ตกหลุมพราง เพราะความรู้

การท่องเที่ยวคือการพักผ่อน จริงหรือ ?

ทางสายกลาง ที่แท้จริง

คำอธิษฐาน "ต้องห้าม"

ธรรมทาน VS อภัยทาน

หลุมพรางสำหรับชาวพุทธ

ไปเลือกตั้ง มีโอกาสได้บาปหรือไม่

พระที่จะทำลายพระพุทธศาสนา และทำให้เราตกนรก

สิ่งทีทำให้เชื่อได้ว่า สวรรค์-นรกของทุกศาสนาเป็นที่เดียวกัน

คนดี คนไม่ดี วัดกันที่ตรงไหน

ชาวพุทธหลากหลายรูปแบบ

ดี ! รับกรรมให้หมด

ทำชั่วได้ดี...มีถมไป

ว่าด้วยปี 2012

สิ่งที่ได้จากการหนีน้ำ

ควร "อยาก" หรือไม่

มาสนับสนุน คนดีมีศีลกันถอะครับ

เป้าหมายชีวิตของชาวพุทธ

อย่าลืมติดร่มชูชีพห้จิตใจ

ไปทำบุญ อย่าเอาบาปกลับมาด้วย

ยอดนิยม

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ??

การทำบุญ

เรื่องที่มักเข้าใจผิด

บทสัมภาษณ์

เกี่ยวกับหนังสือ

อื่นๆ

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 5 อย่าสุดโต่งจนเกินไป

กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ?? ตอนที่ 5 อย่าสุดโต่งจนเกินไป

(อย่าพึ่งตัดสินใดๆ ก่อนอ่านจบซีรีย์)

 

 เหตุที่ผมต้องเขียนเปรียบเทียบระหว่างกฎแห่งกรรมกับกฎแห่งแรงดึงดูด ก็เนื่องจากว่าช่วงหลังๆมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูดค่อนข้างมากและแพร่หลาย ซึ่งเนื้อหาในส่วนที่ดีก็สามารถช่วยคนได้มากมาย แต่เนื้อหาในส่วนที่ไม่เหมาะสมก็จะส่งผลในทางตรงกันข้าม หากใครที่หลงเชื่อแล้วทำตามทั้งหมด แทนที่ชีวิตจะดีอย่างที่ควรจะเป็น อาจจะต้องเดินหลงทางหาทางออกไม่เจอ วนเวียนอยู่ในห้วงของความเข้าใจที่ผิดพลาด

โดยเฉพาะการที่เข้าใจว่า ความคิดจะดึงดูดสิ่งดีๆมาให้ แล้วละเลยการกระทำที่ควรทำ รวมไปถึงการทำแต่บาป ไม่ทำบุญ เพราะเชื่อว่าแค่คิดดีเดี๋ยวชีวิตก็จะดีเอง ใครก็ตามที่มีความคิดและการกระทำแบบนี้ ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสที่เป็นผลมาจากพลังของกฎแห่งการกระทำ(กรรม) กำลังรอเขาอยู่ในอนาคต(อ่านเพิ่มเติมว่าความทุกข์ทรมานที่กล่าวถึงมีอะไรบ้าง ในบทกฎแห่งแรงดึงดูดที่แท้จริง)

 

อย่าสุดโต่ง

                อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะเห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่าการกระทำสำคัญกว่าความคิดแน่นอน แต่ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของความคิดก็มีผลต่อชีวิตของเราเช่นกัน เพราะคนเราจะทำดีหรือชั่วก็ต้องเริ่มจากความคิดก่อน คนที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตก็ต้องเริ่มจากความคิดที่ว่าตัวเราสามารถประสบความสำเร็จได้ ถึงจะมีการลงมือทำงานเพื่อความก้าวหน้า

                คนที่มีปัญหาอกหักรักคุดตกงานเป็นหนี้ แล้วจมอยู่กับความทุกข์ ก็ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดเสียก่อนถึงจะสามารถเริ่มต้นลงมือทำให้ตนเองพ้นทุกข์ได้ คนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวก็ต้องเริ่มจากความคิดที่ว่า ตนสามารถมีรูปร่างที่ดีได้ถึงจะมีการเริ่มลดน้ำหนัก

นั่นคือ การคิดถึงสิ่งที่เราต้องการ โดยเชื่อมั่นว่าเรามีโอกาสได้สิ่งนั้น(คิดบวก) จะเป็นเหมือนไม้ขีดไฟที่จุดประกายให้เราเริ่มมองเห็นหนทางในความมืด แล้วเริ่มก้าวเดินเพื่อให้ชีวิตของเราไปพบกับแสงสว่าง

 

นอกจากจะช่วยให้เราเริ่มต้นทำอะไรดีๆแล้ว การคิดบวกยังช่วยส่งเสริมให้เราสามารถลงมือกระทำในสิ่งที่ควรทำได้มากขึ้นนานขึ้น เช่น การที่เราคิดบวก มีความเชื่อมั่นว่าเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ก็จะช่วยให้เรามีความมุ่งมั่นที่จะทำงานมากขึ้น มีความพยายามเก็บเงิน ขวนขวายหาโอกาสใหม่ๆให้กับชีวิตได้ตลอดเวลา และทำสิ่งต่างๆอย่างมีความสุข เวลาที่พบอุปสรรคการคิดบวกจะทำให้เราสามารถยืนหยัดสู้ต่อไปได้นานขึ้น เพราะเราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถเอาชนะอุปสรรคไปได้

การที่เราคิดบวก มีความเชื่อมั่นว่าเราจะมีครอบครัวที่มีความสุขได้ ก็จะช่วยให้เราสามารถพยายามเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนในบ้านได้มากขึ้น พยายามหาเวลาอยู่กับครอบครัวได้มากขึ้น พยายามฟังเหตุผลลูกได้มากขึ้น โดยในวันที่ครอบครัวยังไปไม่ถึงจุดหมายที่เราต้องการ หรือมีปัญหาทะเลาะกัน การคิดบวกก็จะช่วยให้เราพยายามต่อไปได้นานขึ้นอีก และความรู้สึกดีๆก็จะทำให้เราพยายามทำด้วยความสุขใจที่มากขึ้น ทำให้ครอบครัวเรามีโอกาสสร้างครอบครัวที่มีความสุขได้มากขึ้น

จะเห็นว่าการคิดบวก และวิธีคิดที่เหมาะสม จะเป็นเหมือนน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงหัวใจ ช่วยส่งเสริมให้เราสามารถที่จะยืนหยัดต่อสู้ในวันที่เรายังไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ ช่วยให้เราสามารถทำในสิ่งที่ควรทำได้มากขึ้น นานขึ้น สม่ำเสมอขึ้น และมีความสุขมากขึ้น

 

ในขณะที่คนที่มีทัศนคติไม่ดี(คิดลบ)บางก็คิดลบมากจนไม่คิดแม้แต่จะเริ่มทำ หรือพอเริ่มทำแล้วเจออุปสรรคเล็กๆน้อยๆก็เลิกทำกลางคัน คนที่คิดลบจะโฟกัสแต่ปัญหา จิตใจจะยึดติดอยู่กับโอกาสที่จะล้มเหลว ไม่ว่าคนคิดลบจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่เขาก็จะพบความทุกข์จากความคิดของตนทั้งๆที่ยังไม่เจอปัญหาอะไรเลย

 

                ฉะนั้นแม้ว่าเราจะสามารถเดินไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการได้ โดยทำสิ่งที่ควรทำอย่างเดียว(ไม่ต้องคิดดีก็ได้) แต่เราก็ฉลาดมากพอที่จะ เลือกที่จะคิดบวกและทำควรทำไปด้วย ซึ่งจะทำให้เราเดินไปสู่เป้าหมายอย่างมีความสุขและไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการแน่นอน

 

สรุปก็คือ การคิดถึงสิ่งที่เราต้องการโดยเชื่อมั่นว่าเราทำได้(คิดบวก) และความคิดที่เหมาะสมแม้ว่าจะไม่ทำให้เราได้รับสิ่งที่เราต้องการโดยตรง แต่ก็ช่วยให้เราทำในสิ่งที่ควรทำได้ง่ายขึ้นมากขึ้น ประโยชน์ที่แท้จริงของการกำหนดความคิดให้เหมาะสม ไม่ใช่การดึงดูดเป้าหมาย แต่เป็นการดึงดูดให้เราทำในสิ่งที่ควรทำได้มากกว่าต่างหาก

 

 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเสมอเรื่องของการไม่สุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง ที่เรามักจะได้ยินเสมอกับคำว่าทางสายกลาง(พระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 169-177) แต่เราต้องทำความเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงให้เราอยู่ตรงกลางแนวคิดทั้งสองอย่าง แต่ให้อยู่ระหว่างแนวคิดสองอย่าง(ไม่จำเป็นต้องตรงกลางพอดี)

                ฉะนั้นแม้ว่าการกระทำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเรื่องของความคิดเป็นสิ่งที่เราต้องละทิ้ง เมื่อเห็นว่ามีบางส่วนดีก็อย่าเหมาว่าดีทั้งหมด หรือเมื่อเห็นว่ามีบางส่วนไม่ดีก็อย่าเหมาว่าไม่ดีไปทั้งหมด เราควรยืนอยู่ระหว่างความเชื่อเรื่องของความคิดและความเชื่อเรื่องของการกระทำ โดยนำเอาสิ่งดีของทั้งสองด้านมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเราเอง(โดยไม่ทำบาปและไม่เบียดเบียนใครและไม่ขัดแย้งกับกฎแห่งกรรม)

 

                หากเราจะนำเอากฎแห่งแรงดึงดูด(ความคิด)มาใช้ ก็ต้องใช้ให้เหมาะสม ต้องเข้าใจว่าการทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้นที่จะพาเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการได้ เรื่องกระบวนการขอ-เชื่อ-รับ ก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถทำในสิ่งที่ควรทำได้มากขึ้นและสม่ำเสมอขึ้นเท่านั้น

                ก็ในเมื่อเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูดมีส่วนช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ก็ไม่เสียหายอะไรที่เราจะทำตัวอยู่ระหว่างแนวคิดเรื่องความคิดกับการกระทำ โดยยึดมั่นที่การกระทำ และใช้เรื่องของวิธีคิดเป็นเหมือนตัวช่วยเร่งให้เราทำได้มากขึ้นสม่ำเสมอขึ้น และมีความสุขมากขึ้นนั่นเอง

 

“ต้องได้”คือดาบสองคม

                ประเด็นหนึ่งที่ผมได้กลับมาตระหนักหลังจากไตร่ตรองเรื่องของความคิดความเชื่อมั่น ที่ผมเคยได้เรียนรู้มา และมีการกล่าวถึงในหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูดและในหนังสือพัฒนาตัวเองส่วนใหญ่ ว่าหากเราปรารถนาสิ่งใดเราต้องมีความเชื่อมั่นว่า เราจะต้องได้สิ่งนั้นแน่นอน และต้องเป็นความเชื่อมั่นที่ไม่มีวันสั่นคลอน หรือพูดง่ายๆว่า จะต้องเชื่อว่าจะได้สิ่งที่คาดหวังแน่นอน 100%

                เมื่อเทียบกับหลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผมพบว่าเรื่องของความคิดและความเชื่อมั่นว่าตนเองจะทำได้แน่นอนนั้นเปรียบเหมือนกระบี่(ที่เป็นดาบสองคม) ในด้านหนึ่งก็จะช่วยส่งเสริมให้เราสามารถกระทำสิ่งที่ควรทำได้มากขึ้น มีความสุขขึ้น สม่ำเสมอขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจจะเป็นสิ่งที่จะทำร้ายหรือทำลายชีวิตคนคนหนึ่งลงได้

               

พระพุทธเจ้าได้กล่าวบทธรรมที่เกี่ยวกับเรื่องของความไม่แน่นอนเอาไว้มากมาย บทที่คนจำนวนมากรู้จักก็คือไตรลักษณ์(พระไตรปิฎกเล่มที่ 17 ข้อ 91) ซึ่งหากสรุปแบบให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่อยู่ถาวร ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ล้วนแล้วจะต้องมีวันที่จะดับไป(สลายไป)

อีกบทหนึ่งที่คนรู้จักกันมากก็คือโลกธรรม 8 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 ข้อ 94-96)ซึ่งพระองค์ตรัสว่า มีลาภก็มีเสื่อมลาภ(เงินทองที่ได้มาก็มีวันที่จะเสียไป หรือถ้าวันนี้เราไม่มี ในอนาคตเราก็มีเงินมีทองได้)

มียศก็มีเสื่อมยศ(ตำแหน่งที่เรามีวันหนึ่งก็อาจไม่ใช่ของเรา หรือตำแหน่งที่เรายังไม่ได้ วันหนึ่งก็อาจจะได้ในอนาคต)

มีสรรเสริญก็มีนินทา(ถ้าวันนี้เราถูกสรรเสริญในอนาคตเราอาจถูกนินทา หรือถ้าวันนี้เราถูกนินทาในอนาคตเราก็อาจจะได้รับการสรรเสริญก็ได้)

มีสุขก็มีทุกข์(ถ้าวันนี้เรามีความสุขในวันหน้าเราอาจจะเจอความทุกข์ก็ได้ หรือถ้าวันนี้เรามีความทุกข์ในอนาคตเราอาจจะมีความสุขก็ได้)

 

จากบทธรรมสองบทดังกล่าว ทำให้เราเห็นความจริงที่ว่า ชีวิตของคนเรานั้นไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และเราไม่สามารถทำให้ชีวิตของเราเป็นอย่างที่เราต้องการได้ตลอดเวลา แม้แต่สิ่งที่เรามีอยู่ในวันนี้ ยังมีโอกาสที่จะสูญเสียไป แล้วจะนับประสาอะไรกับสิ่งที่เรายังไม่มี มันจะแน่นอนได้อย่างไรว่าเราจะได้มาอย่างแน่นอน 100%

 

ในหนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูด ได้ยึดถือแนวคิดที่ว่า ทุกอย่างในจักรวาลมีเพียงพอสำหรับทุกคน เราสามารถได้ทุกอย่างที่เราต้องการได้ ยิ่งเรามีความเชื่อมั่นมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับสิ่งนั้นมากเท่านั้น ใครที่สามารถนำหลักการนี้ไปใช้ได้อย่างสมบูรณ์ก็ย่อมได้ชีวิตที่สมบูรณ์หรือพูดได้ว่าได้ทุกสิ่งที่ต้องการ

 

แล้วความจริงมีกี่คนในโลกที่ได้ทุกสิ่งที่หวัง โลกนี้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับคนทุกคนจริงหรือเปล่า แล้วการสอบ Entrance ละครับ แล้วตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นล่ะครับ แล้วตอนที่มีคนมาชอบผู้หญิง,ผู้ชายคนเดียวกันล่ะครับ แล้วผู้ชนะเลิศในการแข่งขันกีฬาล่ะครับ แล้วการประมูลงานล่ะครับ แล้วจำนวนลูกค้าในธุรกิจที่เราทำอยู่ล่ะครับ

ผมมองไม่เห็นว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีคนผิดหวัง ในเมื่อโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ทรัพยากรบางอย่างมีจำกัด แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากทุกคนมั่นใจว่าตนจะได้ในสิ่งที่ต้องการแน่นอน แม้แต่คนที่มีเงินมากที่สุดในโลก มีอำนาจมากที่สุดในโลก หน้าตาดีที่สุดในโลก ฯลฯที่สุดในโลก ก็ยังไม่สามารถจะได้ทุกอย่างตามที่ปรารถนา แล้วเราเป็นใครถึงจะได้ทุกอย่างตามที่เราปรารถนา

 

ต้องมีภูมิคุ้มกันความล้มเหลว

สิ่งที่น่ากลัวก็คือจะเกิดอะไรขึ้นหากคนที่มั่นใจมากๆว่าตนเองจะได้ในสิ่งที่ต้องการ แล้วผิดหวัง จะเกิดอะไรขึ้นหากเขายอมรับความผิดหวังนั้นไม่ได้ เพราะว่ามั่นใจมากว่าตนเองจะได้ในสิ่งนั้นจริงๆ

เป็นเรื่องน่าคิดว่า นักเรียนที่ฆ่าตัวตายเพราะสอบไม่ติด คนที่ฆ่าตัวตายเพราะธุรกิจล้มเหลว คนที่ฆ่าผู้อื่นเพราะผิดหวังในความรัก คนที่หดหู่ท้อแท้เพราะชีวิตล้มเหลว คนที่ใช้ชีวิตเหลวแหลก คนที่หันไปพึ่งยาเสพติด คนเสียสติ เป็นบ้าวิกลจริต หากคนเหล่านี้เพียงแค่ตระหนักอยู่ในใจก่อนว่า เขามีโอกาสที่จะพบความผิดหวังในชีวิต เรื่องร้ายๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่า

 

ในขณะที่หนังสือเกี่ยวกับกฎแห่งแรงดึงดูดบางเล่ม มองว่าการคิดถึงความล้มเหลวที่เรามีโอกาสเจอ เป็นการดึงดูดให้ความล้มเหลวเข้ามาหาเรา ผมกลับมีมุมมองที่แตกต่างที่ว่า การคิดว่าเรามีโอกาสเจอความผิดหวัง มีโอกาสพบความล้มเหลว กลับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเราเอง ในเวลาที่เราจะต้องเผชิญหน้ามันจริงๆ เราก็จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตของเราได้  และการที่เราคิดว่าเรามีโอกาสเจอความผิดหวังได้ ก็จะทำให้เราไม่ประมาทและหาหนทางที่จะป้องกันเอาไว้ด้วย ก็จะยิ่งทำให้เรามีโอกาสเจอความผิดหวังน้อยลงด้วย

 

หากวันนี้ตัวเราเองกำลังมีความคิดในแนว “ต้องได้” หรือกำลังพยายามปลูกฝังความคิดแบบนี้กับใคร ก็ขอให้ไตร่ตรองให้ดีๆว่า เราได้ใส่ภูมิคุ้มกันความล้มเหลวไปด้วยหรือเปล่า เพราะหากไม่มีภูมิคุ้มกัน ในวันที่เจอความผิดหวัง ก็อาจทำให้ชีวิตเสียศูนย์ได้ทันที ซึ่งแทนที่จะเป็นผลดีก็เป็นการทำร้ายทำลายชีวิตลงไปได้

(และการพยายามปลูกฝังแนวคิด “ต้องได้” ให้กับผู้อื่น อาจเป็นการเบียดเบียนทำให้ผู้อื่นได้รับความกดดันทางจิตใจ ผลของการกระทำนี้ ก็จะทำให้เราจะต้องรับผลกรรม โดยจะถูกผู้อื่นทำให้ตกอยู่ภายใต้ความกดดันในอนาคต ผมเคยทำแบบนี้ ผมจึงไม่อยากให้ใครทำอย่างนี้กับผู้อื่น เพราะวันนี้ผมหยุดแล้วเพราะกลัวบาป)

 

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรให้การคิดถึงความล้มเหลวความผิดหวังนั้นมาครอบงำเรามากเกินไป มากจนเรากลายเป็นคนที่กลัวความล้มเหลวกลัวความผิดหวัง จนความคิดที่ว่า “ไม่ได้แน่นอน” ได้ถูกปลูกฝังในใจจนไม่กล้าลงมือทำอะไรเลย

 

เมื่อใช้หลักการไม่เข้าไปยึดสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งอย่างที่พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ เราก็จะพบว่าวิธีการที่ดีที่สุดก็คือการอยู่ระหว่างความเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ กับความล้มเหลวความผิดหวังที่เรามีโอกาสจะเจอ ซึ่งก็คือให้เรามีความคิดว่าเรา “มีโอกาสได้” (หมายความว่าอาจจะได้หรืออาจจะไม่ได้ก็ได้) แล้วให้เราทำอย่างเต็มที่ สุดท้ายไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ให้ยอมรับ

 

นั่นคือไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามให้เราเริ่มต้นจากความเชื่อมั่น ว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการ แต่ก็ไม่ประมาท ด้วยการแสวงหาข้อมูลว่าเรามีโอกาสพบความล้มเหลวความผิดหวังจากด้านไหน แล้วก็พยายามทำทุกอย่างเพื่ออุดช่องโหว่นั้น พยายามทำทุกอย่าง อย่างเต็มที่เต็มความสามารถด้วยความเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้

หากเราบรรลุเป้าหมายได้ก็ให้ยินดีกับความสำเร็จแต่ก็ต้องไม่ประมาทว่าเราจะสำเร็จได้ทุกครั้ง และอย่าเหลิงหรือหลงตัวเองว่าเราเจ๋งที่สามารถทำได้

 

ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าเราจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายเรากลับพบกับความผิดหวัง ก็ให้วางใจให้เป็นอุเบกขา(เป็นกลาง,ปล่อยวาง)กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทำความเข้าใจว่าแม้ว่าเราทำดีที่สุดแล้วก็ไม่แน่เสมอไปว่าเราจะต้องได้สิ่งที่เราต้องการ เพราะในโลกนี้ย่อมต้องมีสิ่งที่เราทำไม่ได้

 

ทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ทุกปัญหามีทางออก แต่ไม่ใช่ทุกปัญหามีทางแก้ ปัญหาบางอย่างอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ แต่มีทางออกก็คือ การทำใจยอมรับกับผลลัพธ์นั่นเอง เมื่อเรายอมรับได้แล้ว ก็เป็นเวลาที่เราจะต้องปล่อยมือจากเป้าหมายนั้นแล้วดำเนินชีวิตต่อไปในแนวทางที่เราควรจะทำ ด้วยการเปลี่ยนเป้าหมายใหม่นั่นเอง

 

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหรือคนที่สามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิต ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ต้องพานพบความผิดหวังทั้งสิ้น ความเข้าใจที่ถูกต้องก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้บรรลุเป้าหมายโดยไม่เจอผิดหวัง แต่คนเหล่านี้เมื่อเจอความผิดหวัง ก็สามารถทำใจแล้วลุกขึ้นมาดำเนินชีวิตต่อไปทุกๆครั้งต่างหาก

เชื่อผมเถอะครับว่า สุดท้ายแล้วในโลกนี้ก็มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เกินความสามารถในตอนนี้ของเราจริงๆ ในบางเรื่องตอนนี้เราอาจจะยังมีเงิน ความรู้ เวลา ทักษะ ฯลฯ ไม่มากพอที่จะทำให้เป้าหมายนั้นบรรลุลงได้ แต่ในอนาคตหากเรามีปัจจัยต่างๆมากพอเราก็อาจจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้

 

แต่ขอให้ระวังกับดักทางความคิดที่สำคัญก็คือ บางคนลำดับวิธีคิดผิด นั่นก็คือวางใจให้เป็นอุเบกขา(ปล่อยวาง)ก่อน จึงไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ผลที่ได้ก็จะทำให้ไม่ได้รับผลลัพธ์ดีเท่ากับความสามารถที่มีจริงๆ

 

 

เหมือนแค่กล่อง

สำหรับผมเมื่อนำความรู้ที่มาจากพระไตรปิฎกมาพิจารณาแล้ว เรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูด ก็ไม่ต่างจากเรื่องเก่าที่นำมาเล่าใหม่ เป็นเรื่องเดิมๆที่มีการเผยแพร่มานานแล้ว เป็นความรู้ที่หาได้ตามร้านหนังสือทั่วไป

แต่เป็นการเอาสิ่งเดิมๆ มาเล่ารวมกับสิ่งลึกลับที่เรียกว่าจักรวาล ที่จะเป็นผู้มอบทุกอย่างให้กับเรา ซึ่งหลักการนี้เป็นเรื่องไม่ยากที่จะทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าเป็นจริง เพราะศาสนาส่วนใหญ่ต่างก็เป็นเทวะนิยม คือมีความเชื่อว่ามีเทพหรือพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่างอยู่แล้ว

แม้ศาสนาพุทธไม่มีเรื่องเทวะนิยม แต่ชาวพุทธส่วนใหญ่กลับมีความเชื่อผิดๆเรื่องการบนบานการขอพร เมื่อเจอความรู้ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเองเชื่อก็ยิ่งคล้อยตามได้ง่ายขึ้น

 

การที่ผมมีความรู้จากพระไตรปิฎกทำให้ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งก็คือ สิ่งที่อยู่ในหนังสือ Best seller ไม่ได้แปลว่าจะต้อง Best เสมอไป(ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด) เราชาวพุทธจะต้องใช้สติและปัญญาให้มาก อย่าเชื่อว่าความรู้ในหนังสือ Best Seller ถูกต้องทั้งหมด เชื่อได้ทั้งหมด

และที่เราต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากก็คือ หนังสือบางเล่ม(องค์กรบางองค์กร) ที่ดูเหมือนเป็นพุทธศาสนา เพราะมีส่วนสอดคล้องกับพุทธศาสนา แต่ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่

แม้ว่าจะมีการอ้างถึงกฎแห่งกรรมก็อาจจะไม่ใช่พุทธแท้ เพราะอาจมีเนื้อหาหลายๆส่วนที่ขัดแย้งกับหลักการของพุทธศาสนาและขัดแย้งกับหลักการของความเป็นจริง เช่น เครื่องราง ของขลัง ตัดกรรม สะเดาะเคราะห์ ล้างบาป

 

สิ่งเหล่านี้มีลักษณะคล้ายๆเครื่องใช้ไฟฟ้าปลอม ที่ทำกล่องให้ดูเหมือนจริง แต่หากเราเปิดดูข้างใน(เนื้อแท้)ก็จะพบว่าเป็นของปลอม เราจึงต้องพิจารณาโดยใช้หลักกาลามสูตร 10 และใช้พระไตรปิฎกเป็นที่ยึดเหนี่ยวเท่านั้น ไม่ใช่หนังสืออื่นหรือตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ดังเช่นพระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนเราเอาไว้ว่า(พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 ข้อ 180 ) เมื่อมีใครก็ตามกล่าวอ้างอิงพระไตรปิฎก(เราสามารถเหมารวมถึงอ้างอิงพระพุทธศาสนา) ไม่ว่าผู้พูดจะเป็นใคร(แม้แต่พระ) ก็อย่าพึ่งเชื่อ และอย่าพึ่งคัดค้าน ให้รับฟังเอาไว้เฉยๆ และให้นำสิ่งที่เขาพูดมาเทียบเคียงกับพระไตรปิฎกก่อน ถึงจะเชื่อว่ามีเขียนในพระไตรปิฎกจริงๆ

 

จากเนื้อหาที่ผ่านมา คงทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เรารับฟังข้อมูลข่าวสารโดยใช้ปัญญาและเหตุผล ในการพิจารณาก่อนที่จะเลือกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นคนฉลาดที่ถูกหลอก และทำให้เราได้นำเฉพาะความรู้ที่ถูกต้องไปใช้ในการพัฒนาชีวิตตามที่เราต้องการ

 

Tags : กฎแห่งแรงดึงดูด กฏแห่งแรงดึงดูด มีจริงหรือ Law of Attraction The Real Law of Attraction

ความคิดเห็น

  1. 1
    ณัฐพบธรรม
    ณัฐพบธรรม 05/04/2012 14:28

    ยินดีต้อนรับคุณ patima kuddang  ครับ ^_^
    (ขอบคุณ คุณไก่ด้วยเช่นกันครับ)

  2. 2
    patima kuddang
    patima kuddang patima-patty@hotmail.com 04/04/2012 17:05
    อ่านแล้วรู้สึกชอบมากค่ะและเชื่อในพระไตรปิฎก(หลักคำสอน)แล้วอยู่ๆก็มีความคิดที่จะศึกษาเรื่องพระไตรปิฎกขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาดเหมือนอยากรู้ทุกๆเรื่องที่เกี่ยวกับหลักคำสอน แนวทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้า สุดท้ายหนูตอ้งขอบคุณพี่ไก่ มีสุขเพราะพอหนูได้ฟังในรายการวิทยุเมื่อเช้าซึ่งกำลังสนทนาธรรมกับคุณ ณัฐธรรม ทำให้หนูมาเปิดเน็ตแล้วอา่นบทความต่างๆอยู่ทั้งวัน มีความสุขค่ะที่ได้รู้สิ่งที่ควรรู้และลงมือทำค่ะ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

สถิติ

เปิดเว็บ01/03/2010
อัพเดท12/06/2017
ผู้เข้าชม1,364,672
เปิดเพจ1,976,872

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 เข้าระบบ

view